‘บูม สุภาพร’รับ 10 ปีกว่าจะดัง กับชีวิตติดหนี้ 70ล้าน


เพิ่มเพื่อน    

 

          เป็นนางเอกสาวมากความสามารถ เพราะเป็นทั้งดีเจ พิธีกร และนักแสดง สำหรับ บูม-สภาพร วงษ์ถ้วยทอง ที่วันนี้เจ้าตัวมาเปิดใจผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow พร้อมเผยถึงชีวิตสุดทรหด 10 ปีก่อนดัง พ่วงหนี้ 70 ล้าน

เห็นว่าน้องบูมมีหนี้อยู่ 70 ล้าน แต่เขาบอกว่าจริงๆ เกิดมาในครอบครัวร่ำรวย?
บูม : ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรขนาดนั้น แต่ก็พอมี พอกิน ที่บ้านทำอสังหาริมทรัพย์ ทางฝั่งคุณพ่อมีฐานะอยู่แล้ว แล้วก็ทำอสังหา พวกโกดังให้เช่า โรงงานใหญ่ๆ ก็จะมาเช่าทั้งเก็บของ เหมือนคล้ายๆ นิคมอุสาหกรรมแต่ให้เช่าหมดเลย เราก็จะมีเงินรายเดือนทุกๆเดือน อยู่แล้ว

แล้วตามข่าวเกิดอะไรขึ้น?
บูม : ด้วยความที่ช่วงนั้นยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก แล้วด้วยดอกเบี้ย กู้ธนาคารด้วยทำให้ดอกเบี้ยมันขึ้น แล้วเจ้าที่เช่าไม่ได้จ่ายค่าเช่าเราเหมือนเดิม แต่ดอกเบี้ยเรา เวลาลงทุนทำโรงงาน ไม่ได้เป็นโรงงานแบบห้องสตู มันเป็นโรงงานที่ไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้าได้ รถบรรทุก ตามมาตรฐานทุกอย่าง มันก็เลยทำให้ดอกเบี้ยมันเดิน หนี้ของที่บ้านมันเพิ่มมากขึ้น แล้วช่วงจังหวะนั้นมันเป็นช่วงที่พลิกผันของชีวิตทุกอย่างเลย แต่ว่าตอนนั้นบูมเด็กบูมก็ไม่รู้เรื่องหรอก แล้วมันเป็นช่วงเวลาที่คุณพ่อ คุณแม่เลิกกันพอดี เราเองก็งง เหมือนเราเคยอยู่บ้านที่เพียบพร้อมหมดทุกอย่าง บูมก็จะมีพี่เลี้ยงคนหนึ่ง พี่ชายบูมก็จะมีพี่เลี้ยงคนหนึ่ง ก็คือจะประกบประคบประหงมอย่างดี พอมาวันหนึ่งเรากลับบ้านมา แม่ไม่อยู่ พ่อไม่อยู่ วิ่งตามรถพ่อว่าพ่อไปไหน คือมันไปหมดเลย เราก็เลยตั้งคำถามอยู่ในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ต้องแบบย้ายโรงเรียน ย้ายบ้าน ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด

ตอนที่มีความสุขเราเต็มร้อย ตอนที่ลำบากมันลงมาขนาดไหน?
บูม : บูมโชคดีมากที่คุณพ่อ คุณแม่บูมไม่ทำให้บูมลำบากเลย บูมอยากไปไหนได้หมดเลย แต่ลำบาก หรือสิ่งที่มาเยียวยาหัวใจอาจจะไม่เหมือนเด็กคนอื่นที่คุณพ่อ คุณแม่เคยพาไปเที่ยวครอบครัวพร้อมหน้า บูมไม่เคย

 



เราอยู่กับคุณแม่?
บูม : ตอนแรกเลยบูมอยู่กับคุณแม่ แม่ก็ไปทำธุรกิจที่อุดรฯ สมัยก่อนคุณแม่เล่นการเมือง เพราะคุณตาเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ด้วยอุปสรรคอะไรหลายๆ อย่างถูกบีบจากคนรอบข้างเอยหรืออะไรเอย ด้วยปัญหาทางใจของทางพ่อเอง ทางแม่เอง มันทำให้ทุกอย่างระเบิดไปหมดเลย แล้วบังเอิญบ้านที่ทำอยู่ รีโนเวท ตกแต่ง บ้านที่เคยอยู่ก็อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะไม่ได้สร้างต่อ ก็กลายเป็นเร่ร่อนไปเรื่อยๆ

