สร้างพลังขับเคลื่อนศก. ผบ.ทสส.ลั่นประเทศเติบโตด้วยความกลมเกลียวมั่นคงยืดหยุ่นตามขั้นตอน


เพิ่มเพื่อน    


    "บิ๊กตู่" แย้มกำลังคิดนิวนอร์มอล "ปชช." ร่วมกำหนดนโยบายรัฐบาล "ผบ.ทสส." ชมตำรวจ 80 วันดูแลด้านความมั่นคงช่วงโควิด จับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว 4 หมื่นราย แถมไม่พบเรื่องร้องเรียน มั่นใจเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไร้ปัญหา เชื่อ กม.ปกติดูแลได้ โวไทยเป็นตัวอย่างแก้โควิดได้ดีจากความกลมเกลียว ทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ "ศบค." เผยพบผู้ติดเชื้ออีก 6 รายกลับจากซาอุฯ-อินเดีย "หมอหนู" โชว์แมนขอทดลองวัคซีนคนแรก 
    เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงวิธีการทำงานแบบนิวนอร์มอล (New Normal) ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพียงสั้นๆ โดยเอามือป้องปากกล่าวว่า "กำลังคิดอยู่"
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ พล.อ.ประยุทธ์แถลงการณ์ถึงวิธีการทำงานแบบ New Normal ของนายกรัฐมนตรี ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งกระแสสังคมชื่นชมการปรับรูปการแถลงของนายกฯ นั้น เวลา 11.50 น. หลังนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ที่ตึกภักดีบดินทร์ ในจังหวะที่นายกฯ เดินทักทายผู้เข้าร่วมการประชุม นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการ ได้กล่าวชื่นชมนายกฯ ว่า "ผมชื่นชมท่านครับ โอ้! สุดยอดเลยปีนี้ มาตรฐานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น โดยเฉพาะการปรับลุกส์เมื่อคืนนี้" ขณะที่นายกฯ กล่าวด้วยอาการเขินว่า "ไม่เชื่อหรอก" ซึ่งนายประพัฒน์กล่าวยืนยันว่า "จริงๆ ครับ"      
    ส่วน น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้จริงๆ เพราะสื่อโซเชียลมีการพูดกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล ก็ช่วยยืนยันว่านายกฯ ออกแถลงการณ์เมื่อคืนเรียบร้อยดีมาก มีแต่คนชมและบอกว่าหล่อ ก่อนที่นายกฯ จะแสดงท่าทีหมั่นเขี้ยวแก้เขินและบอกว่า  "บางครั้งผมก็ขี้โมโหเหมือนกัน"
    ขณะที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจ  รวมถึงติดตามความคืบหน้าการทำงานศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  (ศปม.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ ใช้เวลาตรวจเยี่ยมประมาณ 1 ชั่วโมง
    พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคง ในส่วนของตำรวจที่ได้มีการปฏิบัติงานร่วมกันในสถานการณ์ระงับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.ถึงปัจจุบัน โดยนำคำขอบคุณของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศปม.มามอบให้ ผบ.ตร.และกำลังพลที่ได้ร่วมกันรักษาความสงบของประชาชน และระงับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส 
    "ตร.ได้รายงานผลการปฏิบัติตั้งแต่วันประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงปัจจุบันประมาณ 80 วัน ที่ได้ตอบสนองความต้องการและงานที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข โดยการตั้งด่านตรวจโควิด-19 ด่านเคอร์ฟิว กำลังพลที่ใช้จากทั่วประเทศ 4 หมื่นกว่านาย จัดตั้งจุดตรวจ 1,600 จุด และปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่า ตร.เป็นส่วนสำคัญในการระงับการแพร่ระบาดของไวรัส เมื่อเลิกสถานการณ์เคอร์ฟิวก็ปรับรูปแบบการปฏิบัติงาน เพื่อที่จะจัดตั้งจุดตรวจในจุดที่จำเป็น กับเพิ่มขีดความสามารถในการออกตรวจตรา ค้นหาเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นผู้ก่ออาชญากรรม การชุมนุม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เป็นการปรับบทบาทเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่เปลี่ยนไป" พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าว
