บิ๊กตู่ขึงขังคาดโทษขรก. เกียร์ว่างรอเจ้านายใหม่


เพิ่มเพื่อน    

  “ประยุทธ์” เซ็งเป็ดเรื่องปัญหา พปชร.และปรับ ครม. โยนเป็นเรื่องพรรคการเมือง พร้อมคาดโทษข้าราชการเกียร์ว่างรอเปลี่ยนนาย “บิ๊กป้อม” ย้ำ “นฤมล” แค่ร่วมเขียนนโยบายพรรค ไม่ใช่นำทีมเศรษฐกิจรัฐบาล “อนุชา” บอกต้องให้โอกาสคนแสดงศักยภาพ “ชัยวุฒิ” ดุไล่สมคิดพ้นพรรค บอกหากไม่ไปคนใหม่ก็ไม่กล้าเข้ามาแก้ปัญหา พร้อมอัดมั่วนิ่มยกประเด็นสิงคโปร์ยุบสภาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

    เมื่อวันอังคารที่ 30 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการให้กำลังใจทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่ม 4 กุมาร หลังไม่มีตำแหน่งสำคัญภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าต้องไปพูดคุยเรื่องอะไร ทุกคนท่านก็ยังทำงานดีมาโดยตลอด วันนี้ก็สั่งงานในห้องประชุม ทำไมต้องคุยหรือให้กำลังใจ เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องของพรรค เรื่องของพรรคก็ต้องเป็นเรื่องของพรรค
    ถามต่อว่า วันนี้มีข่าวว่าข้าราชการแต่ละกระทรวงเริ่มเกียร์ว่าง เพราะรอเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ใครจะว่างล่ะ ใครเกียร์ว่างก็ต้องลงโทษ ใครทำตัวว่างก็ต้องลงโทษไป ต้องทำงานจนถึงวันสุดท้าย ใครจะเป็นรัฐมนตรี หรือมีตำแหน่งอะไรต่างๆ ข้าราชการก็ต้องทำงาน เพราะถือว่าเป็นข้าราชการของรัฐ ไม่เกี่ยวกัน
    เมื่อถามย้ำว่า จะดีหรือไม่ถ้าเปลี่ยนม้ากลางศึกในขณะบ้านเมืองยังมีปัญหาอยู่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักอย่างเลย สื่อเองก็พยายามถามนำอยู่นั่นแหละ ไม่ตอบ พอแล้วๆ ถามเป็นอยู่อย่างเดียว”
    เมื่อถามถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยเฉพาะให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างเบื่อหน่ายว่า "เรื่องในพรรค ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล" และเมื่อถามย้ำว่าวันนี้เบื่อการเมืองมากหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวสั้นๆ ว่า "ไม่เบื่อ สนุก" จากนั้นได้เดินออกจากห้องแถลงข่าวไปทันที
    ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ? รองนายกฯ ซึ่งเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อร่วมประชุม ครม. ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องของพรรค พปชร. โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "ไม่ต้องสัมภาษณ์หรอก สัมภาษณ์ทำไม" และเมื่อสอบถามว่าจะไปเข้าร่วมประชุมพรรค พปชร.ในฐานะหัวหน้าพรรคด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ตอบคำถาม เพียงแค่บอกว่า "อืม" เท่านั้น
    ต่อมา พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค พปชร. ว่าได้เลือกไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเป็นไปตามข่าวหรือไม่ ไม่รู้ เพราะไม่ได้ดู แต่มีทุกกลุ่ม ไม่ต้องห่วงเรื่องการแต่งตั้ง ในส่วนของพรรคเรียบร้อยดี หลังจากนี้จะเปิดเผยชื่อออกมา ซึ่งบรรยากาศตอนนี้ไม่มีอะไร เรียบร้อยดีทุกอย่าง ส่วนของตำแหน่งโฆษกพรรคคิดไว้หรือยังนั้น พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องบอกสื่อด้วยหรือ เดี๋ยวก็รู้เอง
เมื่อถามว่า พรรคเตรียมนโยบายด้านเศรษฐกิจสนับสนุนงานรัฐบาลอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องเขียนนโยบายออกมาก่อน เราต้องการให้เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น ซึ่งต้องให้ ส.ส.ร่วมทำนโยบาย และเมื่อถามต่อว่ามีการประสานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เรื่องการเดินหน้าเศรษฐกิจหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ส่วนนี้เป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล
เจ๊แหม่มแค่ร่วมเขียนนโยบาย
    ถามอีกว่า ได้วางตัวคนที่จะนำเศรษฐกิจพรรคไว้หรือยัง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องนำทีมเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเขียนนโยบาย และไม่ใช่นางนฤมลที่จะนำทีมเศรษฐกิจตามข่าว แต่นางนฤมลจะคุมทีมงานในการเขียนนโยบาย ส่วนข่าวที่ออกมาก่อนนี้ก็ไม่รู้ใครปั่นกระแส สื่อปั่นหรือเปล่า
