ด่าทอต่อว่ากัน...มันสนุกนักหรือ


เพิ่มเพื่อน    


     เวลานี้หากมีนักการเมืองคนใดมาบอกกับเราว่าพวกเขารักใคร่กันดี ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกันแต่อย่างใด หากเราไม่เกรงใจคงจะต้องตะโกนใส่หน้าพวกเขาว่า "ตอแหล” เพราะช่วงนี้เวลาเราติดตามข่าวในสื่อสารมวลชน เราก็จะพบว่าพวกเขาด่าทอต่อว่ากันในระดับรุนแรง บางคู่นั้นอาจจะกล่าวได้ว่าด่ากันจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขาจะกลับมาคืนดีกันได้อีก เขาด่ากันแบบ “ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ” เพราะเขาด่ากันรุนแรงมาก เป็นการเอาชนะคะคานกันด้วยวาจาก ที่เขาพูดกันนั้น ไม่ใช่เป็นการถกเถียงกันทางความคิดที่เรามองว่าเป็นความงดงามของประชาธิปไตย แต่ที่เขาด่ากันนั้นมีการใช้วาทกรรม สำนวนต่างๆ ที่เป็นการ “ด่า” เป็นการ “ดูหมิ่น” เป็นการ “ทำลายความน่าเชื่อถือ” ซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้ว ประชาชนที่ได้ยินได้ฟังเขาด่ากัน ก็จะมองว่าพวกเขา “แย่” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครดี เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้ประชาชนชื่นชมนักการเมืองได้อย่างไร ประชาชนบางคนถึงกับบ่นว่าไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เพราะเลือกไปก็ได้นักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ ได้วัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมๆ ที่ไม่มีการปฏิรูปตามที่ประชาชนอยากจะเห็น
     เวลานี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างก็มีความขัดแย้งกันภายใน และในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็มีความขัดแย้งกันทุกเรื่อง รัฐบาลจะไปทางซ้าย ฝ่ายค้านก็จะต้องไปทางขวา ฝ่ายรัฐบาลจะเดินหน้า ฝ่ายค้านก็จะฉุดรั้ง ไม่มีทางที่ฝ่ายค้านจะนิ่งเฉยกับการตัดสินใจทำอะไรของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี ก็ขอด่าเอาไว้ก่อน อย่างเรื่องของการแก้ไขปัญหาโรคระบาดไวรัสโควิดที่รัฐบาลร่วมมือกับคณะแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญ จนสามารถต่อสู้กับโควิดได้ดีขนาดนี้ ฝ่ายค้านก็ยังไม่ยอมรับว่าประเทศไทยเราประสบความสำเร็จและเอาชนะโรคระบาดได้ ยังพยายามที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ตำหนิมาตรการนั้น มาตรการนี้ โดยไม่สนใจว่าตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นดีเพียงใด และแม้จะไม่มีเรื่องของการทุจริตใดๆ จากรัฐบาล (จะมีอยู่บ้างก็มาจากหน่วยงานในท้องถิ่น ทั้งข้าราชการและนักการเมือง) ก็มีความพยายามในการพูดให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลมีการทุจริตการใช้งบประมาณในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาโรคระบาดไวรัสโควิด  
     การกระทำของนักการเมืองบางคนในซีกฝ่ายค้านนั้น ทำให้นักการเมืองในซีกเดียวกันทนไม่ได้ จนแตกคอกัน และมีแนวโน้มว่าจะออกไปตั้งพรรคใหม่ เพราะมองว่าพรรคปัจจุบันของเขานั้น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เมื่อคนหนึ่งคิดจะแยกตัวออกจากพรรคเช่นนั้น ก็มีคนที่ยังอยู่ในพรรคออกมาต่อว่าต่อขานคนที่กำลังจะออกจากพรรค บอกว่าอยากจะออกก็ออกไป ทำไมจะต้องออกมาทำลายพรรคด้วย มาถึงจุดนี้ก็ทำให้เราเห็นว่าฝ่ายค้านในเวลานี้ไม่ได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีคุณภาพจนทำให้บางคนในพรรคฝ่ายค้านต้องหาทางออกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อที่จะสร้างโอกาสในการทำงานที่ทำให้ประชาชนพึ่งได้ นี่คือความขัดแย้งอีกคู่หนึ่งที่ประชาชนได้เห็น คู่แรกของความขัดแย้งคือรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน แต่มาบัดนี้ฝ่ายค้านกันเองก็แบ่งเป็นสองฝ่าย ทำให้กลายเป็นคู่ของความขัดแย้งคู่ที่สอง สุดท้ายแล้วประชาชนก็ได้ฟังเขาด่ากันไปด่ากันมา ที่ทำให้สรุปได้ว่าไม่เห็นมีใครดีเลย แล้วจะให้ประชาชนชื่นชมนักการเมืองได้อย่างไร การที่พวกเขาทะเลาะกันเอง ด่ากันเองอย่างเมามันเช่นนี้ มันก็คือการสาวไส้ให้กากิน เป็นเรื่องของไก่เห็นตีนงู และงูเห็นนมไก่ คือต่างคนต่างรู้ความผิดพลาดหรือความไม่ดีของกันและกัน
     ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่น้อยหน้า ทั้งๆ ที่ได้เป็นรัฐบาลสมหวังตามเป้าหมายที่วางไว้ว่า เมื่อลงเลือกตั้งก็จะต้องให้ได้เป็นรัฐบาล พอได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาจริงๆ ก็ยังไม่วายแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกัน แต่ด้วยภาวะผู้นำของพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี พวกเขาก็ต้องยอมให้มีการจัดตั้ง ครม. ที่ไม่ค่อยจะเป็นที่พอใจของคนบางคนเท่าใดนัก และเมื่อเวลาผ่านไป ก็ยังไม่ยุติความอยากได้ตำแหน่งที่ตนเองมุ่งหวัง ในที่สุดก็ออกมาทะเลาะกันผ่านสื่อ ด่าทอต่อว่ากันรายวัน จนประชาชนต้องใช้คำแรงๆ ว่าพวกเขา “กัดกัน” และเป็นการกัดกันเพื่อ “แย่งชามข้าว” ซึ่งคำว่ากัดกันและแย่งชามข้าวนั้น เราก็คงพอจะเข้าใจได้ว่าวลีดังกล่าวนี้ คนพูดเปรียบเทียบนักการเมืองกับอะไร (ที่จริงน่าจะถือว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดนั้น เพราะเป็นการนำพวกเขาไปเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่ซื่อสัตย์กว่าพวกเขา) 
ทุกวันนี้ประชาชนดูข่าวก็จะได้ยินได้ฟังถ้อยคำที่พวกเขาด่าทอต่อว่ากันด้วยข้อความที่รุนแรง จนไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาอยู่พรรคเดียวกัน และเราอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า พวกเขาอายุเท่าไหร่แล้ว วุฒิภาวะไม่มีกันเลยหรือ  ไม่รู้หรอกหรือว่าฝ่ายค้านเขาจ้องทำลายอยู่ แล้วจะมาด่ากันเปิดประเด็นให้ฝ่ายค้านเอาไปขยี้ต่อทำไมกัน แล้วด่ากันไปด่ากันมาเช่นนี้แล้ว ประชาชนย่อมสรุปได้ว่าก็แย่พอๆ กัน ใช้ไม่ได้เหมือนๆ กัน เป็นการทำงานการเมืองแบบเก่าๆ เดิมๆ ไม่มีความคิดที่จะปฏิรูปการทำงานการเมืองให้เป็น new normal ที่จะทำให้ประชาชนมีความหวังกับการทำงานการเมืองของนักการเมือง
     พวกเขาด่ากันเอง สื่อมวลชนก็นำเอาเรื่องที่พวกเขาด่ากันมารายงานข่าว ยังมีพวกเขาบางคนออกมาต่อว่าสื่อมวลชนว่าเป็นคนยุยงให้พวกเขาแตกกัน ขัดแย้งกัน โถช่างพูดเนาะ สิ่งที่สื่อมวลชนเขานำมารายงาน ก็มาจากปากของพวกเขาทั้งนั้น สื่อมวลชนจะเก่งกาจขนาดไหนที่สามารถทำตัวเป็นบ่างช่างยุ ทำให้นักการเมืองที่รักใคร่กลมเกลียวกันแตกแยกกันได้ ถ้าหากท่านทำงานการเมืองด้วยความสามัคคีมีเอกภาพ สื่อมวลชนจะไปเอาเรื่องความขัดแย้งจากที่ไหนมาทำเป็นข่าว แต่ทุกวันนี้ที่สื่อมวลชนสามารถนำเอาเรื่องความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งของพวกท่านมาลงเป็นข่าวได้ ก็เพราะพวกท่านทะเลาะกัน พวกท่านด่าทอต่อว่ากันด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ด้วยการประดิษฐ์วาทกรรมมาทำลายความน่าเชื่อถือซึ่งกันและกัน ปรับตัวกันหน่อยดีไหมคะ ทำงานเพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชนกันบ้างเถอะ ที่พวกท่านทะเลาะกัน ด่ากันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เห็นมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับประโยชน์ของประชาชนเลย มันวนเวียนอยู่กับเรื่องของการช่วงชิงอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของพวกท่านกันทั้งนั้น อย่านึกว่าประชาชนจะมองไม่ออกนะ หากสงบปากสงบคำหยุดด่ากันได้ ก็จะทำให้ข่าวน่าดูมากขึ้นนะ. 


ลองถึงขั้น "นายกฯ" ลงมาสั่งเองให้ตำรวจอายัดศพ "นายจารุชาติ มาดทอง" ที่เชียงใหม่ ไปชันสูตรให้ละเอียดอีกครั้ง ว่าการตาย "ปุบปับ" นั้น.......ตายด้วยมอไซค์ชนกัน เป็นอุบัติเหตุจริงๆ หรือมีหลักฐานอื่นใด บ่งชี้ว่า ตายแบบ "มีเงื่อนงำ"?    

นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?
ยิ่งกว่าสงครามเหลือง-แดง
'ข้อมูลใหม่กับคนเหนือดวง'
'ซื้อเวลาได้-ซื้อศรัทธาไม่ได้'
'อัยการ-ตำรวจ' เริงเมือง