    ถามว่าหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในส่วนของ ศปม.จะมีการถ่ายโอนอำนาจไปอย่างไร พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า ตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายตามปกติ หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกคนก็กลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม 
กม.ปกติแทน พ.ร.ก.ได้
    ซักว่าสิ่งที่ทุกคนมีความกังวล คือการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง จะดูแลภาพรวมอย่างไรหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่าก็ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากมีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามที่ไม่ทำผิดกฎหมายที่กำหนดก็สามารถกระทำได้
    ถามว่าในทัศนะของฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ตอนนี้ควรจะต่อหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า ตนขอตอบในกรอบของสถานการณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่นายกรัฐมนตรีพยายามเน้นย้ำคือ ประเทศต้องเดินต่อไปได้ ผู้คนต้องทำมาหากินได้ เศรษฐกิจต้องเจริญเติบโตเป็นปกติ เราก็ประเมินว่าอะไรก็ตามที่สามารถลดหย่อนการเข้มงวดเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ รัฐบาลพยายามจะเน้นแบบนั้น ในส่วนของฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหารตำรวจพยายามที่จะยืดหยุ่นขั้นตอนต่างๆ เพื่อไม่ให้ไปกระทบการทำมาหากิน ยกตัวอย่างตลอด 80 วันจะไม่พบว่าตำรวจปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อน รำคาญ  ทุกนายปฏิบัติหน้าที่อย่างสุขุม สุภาพ นุ่มนวล ไม่มีการร้องเรียนว่ากระทำเกินหน้าที่ รุนแรงเกินกว่าเหตุ 
    "ประเทศไทยได้แสดงตัวอย่างให้ชาวโลกได้เห็น ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการร่วมแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ได้อย่างดี มาตรการที่กำหนดขึ้นประชาชนทุกคนเชื่อถือและปฏิบัติตาม เป็นความสอดคล้องและกลมเกลียว จากความกลมเกลียวหากเรานำไปทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจ อยากให้ทุกคนมองเห็นอนาคต ได้ร่วมใจอย่างที่เป็นอยู่ เพราะประเทศไม่สามารถเติบโตได้ด้วยความเกลียดชัง แต่เติบโตด้วยความกลมเกลียว" พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าว
    ผบ.ทสส.กล่าวถึงการเปิดประเทศอย่างเสรีว่า ต้องมีการพิจารณาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากทราเวลบับเบิล (travel bubble) หรือการให้สิทธิพิเศษของการเดินทางเข้าออกประเทศระหว่างกันได้ โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเข้มข้น  แต่ขณะนี้ยังติดขัดในข้อปฏิบัติ ทั้งประเทศต้นทาง ปลายทาง และข้อกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ 
    "เบื้องต้นหากไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การพิจารณาคนเข้าประเทศเชื่อว่ากฎหมายปกติสามารถดูแลควบคุมการเดินทางเข้าออกได้ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป" ผบ.ทสส.กล่าว 
    พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงผลการปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงประกาศเคอร์ฟิวในภาพรวมของ ตร.ว่า ตัวเลขผู้กระทำความผิดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เม.ย.-14 มิ.ย.63 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 72 วัน จำนวน 41,941 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 582 ราย เช่น ความผิดจากการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันสมควร จำนวน 37,358 ราย ได้ดำเนินคดี 32,539 ราย  ตักเตือน 4,819 ราย ความผิดจากการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ  จำนวน 4,583 ราย ได้ดำเนินคดี 4,474 ราย ตักเตือน 109 ราย
    ทั้งนี้ สาเหตุของการกระทำความผิดในการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันควร 3 ลำดับแรก 1.ออกมาทำธุระ 8,412 ราย คิดเป็นร้อยละ 25, 2.เดินทางกลับที่พัก 6,718  ราย คิดเป็นร้อยละ 20, 3.ขับขี่ยานพาหนะเล่น 4,290 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ส่วนสาเหตุของการกระทำความผิดในการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ 3 ลำดับแรก 1.ดื่มสุรา  1,589 ราย คิดเป็นร้อยละ 39, 2.เล่นการพนัน 1,231 ราย คิดเป็นร้อยละ 30, 3.เสพยาเสพติด 690 ราย  คิดเป็นร้อยละ 17