ตามข่าวตอนนั้นหนี้เป็นของใคร แล้วใครเป็นคนเคลียร์?
บูม : ที่บ้านค่ะ ก็มีขายคอนโด ขายบ้าน พอบริษัทที่เช่าไม่ได้จ่าย เราก็ต้องทำอะไรก็ตามที่ไม่ให้เราถูกยึดตรงนั้น ก็มีขายบางส่วนบ้าง จากโกดัง 50 หลังก็ขายตัดลง แต่ว่าเราก็ไม่ได้ลำบากกัดก้อนเกลือกิน แต่ว่ามันเป็นโมเมนท์ที่ว่าเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ คือเขาก็ไม่สามารถตอบเราได้ในทุกๆ อย่าง

แต่ตอนนี้หนี้สินเหล่านั้นก็ถูกเคลียร์หมด ใครเป็นคนเคลียร์?
บูม : คือตอนนี้ธุรกิจรันก็ยังเป็นของพ่อและพี่ชายที่เขาดูอยู่ แต่บูมก็เลือกที่จะมาอยู่กับคุณแม่ ซึ่งตอนเด็กๆ บูมเคยอยู่กับคุณแม่ก่อน พอคุณแม่เกิดปัญหา แม่ก็บอกว่าให้ไปอยู่กับคุณพ่อเถอะ เพราะพ่อก็มีโรงงานที่สามารถที่จะเลี้ยงลูกๆ ได้สบายอยู่แล้ว เราก็เลยไปอยู่กับพ่อ ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่นานมานี้ก่อนที่บูมซื้อบ้าน เราก็ต้องมาอยู่กับคุณแม่อีก มันเหมือนพลิกไป พลิกมา แต่ที่เรามาตั้งต้นดูแล แล้วก็ตั้งต้นเป็นหัวหน้าครอบครัว เคลียร์ทุกอย่างของคุณแม่ให้สมบูรณ์แบบที่สุดก็คือเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะเราคิดว่าเราเลือกความสุขมากกว่า

 



เรียกว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่เกิดวิกฤตแต่จะมองโลกในแง่ดี สู้เพื่อววันนี้กลับมายืนในจุดเดิมได้อีก?

บูม : ทุกคนสามารถก้าวข้ามผ่านปัญหานั้นมาได้แหละ มันเป็นช่วงจังหวะ เวลา เราสู้กับความอดทนของตัวเองได้มากขนาดไหน บูมเชื่อว่าคนขยันไม่มีวันจน ถ้าเรามีเป้าหมาย เหมือนบูมตอนเด้กๆ บูมฝันไว้ว่าอยากมีบ้าน มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เพราะเราไม่เคยมี ครอบครัวที่นั่งทานข้าวพร้อมหน้ากันเราไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง เราอยากมีแบบนั้น เราต้องสร้างมันยังไง นั่นหมายความว่าเราต้องดูกับตัวเองว่าอนาคตเราสร้างเองได้ แต่อดีตมันมีให้เราเห็นนะ เราจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าเราทำตัวแบบไหนมันถึงจะเป็นแบบนั้น เราอยากมีความสำเร็จ ทำให้แม่สบาย ถ้าเราไม่ทำงานแล้วแม่เราจะสบายได้ยังไง

ก็เป็นคนทำงานตั้งแต่เด็ก ทำงานมาตั้งแต่อายุเท่าไหร่?
บูม : ทำงานมาตั้งแต่อายุ 17-18 ด้วยความที่ไม่เคยลำบาก ก็เลยไม่รู้ว่าเราจะทำงานอะไร เราคิดอย่างเดียวว่าเดี๋ยวเราก็ไปเป็นเจ้าของโรงงานแล้ว เก็บค่าเช่าก็ไม่ต้องทำอะไรเลย น่าจะสบาย แต่พอวันหนึ่งมันไม่เหมือนเดิม มันมีเหตุการณ์ที่ไม่ลงตัวในครอบครัวเดียวกันเองอีก เราก็เลยไม่ได้แล้ว เราต้องจริงจังกับอาชีพนี้ พอได้แคสติ้ง เราก็ได้มาเดินอยู่ในอาชีพนี้

