จากแม่กลองถึงทะเลเอเดรียติก


เพิ่มเพื่อน    

 

 

     ตลาดน้ำท่าคาในวันอาทิตย์คึกคักกว่าวันเสาร์ดังที่ได้คาดไว้ คนนอกพื้นที่โดยเฉพาะจากกรุงเทพฯ มักเดินทางมาถึงสมุทรสงครามในเย็นวันเสาร์นอนค้างในโรงแรม รีสอร์ต หรือเกสต์เฮาส์ที่ไหนสักแห่ง แล้วจึงขับรถมายังตลาดน้ำท่าคาในเช้าวันอาทิตย์ ชาวจักรยานก็มีมากกว่าวันเสาร์อยู่หลายคณะ


หนูน้อยกับเรือดุ๊กดิ๊ก เรือของเล่นทำจากกาบมะพร้าว ลุงคนขายแนะวิธีเล่นอยู่ข้างๆ ภาพน่ารักริมแม่น้ำท่าคา จังหวัดสมุทรสงคราม

            เพลงมนต์รักท่าคา เสียงร้องของคุณจิ๊บ สาวหล่อจากสุราษฎร์ธานี กล่อมอารมณ์ผู้มาเยือนผ่านลำโพงร้าน “นิทานกาแฟ” อยู่ทุกเช้าในวันที่มีตลาดน้ำ ผมฮัมเพลงตามขณะกินมื้อเช้าไข่กระทะและกาแฟดริปของร้าน คงจะมีเพียงเพลงนี้เพลงเดียวที่ไม่เคยเข้าห้องอัดและถูกโปรโมตผ่านระบบของค่ายเพลง แต่ผมดันจำเนื้อเพลงได้

            ใช้ ศุภเศรษฐอนันต์ หรือ “ใช้ ดอนคิง” ชาวไทยและชาวเอเชียคนแรกที่ประสบความสำเร็จขี่มอเตอร์ไซค์ลุยเดี่ยวเที่ยวรอบโลก เป็นเจ้าของร้านนิทานกาแฟริมแม่น้ำท่าคา และ “นิทานคำกลอน” บ้านพักที่ตั้งอยู่ใกล้กัน นิทานคำกลอนเป็นบ้านไม้โบราณที่รื้อย้ายมาประกอบใหม่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ งานศิลปะ และคำกลอน เข้ากับความเก่าแก่ของตลาดน้ำท่าคา ความจริงพื้นที่ตลาดบนฝั่งก็เป็นของเฮียใช้แกนั่นแหละ ซื้อมาราวสิบปีก่อนแล้วก็บริหารโดยสืบสานความดั้งเดิมให้เป็นระบบมากขึ้น

            เวลาเที่ยงกว่าๆ ผมลาเฮียใช้ออกไปรอรถสองแถว ยังตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาดว่าจะไปตลาดน้ำดำเนินสะดวกหรือเข้าแม่กลอง (ตัวเมืองสมุทรสงคราม) เพื่อหารถไปตัวจังหวัดราชบุรีแล้วค้างคืนที่นั่นก่อนเดินทางต่อไปประจวบคีรีขันธ์ มีคนให้ข้อมูลว่าตลาดน้ำดำเนินสะดวกเปิดจนถึงบ่ายแก่ๆ และเปิดทุกวัน

            รถสองแถวผ่านมาแค่ชั่วโมงละคัน และผมก็รออยู่เกือบ 1 ชั่วโมงรถก็บีบแตรวิ่งชะลอเมื่อผ่านย่านตลาดน้ำท่าคา ผมเป็นผู้โดยสารคนแรก รถวิ่งออกไปจากตลาดได้ราว 2 กิโลเมตร ครึ่งทางก่อนจะถึงถนนใหญ่ (เส้นสมุทรสงคราม-บางแพ) ล้วงกระเป๋าไม่เจอกล้องถ่ายรูป เห็นว่าไม่มีผู้โดยสารท่านอื่นจึงเคาะกระจกหลัง ลุงโชเฟอร์จอดผมก็ลงไปปรึกษาว่าลืมของ ควรจะรอรถคันใหม่ที่เข้าตลาดน้ำท่าคา หรือจ้างลุงกลับเข้าไปดี แกบอกว่า “ขึ้นมาสิ เดี๋ยวขับกลับไปให้”