    "ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีกลุ่มเด็กแว้น หรือกลุ่มวัยรุ่นที่มีการจับกลุ่มรวมตัวแข่งรถ หรือพากันตระเวนขับขี่รถออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติการณ์และผู้ปกครอง ให้เลิกกระทำและกวดขันพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยนอกจากจะดำเนินคดีกับตัวเด็กที่กระทำผิดแล้ว จะมีการดำเนินคดีกับผู้ปกครองและผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วย" พล.ต.ท.ปิยะกล่าว
ติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 6 คน
    โฆษก ตร.กล่าวถึงมาตรการด้านความมั่นคงในการผ่อนคลายระยะที่ 4 ว่า ผบ.ตร.กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ตำรวจทั่วประเทศ โดย 1.บังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน 2.เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดและกวดขันจับกุมอาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและความสงบสุขของประชาชนและสังคม 3.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด 
    ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.​ แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า วันนี้ (18 มิ.ย.) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ โดยจำแนกเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย 5 ราย และอินเดีย 1 ราย ทั้งนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 24  
    "สำหรับผู้ป่วยยืนยันสะสมยังคง 3,141 ราย โดยติดเชื้อในประเทศสะสม 2,444 ราย และผู้ป่วยยืนยันอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้สะสม 204 ราย มีผู้ป่วยหายเพิ่ม 1 ราย ยอดผู้ป่วยรักษาหายแล้วสะสม 2,997 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 86 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 58 ราย"  พญ.พรรณประภากล่าว 
    ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ในส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทั่วโลก ในช่วง 24  ชม. มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 142,244 ราย โดยผู้ป่วยทั่วโลกสะสมอยู่ที่ 8,400,129 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5,277 ราย เสียชีวิตสะสม 451,263 ราย โดยผู้ติดเชื้อมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือสหรัฐอเมริกา  มีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,234,471 ราย เพิ่มขึ้น 26,071 ราย เสียชีวิตสะสม 119,941 ราย เพิ่มขึ้น 809 ราย  รองลงมาคือบราซิล มีผู้ป่วยสะสม 960,309 ราย เพิ่มขึ้น 31,475 ราย จึงทำให้บราซิลมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดในโลก เสียชีวิตสะสม 46,665 ราย เพิ่มขึ้น 1,209 ราย สำหรับประเทศในทวีปเอเชีย มากที่สุดคืออินเดีย ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 367,264 ราย เพิ่มขึ้น 13,103 ราย เสียชีวิตสะสม 12,262 ราย  เพิ่มขึ้น 341 ราย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 91 ของจำนวนผู้ป่วยอันดับโลก
    "หลังจากที่มีมาตรการผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมระยะที่ 4 หลายคนเริ่มกลับมาทำงานที่บริษัทตามปกติ และในวันที่ 1 ก.ค.63 จะมีการเปิดภาคเรียนทุกระดับ ทำให้การใช้บริการขนส่งสาธารณะค่อนข้างมาก เช่น รถเมล์ เรือ รถไฟฟ้า โดยตามประกาศของ ศบค.ในการใช้ขนส่งสาธารณะ ได้กำหนดว่าให้มีความหนาแน่นของรถสาธารณะแค่ 70% ของความจุรวมทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงในชั่วโมงเร่งด่วนจะมีคนใช้บริการหนาแน่นมากกว่า ฉะนั้นจึงต้องป้องกันตัวเองโดยเฉพาะสวมหน้ากากอนามัย พกแอลกอฮอล์เจล และเผื่อเวลาการเดินทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ" ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว
    วันเดียวกัน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับนายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณาสุข พบว่าขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินการคิดค้น และวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้มีการทดลองกับลิงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทดลองกับคนเนื่องจากยังไม่มีอาสาสมัคร
'หมอหนู' ขอทดลองวัคซีน
    "ในการประชุม ศบค.ครั้งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ถามขึ้นในที่ประชุมว่ามีใครจะสมัครเข้ามาทดลองหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้กล่าวตอบว่าผม (นายอนุทิน) มีความพร้อมที่จะเป็นคนแรกของประเทศไทยในการเป็นอาสาสมัครทดลองวัคซีน เพราะมั่นใจในความสามารถของบุคลากรทาการแพทย์ของไทย   ซึ่งหากดำเนินการตามขั้นตอนได้ คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าประเทศไทยจะมีข่าวดีเกี่ยวกับวัคซีนดังกล่าว" นายศักดิ์สยามกล่าว
    ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหัวข้อ "โควิด-19 กับหมู่เลือด" ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการศึกษาในจีนว่า บุคคลที่มีกลุ่มเลือดกรุ๊ป A มีโอกาสป่วยเป็นโควิด-19  มากกว่าบุคคลที่ไม่ใช่กรุ๊ป A หรือกรุ๊ป O มีโอกาสป่วยโควิด-19 น้อยกว่า ขณะนี้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่อิตาลีและสเปน โดยการศึกษาทางพันธุกรรมแนวลึก GWAS พบโอกาสเสี่ยงในการป่วยโควิด-19  เหมือนกับการศึกษาในจีน ที่เป็นการศึกษาจากผู้ป่วย
    "กล่าวคือบุคคลกลุ่มเลือดกรุ๊ป A มีโอกาสป่วยโควิด-19 มากกว่าคนที่ไม่ใช่หมู่เลือดกรุ๊ป A ส่วนกรุ๊ป O จะมีโอกาสน้อยกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น บทความศึกษาทางพันธุกรรมแนวลึกที่เรียกว่า GWAS ได้เผยแพร่ในวารสาร NEJM" ศ.นพ.ยงระบุ 
    ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (สำนักงาน ก.พ.) ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักดนตรีอาชีพอิสระกว่า 50 คน นัดรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นักดนตรีกลางคืนและนักดนตรีอาชีพอิสระได้กลับไปทำงาน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ร้านอาหารและสถานประกอบการภาคกลางคืนต้องปิดให้บริการ ทำให้ขาดรายได้มากว่า 3 เดือนแล้ว
    น.ส.พรพรรณ เภตรารัตน์ ตัวแทนกลุ่มอาชีพนักดนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 เบาบางลงแล้ว และ ศบค.ได้อนุญาตเปิดกิจกรรม/กิจการในเฟส 4 แล้ว ซึ่งร้านอาหารสามารถเปิดให้บริการได้ แต่นักดนตรียังไม่สามารถกลับไปทำงาน ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาเราต้องแบกค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างยากลำบาก แม้ส่วนใหญ่จะได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และหากนักดนตรียังไม่ได้กลับไปทำงานภายในเดือน ก.ค. จะเท่ากับว่าเราจะมีรายได้ 0 บาท ถึง 4 เดือน  หรือ 4 รอบบิล ซึ่งจะส่งผลถึงความเดือดร้อนมากมายที่ตามมา โดยคาดว่าในประเทศไทยมีผู้ประกอบอาชีพนักดนตรีอาชีพที่ได้รับผลกระทบกว่า 1 แสนราย จึงหมายความว่ามีผู้เดือดร้อนถึง 1 แสนครอบครัว
    "ขอโอกาสให้เราได้กลับไปทำงานตามปกติภายใน 7 วัน เพื่อจะหารายได้มาใช้จ่ายในส่วนที่ค้างอยู่ในวันที่ 1 ก.ค.ซึ่งเราพร้อมจะปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ ศบค.กำหนด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย หรือเฟซชีลด์ขณะเล่นดนตรี จัดให้มีการขึงฟิล์มกระจกที่หน้าเวทีเพื่อกั้นระหว่างนักดนตรีกับลูกค้าร้านอาหาร เราพร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่เพื่อให้ได้กลับไปทำงาน" ตัวแทนกลุ่มอาชีพนักดนตรีกล่าว.


โทษทีเถอะ.... มัวไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลซะ ๒ วัน เรื่อง "ตำรวจ-อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง "นายบอส เรดบูล" เลยเหมือนผม "สับไกค้าง"

ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?