‘สิระ-ธรรมนัส’เฮ!รอดได้ไปต่อ


เพิ่มเพื่อน    

  “บิ๊กตู่” สั่งชัยวุฒิเบาๆ เรื่องสมคิด ชี้อย่างไรก็อยู่ร่วมเรือแป๊ะด้วยกัน “บิ๊กป้อม” ดอดเข้าพรรคถก กก.บห. ซักซ้อมเตรียมประชุมใหญ่ 10 ก.ค.อีกรอบ ย้ำต้องรักสามัคคี ห้ามภาพพจน์เสียหาย มติศาลรัฐธรรมนูญ 7:1 ให้สิระได้ไปต่อกรณีโชว์กร่างที่ภูเก็ต เจ้าตัวเตรียมเอาคืน 57 ส.ส.ลงชื่อ ส่วนคดี “ธรรมนัส” ถูกตีตก

    เมื่อวันพุธที่ 1 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ปฏิเสธตอบคำถามเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)
สำหรับกรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มีการแสดงความเห็นไล่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จากกรณีการยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์มีการยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น ในการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินสวนและเจอกับนายชัยวุฒิ ก็ได้บอกนายชัยวุฒิว่า “เบาๆ หน่อย ยังไงก็อยู่ด้วยกัน”
    ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อธิบายประเด็นนี้ว่า นายสมคิดได้เล่าในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ว่าได้พูดกับสื่อมวลชนกรณีสิงคโปร์จริง แต่มีคนนำไปโยงว่าเป็นการพูดมีนัย อยากแนะนำให้ไทยใช้ ซึ่งนายสมคิดยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวเลย ซึ่งในที่ประชุม ครม.ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องยุบสภาเลย
นายวิษณุยังกล่าวถึงกระแสมีรายชื่อ ครม.ใหม่เรียบร้อยแล้วว่า ไม่ทราบเลย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องดังกล่าว และไม่จำเป็นต้องมาพูดคุย เป็นเรื่องที่นายกฯ พิจารณาเพียงคนเดียวได้ ส่วนการตรวจสอบคุณสมบัติ เป็นขั้นตอนทางธุรการของทางเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่ทราบจริงๆ
ด้าน พล.อ.ประวิตรวงษ์ สุวรรณ  รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวถึงกรณีนายชัยวุฒิว่า เป็นความคิดของคนคน เดียว เป็นเรื่องภายในพรรคต้องพูดคุยกัน โดยเป็นเรื่องของคนคน เดียวที่คิด โดยไม่จำเป็นต้องเคลียร์อะไร เขาไม่ได้ตะเ?พิด? สื่อใช้คำพูดมากเกินไป ทำให้คนโกรธกัน ในข้อเท็จจริงคือเขาไม่เข้าใจ นายชัยวุฒิเข้าใจว่านายสม?คิด?จะไปยุบสภา และทำให้เขาไม่มีงานทำและตกงาน ซึ่งส่วนตัวได้บอกเขาแล้ว ไม่เป็นไรหรอก เป็นเรื่องภายในพรรค เขาแค่กลัวตกงานเท่านั้น และเรื่องนี้นายสมคิดเข้าใจดี
     เมื่อถามถึงตำแหน่งรัฐมนตรีของ 4 กุมาร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ต้องไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ เพราะไม่ทราบ ส่วนในพรรคนั้น ต้องแล้วแต่ที่ประชุมพรรค
พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงการไม่ได้ไปประชุมพรรคเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. จนมีข่าวลือว่าป่วย ว่าทำไม ป่วยไม่ได้หรืออย่างไร แต่ก็ไม่เป็นไร ส่วนจะเข้าพรรคเมื่อไหร่ เดี๋ยวว่างก็จะเข้าไปเอง
    มีรายงานข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า หลัง พล.อ.ประวิตรปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นที่ทำเนียบรัฐบาล ได้เดินทางไปยังที่ทำการพรรค และเรียกประชุมแกนนำและกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเป็นการภายใน ทั้งนี้ การเรียกประชุมดังกล่าวเพื่อซักซ้อมข้อมูลและเตรียมความพร้อม ส.ส.ในสัปดาห์หน้า รวมทั้งกำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจาก กก.บห.ชุดเดิมสิ้นสภาพ และมีการตั้ง กก.บห.ชุดใหม่ จึงทำให้ต้องคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่ โดยจะมาจาก กก.บห. 4 คน และตัวแทนสมาชิกพรรค 7 คน รวมเป็น 11 คน โดยคณะกรรมการสรรหาฯ ชุดนี้จะทำหน้าที่ครั้งแรกในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสมุทรปราการ เขต 5 หลังนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก อดีต ส.ส.พรรค พปชร. ถูกคำพิพากษาศาลฎีกาสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยได้กำหนดวันประชุมใหญ่วิสามัญพรรคในวันที่ 10 ก.ค. ณ ที่ทำการพรรค  
