"ฟรีอินเทอร์เน็ตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำเชิงดิจิทัลในโลกหลังโควิด-19"


เพิ่มเพื่อน    

 

ไทยต้องเตรียมประเทศให้สามารถทนและฟื้นตัวได้จากสถานการณ์โรคระบาดทั่วโลกที่อาจเกิดขึ้นได้อีก การมีฟรีอินเทอร์เน็ตที่จะทำให้คนไทยไม่ว่าจะมีรายได้ระดับใดหรืออยู่ที่ใหนสามารถศึกษาเรียนรู้, ใช้บริการภาครัฐ, ใช้บริการสาธารณสุข, ทำธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ, และทำงานทางไกลเมื่อทำได้ ซึ่งจะช่วยลดมลภาวะและลดการใช้พลังงาน โดยอาศัยเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นตัวแทนของทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน

แจ๊ค หม่า ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ CGTN ออกอากาศเดือนพฤษภาคม 2020

" ...จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในระบบเศรษฐกิจทั้งของจีนและของโลกหลังจากการระบาดของโควิด-19  อินเทอร์เน็ตเคยเป็นแค่สิ่งที่ช่วยปรับปรุงวิธีการทำงาน แต่กำลังจะกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาองค์กรธุรกิจ  เมื่อกลับไปเริ่มทำงานปกติจะไม่มีข้อสงสัยเลยว่าธุรกิจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด  อินเทอร์เน็ตและอีคอมเมิร์ซจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่  ที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลก  อินเทอร์เน็ตคือเทคโนโลยีสำหรับอนาคตที่ผนวกระบบเศรษฐกิจจริง(ด้านการผลิต)กับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานไฟฟ้าเคยเป็นแกนการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตอย่างไร ขณะนี้อินเทอร์เน็ตก็กำลังทำบทบาทเช่นนั้น  การอยู่โดยไม่มีอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นไปไม่ได้แล้วสำหรับประเทศ, ธุรกิจ, หรือมนุษย์ในวันนี้  การระบาดทั่วโลกได้ส่งสัญญาณแรงมากต่อระบบเศรษฐกิจโลก, ผู้กำหนดนโยบาย, และผู้ประกอบการในจีน  และพิสูจน์ให้เห็นว่าเราต้องปรับปรุงเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยี..."      

ในยุคของการระบาดโรคโควิด-19 สิ่งที่ต้องหาคำตอบคือการทำให้ไทยสามารถผ่านวิกฤตโลกครั้งนี้ และจะต้องทำอย่างไรสำหรับครั้งต่อไปที่อาจมีการระบาดแบบนี้เกิดขึ้นอีก ทางเลือกที่ต้องพิจารณารวมถึงการสร้างระบบสังคมและเศรษฐกิจที่สามารถจะทนผลกระทบแบบนี้และกลับมาอยู่รอดต่อได้ (resilence) ระบบสังคมแบบนี้ต้องอาศัยการร่วมมือกันในระดับนานาชาติ แต่ก็ต้องลดการผูกพันกับภายนอก (decoupling) อีกทั้งจะต้องเป็นระบบแบบพึ่งตนเองได้ในระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาค (sustainable local and regional) กว่าโครงสร้างแบบเดิมที่มุ่งประสิทธิภาพการผลิตและบริโภคจนขาดสมดุลย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 

ระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนทั่วไปได้เห็นการเปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิทัลกับการทำงานแทบทุกประเภทได้เกิดขึ้นเร็วมาก เริ่มตั้งแต่การใช้อินเทอร์เน็ตสำหรับการประชุมทางไกลและการศึกษา ไปถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจเป็นการขายสินค้าและอาหารออนไลน์ และการใช้ประโยชน์ของระบบขนส่งย่อยในรูปมอเตอร์ไซค์และรถส่งของที่ติดต่อออนไลน์  งานสำคัญยิ่งอย่างต่อไปคือการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อพบหรือปรึกษาแพทย์ทางไกล อันจะทำให้บริการสาธารณสุขครอบคลุมได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะทำผ่านมือถือ, WIFI, ดาวเทียมหรือสายสื่อสารแบบใดจะมีประเด็นสำคัญคือใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่ออินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสาธารณูปโภคแบบหนึ่งไปแล้ว การให้ประชาชนซื้อการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเองตามกำลังทรัพย์อาจไม่สร้างประโยชน์สูงสุดให้สังคม เพราะจะเปิดให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างกลุ่มที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ดีกับกลุ่มที่เข้าถึงไม่ได้หรือได้แต่จำกัด ซึ่งก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงดิจิทัล (digital divide) ที่พูดกันมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีแล้ว แต่วันนี้ได้กลายเป็นเรื่องใกล้กับชีวิตประจำวัน, การศึกษา, สาธารณสุข, และการทำงานของทุกคนมากกว่าเมื่อก่อน

เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคือ  โครงการ Starlink ของ Elon Musk กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตในทุกจุดทั่วโลกภายในปี 2021 โดยเริ่มจากฝูงดาวเทียมจิ๋ว (microsatellite) ที่วงโคจรต่ำประมาณ 500 กม. โดยเริ่มปล่อยดาวเทียมสี่พันดวง(จากสี่หมื่นดวงตามแผนระยะยาว) ให้บริการแบบภายใต้ foot print ของฝูงดาวเทียมที่จะให้สัญญาณคุณภาพสูงและเมื่อดาวเทียมตกจากวงโคจรก็ เพียงแต่ต้องมีการส่งตัวใหม่ขึ้นไปทดแทนเป็นระยะๆ ลดความจำเป็นของการมี mobile cell site ภาคพื้นดิน 

เป้าหมายของนโยบายบรอดแบนด์แห่งชาติในประเทศส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศไทยในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา คือการเปิดโอกาสเพื่อการศึกษา, การสื่อสาร, และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจากทุกภาคส่วน การเข้าถึงบรอดแบนด์คือขั้นตอนแรกในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตซึ่งกลายเป็นเครื่องมือหลักของการทำให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ โดยช่วยขยายกรอบของการทำธุรกิจและการตลาด จนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว

UN's International Telecommunication Union (ITU) ประมาณว่าเมื่อสิ้นปี 2018 มีประชากรโลก 7 พันล้านคน ซึ่งมีเพียง 51% เท่านั้นที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และตามรายงานขององค์กร The World Wide Web Foundation พบว่า"ความสามารถในการจ่าย" คืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต  โดยให้นิยามราคาที่สามารถจ่ายได้ว่า "ไม่เกินสองเปอร์เซ็นต์ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรต่อข้อมูลหนึ่งกิกะไบต์ (หนึ่งพันล้านตัวอักษร)"  ประมาณว่ามีคนไม่ต่ำกว่า 2.3 ล้านคนในโลกที่ยังไม่สามารถจ่ายเพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ในวันนี้

คนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้จะมีจำนวนลดลงไปเรื่อยๆเมื่อเทคโนโลยีราคาถูกลง อย่างไรก็ตามการขยายบริการอินเทอร์เน็ตได้ค่อยๆช้าลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน ซึ่งอาจเป็นเครื่องเตือนว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบทั่วถึงทุกคนอาจไม่เกิดขึ้นได้เองหากไม่มีการสนับสนุนจากนานาชาติแก่ประเทศที่ยากจน งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมกล่าวว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบทั่วถึงทุกคนไม่ได้จำเป็นต้องแพง -- การสืบค้นข้อมูล, การร่วมกลุ่มออนไลน์, หรือการส่งและรับอีเมล ไม่ได้ต้องการเทคโนโลยีแบบล่าสุด แต่น่าจะเป็นเช่นกับการบริการสาธารณสุขที่เริ่มแบบเบื้องต้นแล้วจึงขยายผลต่อๆไป  แน่นอนว่าจะยังมีประเด็นที่จะต้องหาทางแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย, การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล, และการรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคล โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการให้บริการฟรีอินเทอร์เน็ต

รายงานวิจัยของ Center for Economics and Business Research ได้กล่าวถึงประเทศอังกฤษว่าในปี 2019 การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูงได้จากทุกที่จะมีผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจ ประมาณว่าต่อปีจะลดการเดินทางไปทำงานได้ถึง 300 ล้านเที่ยว, ลดระยะทางที่ต้องเดินทางโดยรถยนต์ได้ถึง 3 พันล้านกม., และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกือบ 0.36 ล้านตัน  และเครือข่ายแบบสายใยแก้วถึงบ้าน (full-fiber broadband) จะสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจชนบทได้ถึง 59 ล้านปอนด์ภายในปี 2025 จะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มอีกห้าแสนคน และทำให้ประชากรอังกฤษสามารถกลับไปอยู่ในถิ่นชนบทโดยยังทำงานเดิมได้เหมือนอยู่ในเมืองใหญ่  ปัจจุบันอังกฤษมีบ้านเพียง 8-10% ที่ต่อเครือข่ายใยแก้วถึงบ้าน เทียบกับบ้านในญี่ปุ่นซึ่งมีถึง 97% และในเกาหลีใต้ซึ่งมีถึง 98% อย่างไรก็ตามเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นสายใยแก้วถึงบ้าน เพราะยังมี fixed wireless และดาวเทียม เป็นทางเลือกแม้อาจจะไม่เร็วเท่า