เมื่อถามว่า นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ในฐานะเลขาธิการพรรคเป็นผู้ให้ข่าว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นายอนุชาไม่ได้พูดเรื่องนี้ เป็นการพูดเกี่ยวกับภายในพรรค ไม่ได้พูดเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย สื่อต้องแยกแยะหน่อย
    ถามอีกว่า จะวางบทบาท 4 กุมารในพรรคอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องดูก่อน พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีการปรึกษาเรื่องที่ 4 กุมารจะลาออกจากพรรคแต่อย่างใด และเมื่อถามว่าตั้งความหวังอนาคตพรรคไว้อย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น ให้เศรษฐกิจฐานรากดี
    ส่วนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ได้เดินทางเข้าห้องทำงานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ก่อนการประชุม ครม. และปฏิเสธตอบคำถามถึงกระแสลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พปชร. บอกเพียงสั้นๆ? ว่า ไม่มีข่าว ก่อนฝ่าวงล้อมผู้สื่อข่าวออกไปทำงาน
    ก่อนหน้านี้ ในช่วงเช้า นายสนธิรัตน์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีซูเปอร์โพลออกมาชื่นชมการทำงานของ 4 กุมาร ว่าไม่อยากพูดเรื่องการเมือง ตอนนี้อยากเน้นไปที่การทำงานมากกว่า ส่วนเรื่องโพลต่างๆ หรืออะไรที่เป็นกระแสสังคมก็ต้องรับฟัง อะไรที่เป็นด้านดีก็รับฟัง อะไรเป็นข้อติติงก็นำไปปรับปรุงแก้ไข เราต้องรับฟังทุกฝ่ายไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ
     เมื่อถามว่ากระแสขณะนี้คนสนับสนุนมวยรอง นายสนธิรัตน์กล่าวว่า อย่าไปคิดแบบนั้น การเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามช่วงเวลา สิ่งสำคัญคืออะไรทำแล้วให้บ้านเมืองแข็งแรงขึ้น ทำให้การทำงานของรัฐบาลแข็งแรงขึ้น เพื่อแก้วิกฤติต่างๆ ให้ดีขึ้น นั่นคือสิ่งที่ต้องทำ
    เมื่อซักว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในพรรค พปชร.ทำให้เสียสมาธิหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ก็อย่าเสียสมาธิ เราต้องแบ่งแยกหน้าที่ หน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ก็ต้องทำให้เต็มความสามารถ
     ถามอีกว่าได้ฝากฝังอะไรนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรค พปชร.คนใหม่ เพื่อให้การทำงานราบรื่นหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ได้ให้กำลังใจนายอนุชาตั้งแต่ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรค พปชร. และได้บอกไปว่าหากมีอะไรที่ช่วยสนับสนุนพรรคได้ ก็ยินดี
     เมื่อถามว่าจะยังอยู่กับพรรค พปชร.ต่อหรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า การเมืองเป็นเรื่องของการเมือง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะคิดหาคำตอบ ส่วนกระแสที่ว่ากลุ่ม 4 กุมารจะไปตั้งพรรคใหม่เพื่อรองรับการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น ยังไม่ถึงขั้นนั้น และเมื่อถามถึงนายกฯ ได้ส่งสัญญาณเรื่องการปรับ ครม.แล้วหรือยัง นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นายกฯ ยังไม่ได้คุยอะไร
    ด้านความเคลื่อนไหวที่ศูนย์ประชุมพรรค พปชร. ตัวแทนสมาชิกพรรคพื้นที่ภาคกลางประมาณ 20 คน นำดอกไม้มาแสดงความยินดีกับนายอนุชา ในฐานะเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งนายอนุชาได้กล่าวขอบคุณ พร้อมระบุว่าขอให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยคะแนนนิยมอย่างแน่นอน
เสี่ยแฮงค์ลั่นต้องให้โอกาส
       จากนั้นนายอนุชาให้สัมภาษณ์ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค 9 คน ว่ายังไม่เรียบร้อย ต้องปรึกษาหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร (กก.บห.) ชุดใหม่ก่อน ขอให้รอ คาดว่าเร็วๆ นี้ ส่วนกรณีการวางตัวนางนฤมลเป็นทีมเศรษฐกิจพรรคนั้น ได้พูดไปแล้วชัดเจนแล้วว่าพรรคมีโยบายเชิงรุก ตอบสนองพี่น้องประชาชน ซึ่งพรรคต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ คุยกันในกลุ่มผู้บริหาร ทั้งนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่จากนี้ไปต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน เพราะเราเป็นแกนนำรัฐบาล จากนี้ไปมั่นใจว่าวิธีคิดต้องเป็นมิติใหม่ทางการเมืองอย่างแน่นอน เพื่อตอบสนองประชาชนในหลายมิติ