    “ขอให้ทุกคนรักกัน มีความสามัคคีกัน ไม่มีการแบ่งกลุ่ม เป็นหนึ่งเดียว และให้ยึดถือกฎระเบียบเพื่อให้พรรคเติบโตไปในวันข้างหน้า และต้องทำงานสนับสนุนการทำงานรัฐบาล ที่สำคัญต้องระมัดระวังและต้องรักษาภาพพจน์ของพรรคและรัฐบาล เนื่องจากพรรคเป็นแกนนำรัฐบาล ขอให้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ” รายงานข่าวระบุถึงคำกล่าวของ พล.อ.ประวิตรที่ย้ำกับ กก.บห. โดยการหารือครั้งนี้กลับไม่ได้มีการพิจารณาแต่งตั้งตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค 9 คนแต่อย่างใด
    วันเดียวกัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคำร้องที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งความเห็นของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน 57 คน ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) หรือในกรณีว่าการนายสิระเดินทางลงไปตรวจสอบพื้นที่การก่อสร้างคอนโดมิเนียม เมื่อวันที่ 18-19 ส.ค.2562 ที่ จ.ภูเก็ต และได้แสดงพฤติกรรมและใช้วาจาไม่เหมาะสมกับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.กะรน ผู้บริหารเทศบาลตำบลกะรน
มติ 7:1 สิระได้ไปต่อ
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7:1 เห็นว่าการกระทำของนายสิระยังไม่เข้าลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ ส.ส.หรือสถานะก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รับถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185 (1) จนเป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง
    “ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสิระให้การยอมรับว่าได้ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อตรวจสอบ และได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ประเทืองตามที่ร้องจริง แม้จะไม่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการกระทำมี 2 กรณี คือ 1.พูดจาไม่เหมาะสมกับ พ.ต.ท.ประเทือง และ 2.กรณีไม่จัดเจ้าหน้าที่มาดูแลรักษาความปลอดภัยนายสิระ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของนายสิระเป็นเพียงต้องการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย การแสดงพฤติกรรมและการใช้ถ้อยคำของนายสิระนั้นเป็นเพียงการไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของ พ.ต.ท.ประเทืองเท่านั้น ส่วนการพูดจาต่อนายกเทศมนตรีและผู้บริหารเทศบาล ต.กระรน ก็เป็นเพียงการสอบถามข้อมูล และรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายกับการก่อสร้างอาคารชุดดังกล่าว เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด จึงยังฟังไม่ได้ว่านายสิระใช้สถานะหรือตำแหน่งก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 185(1)”
    อย่างไรก็ดี พฤติการณ์ของนายสิระในการแสดงท่าทางและการใช้ถ้อยคำต่อ พ.ต.ท.ประเทือง นายกเทศมนตรี และผู้บริหารเทศบาล ต.กระรนนั้น หากบุคคลใดเห็นว่าพฤติกรรมไม่สุภาพ ไม่เหมาะสม ต่อสถานะหรือตำแหน่ง ส.ส. บุคคลนั้นย่อมดำเนินการได้ตามที่รัฐธรรมนูญกฎหมาย หรือข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของ ส.ส.และกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และมาตรมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ซึ่งใช้บังคับกับ ส.ส.ด้วย