เรียกได้ว่าต่อสู้ด้วยตัวเอง จนสามารถซื้อรถ ซื้อบ้าน ให้กับคุณแม่?
บูม : บูมรู้สึกว่าถ้าเราคิดจะทำ ตอนที่บูมกู้บ้าน บูมไม่คิดว่าบูมจะกู้ผ่านนะ เพราะบูมก็ไม่ได้เป็นคนที่เคยกู้ เราก็ไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะว่าอาชีพเรามันคืออาชีพอิสระ แล้วทุกอย่างเหมือนพ่อ แม่ เคยทำมาให้เราตลอด พอมาวันหนึ่งเราก็เลยลองกู้ดู แต่ก็ไม่ได้เป็นหลังใหญ่มาก คือสามารถอยู่ได้สองคนแบบสบาย ก็ซื้อได้ รถแม่บูมก็ซื้อให้ตั้งแต่บูมเด็ก เป็นรถคันใหญ่ๆ พอเขาแก่ขึ้นเขาอยากได้รถคันเล็ก ขับในเมือง บูมก็ซื้อให้ ความรู้สึกบูมตอนนี้เขาอยากได้อะไรขอให้บอก ก็คือบูมพร้อมที่จะทำให้

 



แต่มันก็มีเหตุการณ์ช็อกอีก คุณแม่ป่วยเป็น SLE?
บูม : จริงๆ คุณแม่เป็นตั้งแต่ท้องบูม ตอนแรกแม่เล่าให้ว่า คิดว่าจะไม่มีบูมแล้ว เพราะคนเป็น SLE ท้องไม่ได้ เพราะว่าไม่มีภูมิคุ้มกัน ทุกอย่างค่อยๆ สึกหรอไปเรื่อยๆ มันไม่มียาที่จะสามารถรักษาให้หายได้ ได้แต่พยุง เรารได้แต่ดูแล ประคบประหงม ให้ความสุขทางใจเขามากกว่า เป้าหมายของบูมคือการดูแลโค้งสุดท้ายของแม่ให้สบายที่สุด

อยู่ในวงการมา 10 กว่าปี กว่าที่จะดังมามากๆ บางทีมีคนเขียนข่าว 10 ปีถึงจะดัง รู้สึกยังไงบ้าง?
บูม : ไม่รู้สึกอะไรเลย อย่างน้อยๆ บูมมีงานทำ บูมโชคดีมาก ดีกว่าบูมอยู่บ้านเฉยๆ แล้วแม่บูมละ บูมโชคดีขนาดไหนที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเล็ก ตัวน้อย อย่างน้อยๆ ก็ทำให้ 10 ปีที่เราไม่ดัง เราก็เลี้ยงดูเขาได้มาถึงทุกวันนี้ บูมก็เชื่อว่ามันก็มีคนอยากที่จะอยู่ในจุดที่บูมอยู่แหละ

เคยท้อไหม?
บูม : ไม่เคยเลย ฉันมีอาชีพ ไม่ต้องไปกรอกใบสมัครงาน แล้วต้องมานั่งรอ

เป็นดีเจ พิธีกร สุดท้ายก็มาเล่นละคร เล่นละครเรื่องแรกเป็นยังไง?
บูม : ก็ทำให้ทุกคนรู้จัก บูมไม่คิดเลย จริงๆ ต้องขอบคุณ ก่อนหน้านั้นบูมเคยมีซีรีส์ แต่บูมเล่นไม่ได้ เขาก็แบบให้ไปวัดไม่ต้องมีบทพูดเยอะ พอมาเล่นอังกอร์ เราก็ไม่คิดว่าเราจะได้ ผู้จัดการบูมบอกว่า มีละครให้ไปแคส เราก็ไปแคสแค่แนะนำชื่อ เขาก็ให้กลับบ้านเลย เราก็คิดว่าคงไม่ได้ ก็ไม่ได้ซีเรียส เรียกมาแคสอีกให้แปลงร่าง ผ่านไปปีนึงถึงได้เล่น คือเราไม่ได้หวัง เพราะเราก็ไม่ได้สวยว้าว เราก็ไม่มั่นใจในตัวเราเอง ซึ่งเขาบอกว่าที่เลือกรอยยิ้มก็คือเขาชอบรอยยิ้มของหนู

 

 

 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจากอินสตาแกรม b_boomm


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก