ศึกเลือกตั้งซ่อมปากน้ำ เดิมพันสูง"บิ๊กป้อม-อัศวเหม"


เพิ่มเพื่อน    

        มาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้สำหรับการพิสูจน์บทบาทการเป็นแม่ทัพใหญ่ในสนามเลือกตั้งของ "บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ" กับการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพราะจากเดิมที่คาดว่าจะได้เห็นฝีมือคุมการเลือกตั้งของพลเอกประวิตรอย่างเป็นทางการครั้งแรกตอนพลังประชารัฐเข้าสู่ศึกเลือกตั้งในสนามการเมืองท้องถิ่นปลายปีนี้ กับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร-นายก อบจ. แต่กลายเป็นว่าประเดิมสนามแรกเป็น

                "ศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ปากน้ำ-สมุทรปราการ"

            หลังเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำพิพากษาให้ใบเหลือง “กรุงศรีวิไล สุทินเผือก” อดีต ส.ส.เขต 5 สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ ในคำร้องกรณีถูกกล่าวหาให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่นายกรุงศรีวิไล เหตุคนใกล้ชิดไปมอบพวงหรีดและเงินใส่ซองช่วยงานศพ 1,000 บาทต่อประชาชนในพื้นที่

            ส่งผลให้ต้องมีการเลือกซ่อมเกิดขึ้น ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันรับสมัครและวันลงคะแนนเสียง

            สนามเลือกตั้งซ่อมปากน้ำรอบนี้ ในส่วนของฝ่ายรัฐบาล หากดูจากผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ที่เป็นการแข่งขันกันของสามพรรคการเมืองคือ พลังประชารัฐ-เพื่อไทย-อนาคตใหม่ ซึ่งตอนนี้กลายสภาพเป็นพรรคก้าวไกล ผลการเลือกตั้งที่ออกมาเรียงตามลำดับคะแนนดังนี้

            1.กรุงศรีวิไล จากพรรคพลังประชารัฐ ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนอันดับหนึ่งคือ 41,745 คะแนน 2.นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.ไทยรักไทย 33,007 คะแนน 3.ตรัยวรรธน์ อิ่มใจ จากพรรคพรรคอนาคตใหม่ ได้ 31,430 คะแนน

            จากคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่าคงไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนแหกด่านส่งคนมาลงตัดคะแนนกับพลังประชารัฐ โดยที่เมื่อดูคะแนนดิบจากผลการเลือกตั้งปีที่แล้วก็จะเห็นชัดว่า หากสองพรรคฝ่ายค้านเวลานี้คือ อนาคตใหม่กับเพื่อไทย จับมือกัน ก็เท่ากับ 33,007+31,430 คะแนน รวมแล้วก็ร่วมกว่า 6 หมื่นคะแนน ก็มากกว่ากรุงศรีวิไลที่ได้คะแนน 4 หมื่นต้นๆ

            มีการมองกันว่า เมื่อดูตามคะแนนเดิมดังกล่าว หากพรรคฝ่ายค้านยังรักษาฐานคะแนนนี้ไว้ได้ โดยพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลจับมือกัน ก็มีโอกาสที่ฝ่ายค้านจะทำให้บิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร เสียหน้าพอสมควร ถ้าขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้วพรรคแพ้เลือกตั้งซ่อมให้กับพรรคฝ่ายค้าน

            แม้ว่าบริบทการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 กับการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันพอสมควร เพราะตอนนั้นพลังประชารัฐยังไม่ได้เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล แม้จะเป็นพรรคที่คนในรัฐบาล คสช.เดิมคอยสนับสนุนก็ตาม แต่ตอนนี้พลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลแล้ว ทำให้พลังประชารัฐก็ย่อมยิ่งกุมความได้เปรียบ กุมความเป็นต่อมากขึ้นกว่าตอนเลือกตั้งปี 2562

                ทำให้ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาเวลานี้ก็คือ แล้วพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเอาอย่างไร?

            เพื่อไทยกับก้าวไกลจะส่งคนลงสมัครแข่งขันพร้อมกันทั้งสองพรรคเลยหรือไม่ หรือจะมีการหลีกให้กันเพื่อไม่ให้มีการตัดคะแนนกันเอง คนของฝ่ายค้านจะได้ชนะฝ่ายรัฐบาลบ้าง หลังเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาทั้งที่นครปฐม-ขอนแก่น-กำแพงเพชร-ลำปาง กลายเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลชนะตลอดติดๆ กัน อาจจะมีบ้างก็แค่เลือกตั้งซ่อมที่เชียงใหม่เขต 8 ที่อนาคตใหม่ชนะพลังประชารัฐ แต่กรณีดังกล่าว บริบทการแข่งขันก็ต่างจากหลายพื้นที่ เพราะฝ่ายเพื่อไทยคือ สุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่หลายสมัย ที่โดนใบส้มจนต้องเลือกตั้งซ่อม เทคะแนนเสียงให้นางศรีนวล บุญลือ จากอนาคตใหม่ จึงทำให้พลังประชารัฐสู้ไม่ได้ แต่ปัจจุบันศรีนวลก็ย้ายขั้วมาอยู่กับภูมิใจไทย พรรคฝ่ายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