    ด้านนายสิระกล่าวภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยว่า ขอบคุณศาลที่ยังให้เป็น ส.ส.อยู่ และจะนำไปปรับปรุงและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศให้มากที่สุด โดยศาลวิจิฉัยว่าการเป็น ส.ส.ของปวงชนชาวไทย ทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อประโยชน์ของประชาชนและรัฐ ทำที่ไหนก็ได้ และที่บอกว่าเป็น ส.ส.ของเขตหลักสี่ ไม่ใช่ ส.ส.ของภูเก็ต ต้องเข้าใจแล้วว่าเป็น ส.ส.ของปวงชนชาวไทย ไม่ใช่ ส.ส.เฉพาะเขต ส่วนเรื่องที่ผู้ร้องเรียนถือว่าเราก็เป็นนิติบัญญัติเหมือนกัน เป็น ส.ส.เหมือนกัน การที่จะร้องอะไรก็ต้องรับผลตามมา ดูว่าผู้ถูกร้องได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ มีการเซ็นชื่อกันกว่า 50 คน ได้อ่านคำร้องหรือไม่ เบื้องต้นได้ให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าความผิดของผู้ร้องมีอะไรบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานในการเซ็นชื่อร้องโดยที่ไม่สอบข้อเท็จจริง
“ถือว่าวันนี้ได้ทำประโยชน์กับประเทศ คอนโดฯ ที่ได้ลงพื้นที่ใน จ.ภูเก็ต ก็ได้ถูกระงับการก่อสร้าง ก็รออีกนิดหนึ่งว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งตามคำสั่งตามศาลปกครองชั้นต้นหรือไม่ ที่ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้งนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ต้องรับผิดชอบ”
นายสิระย้ำว่า ถ้าพบว่าผู้ร้องมีเจตนาหรือความผิดสำเร็จตามมาตรา 157 ผมจะดำเนินคดีกับผู้ที่ลงรายชื่อทั้งหมด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างกับ ส.ส.ที่ใช่ว่าจะร้องใครก็ร้อง และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เราเป็นนิติบัญญัติ ออกกฎหมายให้คนทั้งประเทศใช้ ฉะนั้น ส.ส.ต้องรับผิดชอบต่อตัวท่านเองด้วย มิฉะนั้นประชาชนจะให้ความเชื่อถือได้อย่างไร งานนี้ถ้าพบความผิดจริงเอาคืนแน่ ไม่ใช่เรื่องการจองเวรจองกรรม แต่เป็นเยี่ยงอย่างไม่ให้ไปกระทำกับรายต่อไป ไม่ว่าท่านนั้นจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
ตีตกคำร้องบี้ธรรมนัส
นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ออกเอกสารข่าวกรณีนายชวนส่งคำร้องของ 54 ส.ส. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) ประกอบมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสามหรือไม่นั้น ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารแล้วเห็นว่า แม้ ส.ส. 54 คน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ส. เข้าชื่อร้องต่อประธาน ส.ส. ขอให้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่นั้น นอกจากพิจารณากระบวนการการส่งคำร้องแล้ว ยังต้องพิจารณาเนื้อหาของคำร้องก่อนส่งมายังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีกระบวนการกลั่นกรองข้อมูลก่อนมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ ร.อ.ธรรมนัส
    โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อเท็จจริงตามคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องแล้วเห็นว่า การที่ภริยาของ ร.อ.ธรรมนัส ถือหุ้นในบริษัท ตลาดคลองเตย (2551) จํากัด และบริษัททําสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามที่กล่าวอ้างในคําร้อง ไม่มีลักษณะเป็นการเข้าทําสัญญาอันเป็นการผูกขาดตัดตอน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม มูลกรณีไม่ต้องด้วยเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (7) ที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ได้ จึงมีคําสั่งไม่รับคําร้องนี้ไว้พิจารณา
    ร.อ.ธรรมนัสกล่าวภายหลังทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า หากถามว่ารู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกดีใจ หลังจากนี้ก็จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยไม่มีอะไรมาติดขัด และยังไม่ได้มีการรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในพรรคทราบ เพราะเพิ่งเลิกจากการร่วมประชุมที่กระทรวง.

 

 


เฮ้อ..... ปลงสังขารตัวเองน่ะครับ! เห็น "เด็กส้ม" ในเข่งธนาธรกับ "เด็กแดง" ในเข่งทักษิณ หลอมเป็น "ม็อบล้มเจ้า" เกิดผลิตภัณฑ์ "รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว"

ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'
'เผาหลอก-เผาจริง' ร่าง รธน.