รถสองแถวใหญ่รอให้บริการอยู่บริเวณตัวอำเภอดำเนินสะดวก

            กล้องถ่ายรูปมิเรอร์เลสธรรมดาอายุ 3 ปีกว่าวางอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอน ห้องพักยังไม่มีใครเข้าไปรื้อหรือทำความสะอาด ผมหยิบกล้องออกมาแล้วเจอเฮียใช้อยู่แถวนั้นได้ลาอีกรอบ แกพูดว่า “มึงลืมกล้องเนี่ยนะ” ความหมายเป็นนัยก็คือหากคนเดินทางจะลืมอะไร กล้องถ่ายรูปควรเป็นสิ่งสุดท้าย

            ผมขอลุงโชเฟอร์นั่งหน้าเพราะรู้สึกเมารถตั้งแต่ช่วงขึ้นรถใหม่ๆ เนื่องจากเปิดอ่านข้อความในโทรศัพท์ขณะรถเลี้ยวหลายครั้ง ต้องสารภาพว่าผมมีอาการแฮงก์โอเวอร์จากเมื่อคืนอยู่นิดๆ และคนที่แฮงก์โอเวอร์หากเผลอไปอ่านโทรศัพท์ขณะรถวิ่ง ช่วงเวลาอาจนานหรือไม่นานขึ้นอยู่กับบางคนและอีกบางปัจจัย อาการเมารถก็มักจะเกิดตามมา

            นั่งคุยกับลุงโชเฟอร์จนถึงถนนใหญ่ หากจะไปตลาดน้ำดำเนินสะดวกผมก็ควรลงรถแล้วข้ามสะพานลอยไปรอรถอีกฝั่ง ตลาดน้ำดำเนินสะดวกอยู่ห่างออกไปราวสิบกิโลเมตร แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ลุงโชเฟอร์แนะนำว่าให้นั่งไปจนถึงแม่กลองแล้วค่อยหารถไปตลาดน้ำดำเนินสะดวกจากที่นั่นแม้จะย้อนกลับมาทางเดิมอีกประมาณ 10 กิโลเมตร แต่หากเปลี่ยนใจจะไปราชบุรี จากตัวเมืองแม่กลองผมก็สามารถเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังถนนพระราม 2 แล้วดักรถหลากหลายประเภทเพื่อเดินทางไปตัวเมืองราชบุรีได้

            ถึงตัวเมืองแม่กลองผมยื่นเงินให้ลุง 100 บาท จากค่ารถปกติ 40 บาท บอกแกว่าไม่ต้องทอน ค่าที่ช่วยขับกลับไปเอากล้อง แกว่า “ไม่ถึงหรอกร้อยนึง ลุงคิดเพิ่ม 20 บาทก็พอ” เมื่อเป็นดังนี้ผมก็ต้องรับเงินทอน 40 บาทใส่กระเป๋า อาการเมารถเกือบหายดีแล้ว เลือกที่จะไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก มีรถตู้จากกรุงเทพฯ ผ่านมาก็ขึ้นไป ถึงตัวอำเภอดำเนินสะดวกแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 20 บาทเข้าไปยังตลาดน้ำ พบว่าเรือแม่ค้าเหลืออยู่เพียงไม่กี่ลำตอนเวลาบ่าย 2 ครึ่ง รถโดยสารจากดำเนินสะดวกเข้าตัวเมืองราชบุรีไม่มีแล้ว มอเตอร์ไซค์ให้เบอร์โทรไว้ เผื่อผมต้องการจะเหมาเข้าราชบุรีที่อยู่ห่างออกไป 21-22 กิโลเมตร แต่ผมยังดื้อเข้าพักที่โรงแรมใกล้ๆ ตลาดน้ำ ด้วยหวังว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้เห็นกิจการและกิจกรรมตลาดน้ำแห่งแรกของประเทศไทย


เช้าวันจันทร์ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก วิถีพระดำเนินต่อไป ส่วนวิถีค้าขายยังไม่กลับมา

            ตื่นเช้าอีกวันซึ่งเป็นวันจันทร์ เงียบงันกว่าเย็นวันอาทิตย์เสียอีก แม่ค้าร้านอาหารตามสั่งบอกว่าปกติวันธรรมดาจะมีกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติ พอมีโควิด-19 แม้ตลาดจะไม่ปิด แต่ไร้เงาทั้งคนซื้อและคนขายไปโดยปริยาย ส่วนวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่เพิ่งกลับมาเปิดได้ไม่นานมีคนไทยมาเที่ยวบ้าง วันธรรมดาคนไทยไม่มีเป็นปกติอยู่แล้ว เป็นอันว่าผมคิดผิด ควรจะเหมามอเตอร์ไซค์เข้าตัวเมืองราชบุรีตั้งแต่เมื่อเย็นวาน

