ขวากหนามของ SME ในยุคโควิด


เพิ่มเพื่อน    

 

 

พรก. เงินกู้ช่วย SME 500,000 ล้านบาท: ลูกค้าเดิมไม่มีทางเลือก ลูกค้าใหม่ไม่มีที่ไป ธุรกิจที่เดือดร้อนเข้าไม่ถึง

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ Covid-19 ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งทางด้านสุขอนามัยและทางด้านสังคมและเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการหยุดชะงักของกิจกรรมการผลิตการบริโภคในหลายสาขา ความอ่อนแอและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ทำให้รัฐบาลออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยา 

หนึ่งในมาตรการที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย คือความช่วยเหลือภายใต้ “พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563” หรือ พรก. SME โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. หรือ แบงค์ชาติ) เป็นผู้กำกับดูแล สรุปสาระสั้นๆ คือ ธปท. ให้สถาบันการเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ต่อในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2 % ต่อปี มีระยะปลอดดอกเบี้ย 6 เดือน คือไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้เป็นระยะเวลา 6 เดือนแรก ระยะเวลาให้กู้ตามเงื่อนไขนี้ 2 ปี  

การที่ ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินการภายใต้ พรก. นี้ สร้างความมั่นใจให้สังคมในระดับหนึ่งเนื่องจากวางใจในความสามารถและธรรมาภิบาลขององค์กร ธปท. เป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือมีธรรมาภิบาลและความเชี่ยวชาญชำนาญ

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณารายละเอียดของระเบียบและการดำเนินการ โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของ พรก. ฉบับนี้แล้ว ทำให้มีข้อกังวลหลายประการดังนี้ 

1. ลูกค้าเดิมไม่มีทางเลือก 

เหตุที่ลูกค้าไม่มีทางเลือก เพราะระเบียบระบุว่าวงเงินที่ให้กู้ต้องเป็นการให้สินเชื่อเพิ่มเติมจากยอดหนี้เดิมไม่เกิน 20% ของยอดหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และวิสาหกิจที่จะขอกู้จะต้องมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท นั่นหมายความว่าผู้กู้จำเป็นจะต้องเป็นลูกค้าเดิม

ดังนั้น หากเจ้าหนี้สร้างเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม  ผู้กู้จะไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ทางเลือกที่จะเปลี่ยนไปขอกู้จากสถาบันการเงินอื่นไม่มี นอกจากจะมีประวัติที่สถาบันการเงินอื่นอยู่แล้วเท่านั้น 

เรื่องนี้อาจมีข้อถกเถียงว่า SME ประมาณ 90% เป็นลูกค้าของธนาคารอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะให้ธนาคารเดิมเป็นผู้ดูแล แต่เงื่อนไขของการอนุมัติเงินกู้และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมจากยอดหนี้เดิมนั้น  เป็นการเพิ่มอำนาจผูกขาดให้แก่เจ้าหนี้หรือธนาคารพาณิชย์  
จริงอยู่ การกู้จากธนาคารเดิมมีความสะดวก ความสัมพันธ์ที่ดีอาจมีอยู่แล้วและการรู้จักลูกค้า (know your customer) ทำให้ลดต้นทุนในการติดต่อ (transactions cost) แก่ทั้งสองฝ่าย แต่เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ลูกค้าหมดหนทาง  ขาดทางเลือกนอกจากจะต้องกู้จากธนาคารเดิม ขาดอิสระที่จะหาแหล่งกู้อื่นและไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ  การดำเนินการลักษณะนี้ไม่น่าจะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในการช่วยเหลือ หรือส่งเสริมให้สถาบันการเงินสร้างความแข่งแกร่งให้ตนเองโดยแข่งขันกันในการให้บริการ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของ พรก. 
 