            ในส่วนของเพื่อไทยยังไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ออกมาอย่างชัดเจนจากแกนนำพรรค แต่สำหรับพรรคก้าวไกล แกนนำพรรคประกาศแล้วว่าจะส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการแน่นอน หลังตามข้อกฎหมาย การจัดตั้งพรรค-การเป็นสมาชิกพรรคของคนอดีตอนาคตใหม่ที่โอนย้ายมาพรรคก้าวไกล ถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแล้ว

           แน่นอนว่า "พรรคก้าวไกล" ที่วันนี้ผู้นำพรรคเปลี่ยนจากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตัวพิธาย่อมต้องการพิสูจน์ฝีมือและทดสอบความพร้อมและกระแสพรรคก้าวไกลอย่างเป็นทางการครั้งแรก ว่าหลังอนาคตใหม่โดนยุบพรรค จนตอนนี้อดีตแกนนำพรรคอย่าง ธนาธร-ปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่อยู่แล้ว กระแสพรรคก้าวไกลเป็นอย่างไร โดยเฉพาะตัวพิธาเองก็คงต้องการพิสูจน์ตัวเองให้คนในพรรคและแฟนคลับก้าวไกล ที่ก็คือกองเชียร์อนาคตใหม่เดิม ได้เห็นว่าเขาสามารถนำพาพรรคก้าวไกลได้ จะได้หลุดพ้นจากเงาของธนาธรได้บ้าง ยิ่งระยะหลังมีกระแสข่าว ส.ส.-คนในพรรคก้าวไกลไม่ปลื้มกับบทบาทการเป็นผู้นำพรรคก้าวไกลของพิธาออกมาต่อเนื่อง

            ดังนั้น พิธาก็คงมองว่า หากพรรคก้าวไกลปักธงเอาชนะการเลือกตั้งซ่อมที่สมุทรปราการได้อีกหนึ่งเก้าอี้ หลังก่อนหน้านี้ตอนเลือกตั้งปี 2562 คนของอนาคตใหม่คือ วุฒินันท์ บุญชู สามารถเบียดเอาชนะพลังประชารัฐและเพื่อไทยมาได้แบบหลายคนคาดไม่ถึง ซึ่งหากรอบนี้พรรคก้าวไกลทำได้อีกครั้งก็จะเป็นการชนะการเลือกตั้งในสนามแรกของการตั้งพรรคก้าวไกล และที่สำคัญเอาชนะพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาลได้ มันก็คงทำให้พิธาเรียกเรตติ้งจากแฟนคลับพรรคก้าวไกลได้บ้าง

            อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเพื่อไทย ฝ่าย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ก็คงย่อมอยากพิสูจน์ฝีมือให้คนในพรรคได้เห็นเหมือนกัน เพราะหากเพื่อไทยเอาชนะพรรคพลังประชารัฐได้บ้างในสนามเลือกตั้ง หลังที่ผ่านมา สมพงษ์-สุดารัตน์ ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากคนในเพื่อไทยเท่าที่ควร และต้องไม่ลืมว่า "นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์" อดีตผู้สมัครเพื่อไทย รอบที่แล้วก็ได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง จึงทำให้นางสลิลทิพย์ก็คงย่อมต้องการแก้มือเช่นกัน

            ผนวกกับในทางการเมือง ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาพื้นที่เลือกตั้งสมุทรปราการ นับแต่มีพรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นมา ก็ทำให้พื้นที่แห่งนี้ที่ในอดีต "กลุ่มปากน้ำ หรือตระกูลอัศวเหม" ของวัฒนา อัศวเหม เคยมีบทบาทอย่างมากในพื้นที่ แต่พอเกิดพรรคไทยรักไทย กลุ่มปากน้ำของวัฒนา บารมีก็ลดน้อยถอยลง ยิ่งเมื่อแกนนำกลุ่มทั้งวัฒนาที่ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุกคดีคลองด่าน จนต้องหนีคดีไปต่างประเทศ และลูกชาย ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการ ที่โดนศาลตัดสินจำคุกคดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เลยก็ยิ่งทำให้บารมีทางการเมืองของกลุ่มอัศวเหมในสมุทรปราการลดน้อยไปเรื่อยๆ จนถูกกลุ่มตระกูลการเมือง "ยังตรง-กิจเลิศไพโรจน์-ประสพดี" ของไทยรักไทย-เพื่อไทย ขึ้นมาผงาดแทน

