สอบตกเรื่องโปร่งใส ผลงาน'บิ๊กตู่'โดยรวมผ่าน รัฐมนตรี4กุมารส่อถอดใจ


เพิ่มเพื่อน    


    นิด้าโพลเผย "1 ปีนายกฯ ประยุทธ์ให้คะแนนสอบผ่าน ทำงานได้ค่อนข้างดี มีอุดมการณ์ กล้าตัดสินใจ แต่ไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ รัฐมนตรีกลุ่มสี่กุมารถอดใจ ส่งสัญญาณถอนตัว "สุวิทย์" ยกปรัชญาจีนเรื่องการปล่อยวาง ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขแท้จริงคือความว่างเปล่า "อุตตม" ปัดตอบจะนั่งเก้าอี้คลังต่อหรือไม่ ท่องคาถาเดินหน้าทำงาน "สิระ" ขย่ม "สนธิรัตน์" ซ้ำ แทนที่จะนำเงินกองทุนพลังงานช่วย ปชช. แต่ใช้สร้างภาพลักษณ์ตัวเอง "ก้าวไกล" ช่วยเสี้ยม ซัดกลุ่ม 4 กุมารแก้ ศก.ล้มเหลว
    เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “1 ปี นายกฯ ประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 1 ปีของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ร้อยละ 15.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้น, ร้อยละ 35.60 ระบุว่าทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ค่อนข้างดี เพราะบริหารจัดการโรคโควิด-19 ได้ค่อนข้างดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่าทำงานดี ไม่วุ่นวาย ดูแลจัดการบ้านเมืองได้ดี 
    ร้อยละ 27.44 ระบุว่าทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะการทำงานยังมีจุดบกพร่อง ยังแก้ไขไม่ตรงจุด การบริหารงานการตัดสินใจทำได้ไม่ดี มีความล่าช้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน, ร้อยละ 20.48 ระบุว่าทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะการบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดี ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน พบว่าผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ไม่ดีเลย มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ดีมาก ได้ค่อนข้างดี และได้ไม่ค่อยดี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น  
    ส่วนลักษณะการทำงานในรอบ 1 ปีของนายกฯ ประยุทธ์ในด้านต่างๆ พบว่า ด้านอุดมการณ์ในการทำงาน พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.72 ระบุว่ามีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน ขณะที่ร้อยละ 40.72 ระบุว่าไม่มีอุดมการณ์ คิดแต่จะทำงานเพื่อรักษาอำนาจของตนเองและพรรคพวกเท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน พบว่าผู้ที่ระบุว่าไม่มีอุดมการณ์ มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่ามีอุดมการณ์ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
    ด้านความกล้าตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.24 ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ ขณะที่ร้อยละ 43.84 ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน พบว่าผู้ที่ระบุว่าไม่มีความกล้าตัดสินใจมีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
     ด้านบุคลิกภาพผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 53.20 ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร ขณะที่ร้อยละ 37.28 ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำกึ่งแบบทหาร/แบบประชาธิปไตย, ร้อยละ 7.84 ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตย และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน พบว่าผู้ที่ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหารมีสัดส่วนลดลง ผู้ที่ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำกึ่งแบบทหารแบบประชาธิปไตยและมีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 
ไม่โปร่งใสตรวจสอบไม่ได้
    เมื่อถามถึงด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการทำงานของพล.อ.ประยุทธ์ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 45.76 ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ขณะที่ร้อยละ 40.48 ระบุว่ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน พบว่าผู้ที่ระบุว่าการทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ มีสัดส่วนลดลง ซึ่งในขณะที่ผู้ที่ระบุว่าการทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 
    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงเรื่องแนวโน้มการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเรื่องนี้ต้องถามกับนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่มีอำนาจปรับ ครม. ก็จะต้องเริ่มต้นที่นายกฯ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากนายกฯ ในเรื่องนี้
    นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และรักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองรวมถึงเรื่องของการปรับ ครม.จะมีผลกระทบต่อการทำงานในเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ ว่าเรื่องดังกล่าวมีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลจะดูแลให้เป็นไปด้วยดี และหากมีการเปลี่ยนแปลง ก็จะไม่กระทบกับสิ่งที่หวังไว้ เวลานี้เป็นเวลาที่ทุกคนต้องช่วยกันทำเพื่อประเทศ เช่น การแก้ไขปัญหาโควิด-19 เรามาได้ไกลแล้ว แต่ยังไม่พ้น เพราะยังมีปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องช่วยกันดูแล 
    เมื่อถามว่า ส่วนตัวยังจะได้ทำงานตรงนี้ต่อไปหรือไม่ นายอุตตมเดินออกจากวงสัมภาษณ์และตอบเพียงสั้นๆ ว่ายังไม่ใช่เรื่องที่จะคิดตอนนี้ เป็นเรื่องของทางการเมือง และนายกฯ เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว วันนี้เราเอาเรื่องตรงนี้ให้เดินหน้าไปก่อน
    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และรักษาการเลขาธิการพรรค พปชร. กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนภายในพรรค พปชร. ว่าทุกอย่างเป็นไปตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองและข้อบังคับของพรรค พปชร. ตามที่หัวหน้าพรรคและนายทะเบียนพรรคได้ชี้แจงถึงกรอบเวลาการจัดประชุมใหญ่ ซึ่งต้องดำเนินการภายใน 45 วัน ไม่มีการเมืองเตะถ่วงหรือยืดเยื้อแต่อย่างใด ส่วนตนของดแสดงความคิดเห็น ทั้งในส่วนของการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค พปชร. ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสมาชิกพรรค และการปรับรัฐมนตรีที่เป็นอำนาจของนายกฯ เวลานี้ ขอเดินหน้าทำงาน โดยเฉพาะด้านพลังงานที่จะมีส่วนช่วยในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งระบบ 
    ขณะที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รักษาการกรรมการบริหารพรรค พปชร. กลุ่มสี่กุมาร ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ถูกนักการเมืองกลุ่มสามมิตร และสาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและประธานยุทธศาสตร์พรรค กดดันให้ลาออกทั้งจากกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และอาจจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยหากมีการปรับ ครม. โดยนายสุวิทย์ได้แสดงความรู้สึก อ้างถึงคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ปรัชญาจีนโบราณตอนหนึ่งที่แสดงถึงการไม่ยึดติดกับอำนาจไว้ในเฟซบุ๊กว่า… เต้าเต๋อจิง..คัมภีร์แก่นแท้ของชีวิต เหลาจื่อ ปราชญ์ชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดท่านหนึ่ง นักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าอาศัยอยู่ในช่วง 400-500 ปีก่อนคริสต์ศักราช เขียนคัมภีร์เต้าเต๋อจิง 81 บท 5,000 อักษร ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงเป็นปรัชญาที่เป็นอมตะตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้
รมต.สี่กุมารถอดใจ
    “ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ท่านเหลาจื่อจะเขียนเกี่ยวกับปรัชญาชีวิต ความกลมกลืนต่อการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ จนไปถึงปรัชญาการเมือง ผมประทับใจอยู่บทหนึ่งเป็นปรัญชาที่สอนเกี่ยวกับ “การปล่อยวาง” ผู้คนส่วนใหญ่มักจะดิ้นรนไขว่คว้าหาภาระ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข มาแบก มากเท่าไหร่ยิ่งคิดว่าดี แท้จริงคือความว่างเปล่า เพราะความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้คงตัวอยู่ตลอดไป” นายสุวิทย์ระบุ 
    นายวันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา พรรค พปชร. ในฐานะประธานภาค 9 เปิดเผยถึงกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งประธานภาคไว้ ซึ่งรับผิดชอบ 3 จังหวัดชายแดนใต้และสงขลา กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีนายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.ยะลา และ 5 ส.ส.ใต้ พปชร. รวมเป็น 6 คน แยกไปตั้ง "กลุ่มใต้ใหม่" โดยแยกจากกลุ่มด้ามขวานเดิม 13 คน ซึ่งได้แยกเป็น ส.ส.ภาค 8 ตามภูมิภาค และ ส.ส.ภาค 9 เป็นตามแนวทางยุทธศาสตร์ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และตนไม่เห็นด้วยกับแนวทางไปแยกกลุ่มมาเป็นกลุ่มใต้ใหม่เพื่อมาสร้างอำนาจการต่อรอง การที่พรรคมีกลุ่มมีภาคต่างๆ วัตถุประสงค์เพื่อการทำงานจะได้กระชับพื้นที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของแกนนำและผู้ใหญ่ใน พปชร.จะพิจารณา กระแสข่าวนี้จึงควรยุติได้แล้ว และเอาเวลาไปมุ่งช่วยเหลือประชาชน ยืนยันในพรรคพลังประชารัฐไม่มีกลุ่มก๊วน ทุกคนทำงานอยู่ภายใต้แนวทางของท่าน พล.อ.ประวิตร รวมทั้งสนับสนุนการบริหารประเทศภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นการรวมกลุ่มของหลายกลุ่ม ที่มีการต่อรองผลประโยชน์ จากความบิดเบี้ยวของรัฐธรรมนูญจึงทำให้เกิดความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เชื่อว่านายอุตตมและนายสนธิรัตน์คงไม่ได้อยู่ตำแหน่งเดิมในพรรคอีกแล้ว ส่วนเรื่องการเมืองภาพใหญ่ กลุ่มสี่กุมาร ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เป็นแกนนำ หน้าที่หลักคือการทำนโยบายด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาล แต่ถามว่าวันนี้ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเราเห็นได้ว่านโยบายต่างๆ ล้มเหลว หลายโครงการเป็นแนวคิดแบบโอลสคูล คือเน้นเมกะโปรเจ็กต์ หวังให้ทุนใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนอย่างเดียว แต่โลกวันนี้ทำแบบนั้นอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องมีการผสมผสานที่ดี ดังนั้นกลุ่มสี่กุมารจึงเหมือนทองที่เริ่มลอก หรือของที่ประชาชนไม่ซื้อแล้ว 
    นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การที่ พล.อ. ประวิตร หัวหน้าพรรคตัวจริง กำลังทวงตำแหน่งคืนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะไหนๆ ก็อยู่เบื้องหลังคอยชักใย เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็เปิดหน้าซะเอง ไม่ต้องกั๊กไม่ต้องแอบแล้ว ประกอบกับผลงานของผู้รับบทตัวแสดงแทนอย่างคุณอุตตม ที่เหลวไม่เป็นท่า บริหารจัดการกระทรวงการคลังในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เข้าขั้นวิกฤติที่ประชาชนต้องแบกรับ ลดความน่าเชื่อถือต่อรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าพลังเชียร์ภายในก็ไม่พอใจที่หากนายอุตตมจะต้องหลุดจากหัวเรือหลัก งานนี้ต้องอาศัยการตัดสินใจของนายกฯ ว่าจะเลือกฝั่งไหน อย่าหลงประเด็นการฮั้วผลประโยชน์ของนักการเมือง แต่ขอให้ติดตามการทำงานเพื่อผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นหลัก 
'สิระ'ตามขย่ม'สนธิรัตน์'
    วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เสนอผลสำรวจประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,479 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนเคยเลือกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เลือกพรรคพลังประชารัฐ เหลือสนับสนุนรัฐบาลเกินครึ่งเล็กน้อย คือเหลืออยู่ร้อยละ 54.9 และไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 25.5 เป็นพลังเงียบร้อยละ 19.6 ส่วนคนเคยเลือกพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา เหลือสนับสนุนรัฐบาลอยู่ร้อยละ 4.7 แต่ไปอยู่กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 58.7 และพลังเงียบร้อยละ 36.6
     ด้านนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีซูเปอร์โพลเสนอผลสำรวจภาพการเมืองหลังสู้ศึกอภิปรายว่า โพลนี้มีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน หลายคำถามเป็นคำถามเชิงชี้นำที่เป็นประโยชน์กับนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานหรือไม่ เท่าที่ทราบเจ้าของโพลนี้เป็นบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับโฆษกกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันหรือไม่ โพลนี้ไม่มีความน่าเชื่อถือ หลายอย่างสวนทางกับความเป็นจริง ที่ผ่านมาประชาชนเดือดร้อน ทั้งเรื่องไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซหุงต้ม พลังงานทดแทนก็ไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม แต่โพลกลับออกมาชื่นชม จึงสงสัยว่าการทำโพลนี้ใช้นักวิชาการที่เชี่ยวชาญ หรือใช้แต่พวกพ้องเป็นหลัก ตอนนี้ประชาชนกำลังเดือดร้อน แทนที่กระทรวงพลังงานจะเอากองทุนพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน แต่กลับเอาไปสร้างภาพลักษณ์ เอาไปอัดเงินโฆษณาและดูแลสื่อ  
    เมื่อถามว่า การทำโพลลักษณะนี้เป็นการพยายามรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ นายสิระกล่าวว่า การจะเป็นรัฐมนตรีต่อได้หรือไม่อยู่ที่ผลงานการบริหารงานมีความเหมาะสมแค่ไหน ซึ่งนายกฯ จะเป็นผู้ประเมินและตัดสินใจเอง บางคนโดยเฉพาะนายสนธิรัตน์ตนอยากให้ทำงานเพื่อประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ไม่ใช่เอาเวลามาตำหนิคนในพรรคกันเอง
    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจสะท้อนความคิดเห็นประชาชนชี้นายกฯ ลอยตัวเหนือปัญหา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุบสภา หลังเห็นภาพการเมืองเก่าๆ จัดคนเข้ามาเอาผลประโยชน์เงินกู้ว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ประยุทธ์เห็นโพลเหล่านี้แล้วรู้สึกอย่างไร แต่ประชาชนที่เห็นผลสำรวจนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจ ยิ่งในระยะหลังผลสำรวจออกมาในทิศทางที่เป็นลบกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง วิกฤติโควิดที่ลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แม้ในประเทศที่รัฐบาลมีเสถียรภาพยังแก้ยาก พล.อ.ประยุทธ์จะลอยตัวเหนือปัญหาตลอดไปไม่ได้ คนตกงาน ธุรกิจปิดกิจการ จากมาตรการล็อกดาวน์ที่ผิดพลาดของรัฐบาล ประชาชนทุกข์ยากลำบาก สะท้อนรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา.


วันนี้่...คุยกันสบายๆ ตามประสา "โควิดรักโลก" ละกัน! เมื่อวาน (๒๒ ม.ค.๖๔) รัฐบาลออนไลน์ข่าว "ขึ้นทะเบียน อย.แล้ว วัคซีนแอสตราเซเนกา"

ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"