2. กู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2 % จริงหรือไม่

เนื่องจากลูกค้าที่ต้องการกู้ไม่มีอำนาจต่อรอง ปัญหาจึงเกิดได้ง่าย  จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการ พบว่ามีผู้ประกอบการจำนวนมากระบุว่าต้องเสียอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 3-4% เมื่อ ธปท. กวดขันเรื่องดอกเบี้ย ลูกหนี้จำนวนหนึ่งก็ระบุว่า จำเป็นจำยอมต้องทำสัญญาเงินกู้โดยเสียค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งๆที่ ธปท. ระบุชัดว่าสถาบันการเงินจะคิดค่าธรรมเนียมไม่ได้  สถาบันการเงินเองก็ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การจำนองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุด และการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ อันเนื่องมาจากการให้กู้ยืมเงินตามมาตรการใน พรก. นี้

ผู้ประกอบการหลายรายตอบแบบสำรวจว่าไม่สามารถกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งไว้คือ 2% ต่อปี เพราะสิ่งที่ผู้กู้จะต้องเสีย นอกเหนือจากดอกเบี้ยเงินกู้ 2% แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการจัดการให้กู้  เบี้ยประกันชีวิต ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน และ ค่าจัดการการค้ำประกันอีกด้วย ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ธปท. รวมแล้วอาจกลายเป็นดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี 

แม้ว่า ธปท. จะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยทุกสัปดาห์ ว่าได้มีการปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการใด เป็นจำนวนเงินเท่าไร อัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นระยะเวลาเท่าใด  แต่การรายงานนั้นไม่ครอบคลุมถึงรายละเอียดที่มิได้อยู่ในการดูแลของ ธปท. เมื่อมีผู้ท้วงติงก็จะได้รับคำตอบจากธนาคารพาณิชย์ว่าเป็นไปตามสัญญาที่ต่างฝ่ายต่างยินยอม 

อนึ่ง หากการปล่อยกู้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือเจตนารมณ์ของ พรก. ผู้กู้จะต้องเป็นผู้ร้องเรียนเอง ซึ่งน่าจะมีผลเสียต่อการขอกู้จากธนาคารในวาระต่อไป หลายรายจึงตัดปัญหาโดยไม่ร้องเรียน ยอมจ่าย หรือว่ายอมไม่ยื่นขอกู้ 

3. ธุรกิจที่เดือดร้อนเข้าไม่ถึง

วิกฤติคราวนี้กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก มีการจ้างแรงงานมากโดยรวม ธุรกิจเหล่านี้บางส่วนต้องปิดกิจการ เลิกจ้างงาน ทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก 

พรก. SME ระบุชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด Covid-19 โดยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจในลักษณะของการให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงชะลอการชำระหนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบวิสาหกิจที่คาดว่าจะลดลงเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี การกำหนดคุณสมบัติของผู้ประกอบวิสาหกิจที่จะได้รับความช่วยเหลือต้องเป็นลูกค้าเดิมของสถาบันการเงินและไม่มีหนี้เสีย (NPL)  ทำให้ผู้ประกอบวิสาหกิจหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำได้ แม้ว่าจะเป็นลูกค้าเดิมก็ตาม สถาบันการเงินอาจใช้ดุลพินิจในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจซึ่งอาจไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พรก.

จริงอยู่ การปล่อยกู้ให้เฉพาะลูกค้าชั้นดี เป็นสิ่งที่มีเหตุผล เพื่อลดความเสี่ยงของเจ้าหนี้และรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน แต่วัตถุประสงค์ของ พรก. นี้ก็คือการให้ความช่วยเหลือ จำเป็นต้องพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างการให้ความช่วยเหลือและการรักษาเสถียรภาพ เพราะหากเศรษฐกิจไม่ฟื้น เสถียรภาพก็ไร้ความหมาย คาดว่าปัจจุบันหนี้ของ SME กว่า 1 ล้านราย มีมูลค่าหนี้กว่า 2.2 ล้านล้านบาท แม้ว่าจะปล่อยกู้ได้ครบ 5 แสนล้านบาท ก็เป็นจำนวนที่ไม่เพียงพออยู่ดี  และตัวเลขสินเชื่อที่ปล่อยได้จริงขณะนี้ยังไม่ถึง 1 แสนล้านบาท หรือ 20% ของงบประมาณที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ
          
4. ลูกค้าใหม่ไม่มีที่ไป

ธุรกิจสองกลุ่มไม่มีที่ไป คือ SME ที่ไม่เคยกู้ ซึ่งมีอยู่ 10% และธุรกิจรายใหม่ที่ต้องการทุน

การกำหนดระเบียบและเงื่อนไขให้ผู้กู้ต้องเป็นลูกค้าเดิม ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการเพราะประเมินลูกหนี้ได้จากประวัติเดิม แต่ในการลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนให้กู้ หรือลงทุนประกอบกิจการ ประวัติเดิมเป็นเพียงองค์ประกอบเดียว เป็นเพียงแนวทางที่ช่วยในการพิจารณาความคุ้มทุน  สิ่งที่สำคัญกว่าคือศักยภาพและความสามารถในการสร้างมูลค่าและประสบความสำเร็จในอนาคต 

ระเบียบที่กำหนดให้ผู้กู้นั้นเป็นลูกค้าเดิม (ชั้นดี) เป็นการตัดโอกาสของ  SME ที่ไม่เคยกู้มาก่อนแต่โดนผลกระทบจากการระบาดของโควิดอย่างเฉียบพลันจนขาดสภาพคล่อง และ SME ใหม่ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 

ภาวะสังคมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โรคระบาด  วิกฤตเศรษฐกิจ ความเสี่ยงรูปแบบใหม่ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ ตลอดจนภัยคุกคามจากการเผชิญหน้ากันของมหาอำนาจ ล้วนต้องการนวัตกรรมจากนักคิดที่สร้างสรรค์สามารถคิดนอกกรอบ แหวกแนวไปจากแนวปฏิบัติเดิมๆ ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มนักประดิษฐ์เล็กๆ ลักษณะ startup  ที่ยังไม่มีทุนทรัพย์  วิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้โลกเรียกหากระบวนทัศน์การพัฒนาชุดใหม่ ที่เน้นความยั่งยืนของธรรมชาติ อนุรักษ์ป่าฝน ไลฟ์สไตล์รักษ์โลก สร้างความคุ้มกันจากโรค แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ สินทรัพย์และโอกาส  ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการผลิตและรังสรรค์นวัตกรรม

เข้าใจได้ ว่ามาตรการช่วยเหลือธุรกิจรายย่อยนั้น ต้องคำนึงถึงความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินด้วย มิให้มีหนี้เสียมากจนเกินไป    การประเมินโครงการ การตรวจสอบโครงการ การประเมินความเสี่ยงก็ย่อมต้องกระทำอยู่แล้ว จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นลูกค้าเดิม

มีข้อถกเถียงว่า หากไม่จำกัดการปล่อยกู้ให้เฉพาะ SME ที่เป็นลูกค้าเก่า จะทำให้มี “SME จัดตั้ง” ที่มาหลอกรับเงิน แต่การตรวจเรื่องนี้ไม่น่าที่จะเกินความสามารถของธนาคารพาณิชย์ที่จะประเมินและป้องกันได้  โดยใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในการประเมินโครงการประเมินแผนงาน เช่น จากประวัติผู้จดทะเบียน SME ความเป็นไปได้ทางเทคนิคและทางด้านการเงิน และในภาวะปัจจุบัน อาจผนวกเรื่อง intangibles ต่างๆ เช่น นอกจากลงทุนไปแล้วสร้างรายได้คุ้มหรือไม่ ถ้าไม่คุ้มแต่เป็นไปตามหลักการที่ว่า ‘ขาดทุนคือกำไร’ คือต้องยอมก่อนเพื่อสร้างคน พัฒนาคน ได้หรือไม่  เป็นครั้งแรก ที่โลกการเงินให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับเรื่อง สิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจ (environmental, social and governance: ESG)  ปัจจัยเหล่านี้ ควรเป็นองค์ประกอบในการประเมินโครงการหรือไม่ และตีมูลค่าประโยชน์และต้นทุนความเสียหายจากโครงการออกมาชัดๆ เหมือนที่อุตส่าห์เรียนกันในห้องเรียน