      "ผมไม่ใช่คนพูดเก่ง หรือโตมาจากคำพูด แต่ยึดมั่นในการพูด และการคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งผมตั้งใจที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญ ถ้าผมทำไม่ได้ผมจะพิจารณาตัวผมเอง" นายอนุชากล่าว
       ถามต่อว่า หลังจากประกาศชื่อนางนฤมลว่าจะคุมเรื่องเศรษฐกิจ แต่ปรากฏเสียงยี้จากสังคมทันที นายอนุชากล่าวว่า โอกาสของคนทุกคนต้องได้รับทำงาน ต้องมีโอกาสในการเสนอตัวให้กับประเทศชาติ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อให้มีโอกาสแสดงฝีมือ วิสัยทัศน์ในการทำงานให้กับประชาชน ใครที่เห็นว่าจะทำให้ประเทศไปได้ด้วยดี เขาก็ควรจะได้รับโอกาสนั้น ซึ่งยืนยันว่าพรรคมุ่งมั่น และมั่นใจที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า
    ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ กก.บห.พรรค พปชร. กล่าวในประเด็นนี้ว่า ในการตั้ง กก.บห.เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. อาจมีการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าทีมเศรษฐกิจมีนางนฤมลเพียงคนเดียว ความจริงเรามีทีมคิดเตรียมไว้ ทั้งคนนอกที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับพรรคเพื่อบริหารบ้านเมืองจำนวนมาก แต่ยังไม่อยากเปิดเผยชื่อ ที่ผ่านมาบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่อยากมาช่วยไม่สามารถเข้ามาได้ เพราะติดที่นายสมคิดที่มีทฤษฎีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ในตอนนี้แล้ว พูดได้ว่าไม่เวิร์ก จึงทำให้คนใหม่ไม่สามารถเข้ามาได้ แต่ถ้านายสมคิดออกไปก็จะทำให้คนใหม่เข้ามาได้อีกเยอะ โดยเฉพาะการทำงานด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสิ่งที่พูดสะท้อนมาจากความคิดเห็นของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องระดมคนใหม่เข้ามาช่วยกัน
ไล่'สมคิด'พ้นพรรค
    เมื่อถามว่า การพูดเช่นนี้หมายถึงต้องการให้นายสมคิดลาออกหรือเรียกร้องให้นายกฯ รีบปรับ ครม. นายชัยวุฒิกล่าวว่า แล้วแต่นายสมคิดจะคิด อยากให้สังคมเข้าใจว่าพรรค พปชร.มีบุคลากรจากทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไป ดูแลประชาชน แต่วันนี้ยังติดขัด เพราะคนเก่าที่ยังอยู่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ คนใหม่ก็เข้ามาไม่ได้
    ถามถึงกรณีนายสมคิดยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่ใช่ทางออก สภาไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกวันนี้ปัญหาอยู่ที่การแก้เรื่องเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจเอง ฉะนั้นต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ส่วนสภาพร้อมทำงานต่อเพื่อดูแลประชาชน ยืนยันว่าสมาชิกของพรรคส่วนใหญ่ก็เห็นเช่นเดียวกัน เพราะการปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ได้แย่งผลประโยชน์กัน หรือมุ่งต่อสู้ทางการเมือง แต่เรากลับเพื่อหาแนวคิดใหม่และคนใหม่เข้ามาทำงาน ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนเรื่องทีมเศรษฐกิจก็ไม่ใช่ตำแหน่งรองนายกฯ แค่ตำแหน่งเดียว เชื่อว่านายกฯ จะพิจารณาในตำแหน่งอื่นๆ ด้วยเพื่อให้คนเก่ง มีชื่อเสียงมีฝีมือเข้ามาทำงาน พรรค พปชร.ก็ยินดีที่จะให้คนนอกที่มีฝีมือเข้ามาทำงาน
    เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่าคนดีจะไม่กล้าเข้ามาทำงานด้วย นายชัยวุฒิกล่าวว่า ถ้าความดีไม่เหมาะสมกับการเมืองก็ไม่ต้องเข้ามา เพราะยังมีคนดีที่เหมาะสมยังมีอีกเยอะ