            ตอนเที่ยงเช็กเอาต์แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างออกไปยังถนนใหญ่เส้นสมุทรสงคราม-บางแพ ทราบความจริงว่ารถที่จะเข้าตัวเมืองราชบุรีมีเฉพาะตอนเช้า เวลานี้มีแต่รถสองแถวไปลงที่สี่แยกบางแพ เท่ากับอ้อมไปยี่สิบกว่ากิโลเมตร ถึงแยกบางแพนั่งรถมินิบัสที่วิ่งมาจากกรุงเทพฯ ไปลงที่ห้างบิ๊กซี ราชบุรี จากบิ๊กซีผมต้องนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าตลาดราชบุรี แวะเข้าไปกินมื้อเที่ยงในบิ๊กซีแค่แป๊บเดียว ออกมาฝนตกหนักและตกยาวจนถึง 4 โมงกว่าๆ จึงซาลง ที่หน้าบิ๊กซีมอเตอร์ไซค์รับจ้างหลบฝนหายไปหมด ตัดสินใจออกเดินจากบิ๊กซีเพื่อข้ามสะพานธนะรัชต์ไปยังตลาดราชบุรี อีกฝั่งของแม่น้ำแม่กลองระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร พอผมเริ่มเดินไปได้ไม่เท่าไหร่มอเตอร์ไซค์ก็ผ่านมา จึงกวักมือเรียกใช้บริการ

            มอเตอร์ไซค์ส่งที่หน้าโรงแรมบนถนนไกรเพชร โรงแรมเก่าแก่ค่าห้อง 420 บาทเท่านั้น ผมเก็บกระเป๋าแล้วเดินไปยังพิพิธภัณฑสถานราชบุรีบนถนนวรเดช ริมแม่น้ำแม่กลอง แต่ลืมไปว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์หยุดทำการ (ที่นี่หยุดจันทร์และอังคาร) ใกล้ๆ กันเป็นหอศิลป์ร่วมสมัยในอาคารไม้โบราณ “เถ้า ฮง ไถ่ ดีคุ้น” มีลักษณะกึ่งคาเฟ่ แต่ปิดไปแล้วก่อนผมมาถึงไม่กี่นาที จึงพลาดทั้งหมด ตลาดเก่าโคยกี๊บนคันตลิ่งริมน้ำแม่กลองก็เปิดเฉพาะศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ได้แต่เดินเข้าตลาดสนามหญ้า กินมื้อเย็นก่อนเวลา แล้วเดินชมเมืองไปจนถึงหอนาฬิกาหน้าโรงพยาบาลราชบุรี


กิจกรรมยามเย็นริมน้ำแม่กลอง ตัวเมืองราชบุรี

            จากนั้นเดินต่อไปบนถนนคฑาธรจนถึงสถานีรถไฟ เช็กตารางเวลารถเพื่อเดินทางต่อไปยังประจวบคีรีขันธ์ในวันรุ่งขึ้น มีแค่ขบวนรถเที่ยว 09.46 น. และ 15.32 น. ในช่วงโควิด-19 รถไฟให้บริการวันละไม่กี่เที่ยว เล็งเที่ยวเช้าไว้ (ไม่เปิดให้จองล่วงหน้า) แล้วเดินไปบนถนนรถไฟมุ่งหน้าสะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง สะพานข้ามของรถไฟคือสะพานจุฬาลงกรณ์ ส่วนสะพานรถยนต์คือสะพานธนะรัชต์ แต่ผมเลี้ยวซ้ายไปบนถนนวรเดช เดินไปจนถึงอาคารท่าเทียบเรือเทศบาลเมืองราชบุรีที่เปิดเป็นซุ้มศาลาให้บริการทั้งคืน มีเซตภาพถ่ายเก่าๆ ในสมัยที่ท่าเรือยังคึกคัก หนังสือจำนวนมากตั้งให้อ่านอยู่แน่นชั้นวาง เจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง จึงเป็นจุดเฝ้าระวังความปลอดภัยไปในตัว