จริงหรือไม่ ว่าลูกค้าเก่าก็ต้องเคยเป็นลูกค้าใหม่ในอดีต ซึ่งก็ต้องผ่านการประเมินศักยภาพจากข้อมูลที่มีและการคาดการณ์ในอนาคต งบประมาณ  500,000 ล้านบาท ธปท. คิดดอกเบี้ย 0.01% ให้ปล่อยกู้ 2% มีส่วนต่างเป็นค่าบริหารจัดการเกือบ  10,000 ล้านบาท น่าจะเพียงพอสำหรับประเมินโครงการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่เคยกู้มาก่อน และหากเกิดความเสียหาย รัฐก็ยังชดเชยให้ตามที่กล่าวมาแล้ว และหลังจาก 2 ปี ก็ยังสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้

นอกจากนี้ ระเบียบยังกำหนดให้สถาบันการเงินได้รับเงินชดเชยจากรัฐในส่วนที่สถาบันการเงินไม่ได้เรียกเก็บดอกเบี้ยจากวิสาหกิจในช่วง 6 เดือนแรก และได้รับเงินชดเชยหากสถาบันการเงินได้รับความเสียหายจากการให้ผู้ประกอบวิสาหกิจกู้  ไม่น้อยกว่า 70% ของจำนวนเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสำรองเพิ่มเติมจากยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วยอัตราส่วนของยอดหนี้ใหม่ตาม พรก. กับยอดหนี้รวม สำหรับผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกินห้าสิบล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และ 60% ของจำนวนเงินที่สถาบันการเงินต้องกันสำรองเพิ่มเติมจากยอดหนี้รวมของลูกหนี้คูณด้วยอัตราส่วนของยอดหนี้ใหม่ตาม พรก. กับยอดหนี้รวม สำหรับผู้ประกอบวิสาหกิจที่มีวงเงินสินเชื่อเกินห้าสิบล้านบาทขึ้นไป ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 การที่รัฐแบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ก็เป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงิน
การปล่อยกู้ให้ลูกค้าใหม่ได้ ยังอาจเป็นโอกาสที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น หลายธุรกิจเกรงเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ยุ่งยากและเรื่องเสียภาษี แต่ถ้าหากว่ายกเว้นเรื่องนี้ไปช่วงหนึ่ง และให้เริ่มเสียภาษี  15% เมื่อสถานการณ์คลี่คลายแล้ว  ก็น่าจะได้ธุรกิจเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลมากขึ้น  ถือโอกาสประชาสัมพันธ์ให้รับรู้ว่า กำไรสุทธิไม่เกิน 3 แสนบาทก็ได้รับการยกเว้นภาษี และสามารถหักค่าใช้จ่ายของกิจการเป็นพิเศษได้  2 เท่า (เช่น ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี เป็นต้น) เป็นโอกาสที่จะให้ธุรกิจต่างๆเข้าระบบ

แม้ว่า ธปท. จะออกมาตรการเพิ่มเติมระยะที่ 2 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์และบรรลุวัตถุประสงค์ ของ พรก.  คงจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง
การช่วยเหลือกับการรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน ซึ่งถ้าหากว่าเศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะธุรกิจส่วนใหญ่ต้องปิดกิจการลง เสถียรภาพก็คงไร้ความหมาย 

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล
ดร. สิริลักษณา คอมันตร์


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.