    ขณะที่นายภิญโญ นิโรจน์ ส.ส.นครสวรรค์ พรรค พปชร. กล่าวเช่นกันว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจต้องเป็นผู้บริหารจัดการให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน อย่างไรให้ดีขึ้น ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ก็เสนอให้ยุบสภา มันไม่ถูกต้อง เพราะลงพื้นที่มาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งมาจนถึงปัจจุบัน เวลาที่ลงพื้นที่ก็โดนประชาชนต่อว่าตลอดว่าเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเมืองและในชนบท โดยเฉพาะในเมืองที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมบอกว่าเศรษฐกิจแย่มากเลย
“ผมได้ฟังนายสมคิดบอกว่าถ้าเป็นประเทศอื่นเขายุบสภาไปแล้ว ซึ่งความจริงแล้วผมอยากบอกว่าสภากับผู้บริหารต้องแยกออกจากกัน ฝ่ายสภามีทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เป็นคนที่เข้าถึงประชาชน ถ้าประชาชนเดือดร้อนอะไร จุดไหน ก็ต้องพูดในสภาเพื่อให้ผู้บริหารนำไปแก้ไข ถ้าทีมเศรษฐกิจมาบอกว่าให้ยุบสภา ผมอยากจะถามว่าสภามีผิดอะไร” นายภิญโญกล่าว และว่า เป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบันก็ 7 สมัยด้วยกันแล้ว หัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะมาพูดเรื่องการยุบสภาไม่ถูกต้อง สภาไม่ได้เป็นส่วนไปบริหารประเทศ ไม่ควรจะเอามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ทีมเศรษฐกิจบริหารไม่ได้แล้วมาเสนอยุบสภาอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง
        ส่วน น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร.กล่าวถึงกระแสมีผู้เสนอให้รับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ ว่าขอปฏิเสธข่าวดังกล่าว ที่มีการทาบทามนั้นไม่เป็นความจริง ไม่เคยมีการติดต่อทาบทามใดๆ เกิดขึ้น ส่วนในอนาคตนั้นยังไม่ได้มองไปถึงจุดนั้น ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ ส.ส. ตนเองและเพื่อนๆ ทุกคนตั้งใจทำงานในฐานะบทบาท ส.ส.ให้ดีที่สุด สิ่งที่เรามุ่งหน้าในวันนี้คือการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน อันนี้คือสิ่งหลักที่พวกเราขอโฟกัส และมุ่งหน้าทำงาน
      “ไม่ทราบเหมือนกัน อาจเป็นว่าเนื่องจากที่ผ่านมาพรรค พปชร.มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้บริหารพรรค หลายคนก็อาจมองในเรื่องการเมืองว่าเป็นนัยของการปรับเปลี่ยน ครม.ที่อาจเกิดขึ้นในรัฐบาล” น.ส.วทันยากล่าวตอบข้อถามว่ารู้ถึงสาเหตุที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าวหรือไม่
       และเมื่อถามว่าตั้งแต่ตำแหน่งรัฐมนตรีถึงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลชื่อ น.ส.วทันยาอยู่ในกระแสตลอด น.ส.วทันยาระบุว่า อาจเป็นไปได้ว่าบางคนอาจมีความคิดว่าตนเองและเพื่อนๆ ส.ส.ออกมาแสดงจุดยืน และเดินหน้าทำงาน ก็อาจมีคำถาม หรือมองว่าจะต่อรองตำแหน่งหรือไม่ ซึ่งขอย้ำเน้นให้ชัดเจนอีกครั้ง และขอปฏิเสธข่าวทั้งหมด ยืนยันว่าตนเองและเพื่อนๆ ขอมุ่งหน้าทำงานเพื่อประชาชน และเราไม่เคยคิดที่จะมีความคิดในการต่อรองตำแหน่งการเมืองใดๆ กับผู้ใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้น
    วันเดียวกัน นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงแนวทางการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรค ว่าพรรคยึดเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหลักของพรรคตั้งแต่เริ่มจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการแก้ไขไม่ได้มองแต่ระบบการเมืองและระบบการเลือกตั้งเท่านั้น แต่พรรคยังคำนึงถึงเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชนที่ขาดหายไป รวมถึงระบบการเลือกตั้งที่เป็นปัญหา กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งของทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาสร้างปัญหาหลายส่วน
ปชป.อัดเละ รธน.60