            ยิ่งก่อนหน้านี้ช่วงที่มีการจัดตั้ง ที่สมุทรปราการได้กลายเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของเสื้อแดง-เพื่อไทย ในพื้นที่ภาคกลาง-ปริมณฑล ก็ยิ่งทำให้สมุทรปราการเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเพื่อไทยในภาคกลางมาตลอด ก่อนที่สุดท้ายเพื่อไทยจะมาโดนทะลวงป้อมค่ายในยุค คสช. และในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จากฝีมือของพลังประชารัฐที่กวาดที่นั่งไปได้ถึง 6 เขต จาก 7 เขตเลือกตั้ง ชนิดแกนนำพลังประชารัฐก็ยังคาดไม่ถึง ส่วนเขตที่พลังประชารัฐแพ้ไปก็คือ เขตเลือกตั้งที่ 4 ซึ่ง วุฒินันท์ บุญชู จากอนาคตใหม่ เอาชนะ จาตุรนต์ นกขมิ้น ของพลังประชารัฐ ไปได้แบบเฉียดฉิว

            อันเป็นชัยชนะของพลังประชารัฐที่ทำให้ตระกูล "อัศวเหม" กลับมามีพื้นที่ทางการเมืองได้อีกครั้ง เพราะ "อัครวัฒน์ อัศวเหม หลานวัฒนา" ได้พาสชั้นจากนักการเมืองท้องถิ่นมาเป็น ส.ส.สมุทปราการเขต 1 จนเป็นหัวหน้าทีมปากน้ำของพลังประชารัฐ และยังส่ง "นางประภาพร อัศวเหม สะใภ้ตระกูลอัศวเหม" ไปนั่งเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐมาแล้วสองสมัยติดต่อกัน โดยก็เป็นที่รู้กันดีว่า "เสี่ยเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม" ที่แม้จะโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต แต่ก็ยังมีบทบาทในพื้นที่ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดสมุทปราการ ที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าชนม์สวัสดิ์มีส่วนอย่างมากกับชัยชนะของพลังประชารัฐจนเคยถูกร้องเรียนมาแล้ว แต่สุดท้าย กกต.ก็ยกคำร้อง

            ด้วยเหตุนี้ นอกจาก "บิ๊กป้อม" แพ้ไม่ได้ในศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สมุทรปราการรอบนี้ เพราะหากแพ้ พลังประชารัฐคงเสียทรงทางการเมืองไปพอสมควร โดยเฉพาะบิ๊กป้อมและเสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ คู่ใจ คงเสียเซลฟ์ไม่น้อยที่ออกตัวนัดแรกก็แพ้ฝ่ายค้าน

            ขณะเดียวกันก็มีการมองกันว่า "กลุ่มอัศวเหม" ที่มี ส.ส.สมุทรปราการในปีก 5 คนจาก 6 คน ยกเว้น ไพลิน เทียนสุวรรณ ส.ส.เขต 7 ที่อยู่กับกลุ่มวิรัช รัตนเศรษฐ ก็ย่อมต้องหนุนหลังเต็มแรง เพื่อทำให้กรุงศรีวิไลไม่แพ้ในศึกเลือกตั้งซ่อม เพื่อรักษาฐานที่มั่นสมุทรปราการเอาไว้ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากที่สุด

            โดยล่าสุดฝ่ายเพื่อไทย แกนนำพรรคบางส่วนให้ข้อมูลว่า เท่าที่คนในพรรคเพื่อไทยคุยกันตลอดช่วง 30 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค.ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าหากเพื่อไทยไม่ส่งคนลงเลือกตั้งคงไม่เป็นผลดีกับเพื่อไทยแน่นอน จึงควรที่เพื่อไทยต้องส่งคนลงด้วย พรรคจะไปจับมือกับพรรคก้าวไกลย่อมไม่เป็นผลดีในระยะยาว โดยทุกอย่างคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้าที่คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของเพื่อไทย ที่มี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ซึ่งจะเคาะมติออกมา จากนั้นก็นำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมกรรมการบริหาพรรคเพื่อไทยต่อไป

            ถ้าเป็นไปตามนี้คือ ทั้งพลังประชารัฐ-เพื่อไทย-ก้าวไกล ต่างก็ส่งคนลงเลือกตั้งซ่อมพร้อมกันหมด ต่างฝ่ายต่างสู้กันเต็มที่ มันก็ย่อมทำให้สนามเลือกตั้งซ่อมเมืองปากน้ำเพิ่มดีกรีความมันส์ จะดุเดือดกว่าสนามเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ทุกสนามแน่นอน

                โดยแม้พลังประชารัฐจะเป็นต่อในฐานะแชมป์เก่าและในการเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล แต่ก็เชื่อได้ว่าศึกครั้งนี้ "บิ๊กป้อม-กรุงศรีวิไล" เหนื่อยหนัก มีปาดเหงื่อแน่.

 

 


คอยฟังนะครับ! กรณี "สั่งไม่ฟ้อง" วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ "บอส เรดบูล" บัดนี้ คณะทำงานที่อัยการสูงสุดตั้งให้ตรวจสอบ "มีคำตอบ" แล้ว

บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?
ยิ่งกว่าสงครามเหลือง-แดง
'ข้อมูลใหม่กับคนเหนือดวง'
'ซื้อเวลาได้-ซื้อศรัทธาไม่ได้'