งานวิจัยในปี 2019 ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษแสดงให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ความเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ตทำให้สังคมโดยรวมต้องแสดงความรับผิดชอบ เช่น: ขบวนการ #Me Too เมื่อปี 2018 ทำให้โลกได้เห็นความรุนแรงต่อเพศหญิงในสังคมที่เพศชายที่มีอำนาจ และ ขบวนการ #Black lives matter ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2020 จากหลักฐานที่เป็นวิดิโอแสดงถึงความอยุติธรรมและความรุนแรงต่อคนอเมริกันเชื้อสายอัฟริกัน 

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (ฟรีอินเทอร์เน็ต) ในหลายประเทศถือเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งไปแล้ว เพราะหากประชาชนไม่สามารถเข้าสู่โลกออนไลน์ ก็จะทำให้ขาดวิธีการส่งข่าวสารต่อผู้คนที่จะช่วยพวกเขาในการแก้ปัญหา การมีส่วนร่วมในทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เสรีภาพพื้นฐานต่างๆที่อาจถูกมองข้ามไปเช่นเสรีภาพในการแสดงออก, เสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร, และเสรีภาพในการรวมกลุ่ม จะไม่เท่าเทียมกันหากคนบางส่วนเข้าถึงได้ขณะที่คนส่วนอื่นเข้าถึงไม่ได้

ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลายประเทศได้ตั้งเป้าหมายให้รัฐรองรับค่าใช้จ่ายเพื่อประกันสิทธิมนุษยชนประเภทนี้สำหรับประชากรของตน ตัวอย่างเช่น:
    2001 ประเทศเอสโตเนีย ประกาศให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน
    2009 ประเทศฝรั่งเศส ศาลสูงสุดประกาศให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน
    2010 ประเทศฟินแลนด์ ได้ประกาศสิทธิตามกฎหมายของประชาชนในการเข้าถึงสาธารณูปโภคที่รัฐให้บริการ นั้นรวมการเข้าถึงเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูง ซึ่งโดยนัยคือการสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตจากที่ใดก็ได้ที่บรอดแบนด์ครอบคลุม 
    2015 องค์การสหประชาชาติ ระบุการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระดับสากลเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (UN Sustainable Development Goals)
    2016 United Nations Human Rights Council ประกาศยืนยันว่าสิทธิใดๆที่ประชาชนของประเทศสมาชิกได้รับในทาง offline ย่อมต้องได้รับการปกป้องสิทธินั้นในทาง online ด้วย
    2017 ประเทศแคนาดา ประกาศให้อินเทอร์เน็ตเป็นบริการที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิต ที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิจะได้รับ 
    2019 รัฐเคราลา อินเดีย ได้ประกาศว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงทุกคน เป็นสิทธิมนุษยชน และตั้งเป้าที่จะครอบคลุมประชากร 35 ล้านคน ภายในปี 2019
    2019 ประเทศอังกฤษ พรรคกรรมกรได้หาเสียงด้วยการประกาศว่าจะมีเครือข่ายใยแก้วถึงบ้าน ไปยัง 15-18 ล้านครัวเรือน โดยใช้งบประมาณ 15 พันล้านปอนด์ (พรรคอนุรักษ์นิยมได้เสนอแบบเดียวกันที่ระดับเล็กกว่าโดยใช้งบ 5 พันล้านปอนด์) และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 230 ล้านปอนด์ต่อปีสำหรับบำรุงรักษาเครือข่าย
    2020 สหภาพยุโรปได้เปิดตัวโครงการ WiFi4EU เพื่อให้ประชากรในทุกหมู่บ้านและเมืองในยุโรปมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านไวไฟแบบไม่ต้องเสียเงินในกิจกรรมหลักที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ภายในปี 2020

สรุป:  ประเทศที่เข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของการใช้อินเทอร์เน็ตในการสร้างนวัตกรรมที่ก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ, สังคม, และสิ่งแวดล้อม จะเป็นประเทศที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและทำให้โอกาสของการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่พึงปราถนาตามนโยบายของประเทศนั้นๆเป็นไปได้ก่อนประเทศอื่น  บทบาทหลักของพวกเราประชาชนที่เป็นผู้ให้ความเห็นชอบกับนโยบายที่เป็นการเตรียมการสำหรับอนาคตคือ "การไม่ทำให้เกิดอันตราย (do no harm)" พร้อมไปกับการเตรียมสภาพโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตสำหรับประชาชนรุ่นต่อไป การที่รัฐจะเป็นผู้ให้บริการหรือสนับสนุนเอกชนมาให้บริการแก่สังคมในเรื่องการเข้าถึงและการใช้ฟรีอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประเทศก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่ง


บทความสำหรับคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน
ดร รอม หิรัญพฤกษ์


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.