“เป็นไปได้อย่างไรที่เรามีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะมีกระบวนการนับคะแนนด้วยวิธีการใด โดยอ้างว่าใช้วิธีจัดสรรปันส่วนผสม และยังระบุหลักการว่าไม่ให้มีคะแนนเสียงตกน้ำ แต่ปรากฏว่าแต่ละพรรคก็ยังมีคะแนนตกน้ำ และสัดส่วน ส.ส.พึงมีก็บิดเบี้ยวไปหมด พรรคเล็กหลายพรรคได้รับการจัดสรรได้เป็น ส.ส. นอกจากนี้หลายพรรคยังเห็นตรงกันว่า ระบบเลือกตั้งควรให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อที่ประชาชนหนึ่งคนจะได้มีสิทธิในการเลือกตั้งทั้งพรรค และ ส.ส.เขต ซึ่งจะตรงตามเจตนารมณ์มากกว่า ซึ่งคณะกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทบทวนเรื่องเหล่านี้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต”
    นายราเมศยังกล่าวถึงส่วนที่บอกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับปราบโกง ว่าหากดูมาตรา 236 เรื่องการถ่วงดุลระหว่างองค์กรอิสระกับฝ่ายการเมือง กลับมีการระบุว่าหากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทำผิดให้ ส.ส. และ ส.ว. หรือสมาชิกของทั้งสองสภา เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 กล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ยื่นต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าควรส่งศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งการกำหนดแบบในอนาคตเราไม่สามารถคาดหวังกับตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาได้ จึงเห็นว่าควรต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายมากที่สุด เพื่อให้การตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
    "เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ยากที่สุด เราก็อยากทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขง่ายก่อน อำนาจของ ส.ว.ในการที่จะมาระบุว่าให้ความเห็นชอบในวาระ 1-2 ในจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 อันนี้เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเราปลดล็อกมาตรานี้ได้ ก็จะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้ง่ายตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ถ้าหากทุกคนไม่เห็นด้วยกับ ส.ว.ที่มาด้วยกระบวนการแบบนี้ จะเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีไหนต้องหารือกันก่อน ผมไม่ได้บอกว่า ส.ว.ไม่ดี แต่เราพูดถึงกระบวนการที่มาของ ส.ว.ว่าจะมีวิธีการไหนที่จะมาจากการเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง" นายราเมศกล่าว
    ขณะเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมด้วยคณะ กก.บห.พรรคเดินทางเข้ารับหนังสือรับรองการจดตั้งพรรคต่อ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง  ซึ่ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ได้แสดงความยินดี พร้อมกับขอให้พรรคปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย โดย กกต.ยินดีให้คำปรึกษาในทุกเรื่องเพื่อให้พรรคกล้าเป็นสถาบันการเมือง
ขณะที่นายกรณ์กล่าวถึงแนวทางการทำงานของพรรค ว่าจะเป็นพรรคของคนดี มีจิตอิสระ พร้อมรับใช้บ้านเมือง ยึดหลักปฏิบัตินิยม เราตั้งใจทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา อะไรไม่ดีพร้อมเสนอแนะแนวทางที่ดีกว่า จะทำการเมืองโดยจะเอาทั้งโจทย์และปัญหาของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง โดยแบ่งการทำงานเป็น 5 สาย โดยสายแรกคือเศรษฐกิจ 2.การเกษตร 3.การศึกษา 4.คุณภาพชีวิต และ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์
    “เรายึดหลักปฏิบัตินิยม เน้นในเรื่องการลงมือทำ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายหลักในการทำงานของเรา วันนี้เราพร้อมเดินหน้า เพื่อเชิญชวนพี่น้องชาวไทยช่วยกันพัฒนาเพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างที่คาดหวัง” นายกรณ์กล่าว และว่า พรรคกล้าพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกพรรคการเมือง เพราะเห็นว่าการเมืองไม่ควรแบ่งพรรคแบ่งพวก ส่วนการเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งนั้น ภายใน 1 เดือนพรรคจะมีสาขาพรรคครบทุกภาคตามที่กฎหมายกำหนด และใน 6 เดือนเราจะมีตัวแทนพรรคครบ 350 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกหลักของประชาชน ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม.
    
 

 


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!