            เช้าวันต่อมาหาของกินแถวๆ ตลาดราชพัสดุแล้วเช็กเอาต์เดินไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังสถานีรถไฟ เจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกว่ารถมาช้าประมาณ 10 นาที เอาเข้าจริงมาช้า 20 นาที ขณะวิ่งไปก็สายเรื่อยๆ ผมงัดนวนิยายเรื่อง After Dark ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” ที่ซื้อจากร้านหนังสือในห้างบิ๊กซีราชบุรีออกมาอ่าน เด็กหญิงนั่งตรงข้ามวัยสี่-ห้าขวบแสดงสีหน้าสีตาแปลกใจให้กับคนอ่านหนังสืออยู่หลายวินาทีแล้วเธอก็ก้มหน้าก้มตาจดจ่อจอมือถือต่อไป มือถือของเธอส่งเสียงเกมสลับกับเสียงเพลงจากมิวสิกวิดีโออยู่ตลอดเวลา

            ขบวนรถไฟที่สวนมาแทบไม่มี ขบวนแซงก็ไม่เห็น ในช่วงโควิดมีขบวนรถวิ่งน้อยเต็มที แม้วันนี้ 30 มิถุนายนก็ยังหร็อมแหร็ม แต่รถไฟขบวน 255 (ธนบุรี-หลังสวน) ช้าขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สามารถทำความเข้าใจได้ ยังดีที่พอผ่านปราณบุรีก็มีแนวเขาสามร้อยยอดทางฝั่งซ้ายมือให้มอง ฝั่งขวาเป็นท้องนาสีเขียวแซมด้วยต้นตาล มอบความสบายตาต่อเนื่องมาตั้งแต่เพชรบุรีแล้ว เมื่อรถไฟวิ่งผ่านสถานีกุยบุรีถึงสถานีบ่อนอกแนวเขาสามร้อยยอดทางซ้ายมือหายไป ชายทะเลในระยะไม่ถึงร้อยเมตรเข้ามาแทน รถไฟวิ่งเลียบหาดระยะทางยาวหลายกิโลเมตร รู้สึกเพลิดเพลินจนต้องเก็บมูราคามิเข้ากระเป๋า กระทั่งรถไฟวิ่งผ่านเขาช่องกระจก ตัวหนังสือ “เมืองสามอ่าว” ปรากฏเด่นอยู่บนนั้น แล้วม้าเหล็กชราก็เข้าจอดที่สถานีประจวบคีรีขันธ์เวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง ช้ากว่ากำหนด 2 ชั่วโมง

            ลงจากรถแล้วกวาดสายตามองหาจนเจอเพื่อนรุ่นน้อง หนุ่มคนนี้มีชื่อว่า “โกแบง” เมื่อช่วงโควิดระบาดรุนแรงที่สุดจนไม่มีใครไว้ใจใคร โกแบงได้ทำหน้าที่เจ้าบ้านต้อนรับขับสู้ชาวต่างชาติไว้อย่างดียิ่งกว่าอังศุมาลินมอบไมตรีให้กับทหารญี่ปุ่น เมื่อถึงบ้านผมก็บังคับให้เขาเล่าเหตุการณ์

อาคารหอศิลป์ร่วมสมัย “เถ้า ฮง ไถ่ ดีคุ้น” หอศิลป์แห่งแรกในจังหวัดราชบุรี

            ปลายมีนาคมที่ผ่านมา โกแบงได้รับการติดต่อจากนิโกลาส์-เพื่อนสนิทชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งเคยให้ที่อยู่และข้าวปลาอาหารแก่โกแบงคราวที่เขาไปเที่ยวฝรั่งเศสเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบันนิโกลาส์ทำงานอยู่ที่ออสเตรเลียกับแฟนสาว เช่าบ้านหลังใหญ่โตโดยมีสาวอิตาเลียน 2 นางมาขอแชร์ที่พักด้วยก่อนที่สองสาวอิตาเลียนจะเดินทางมาเมืองไทยก่อนโควิดระบาด พวกเธอไปกัมพูชาแล้วกลับมาเชียงใหม่ จากนั้นเริ่มไม่มีโรงแรมหรือเกสต์เฮาส์ยินดีให้เข้าพัก สุดท้ายต้องติดต่อนิโกลาส์ ถามว่ามีเพื่อนคนไทยที่พอจะให้ที่ซุกหัวนอนเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงยากลำบากนี้บ้างไหม เรื่องก็มาตกอยู่ที่โกแบงนับแต่นั้น

            สองสาวอิตาเลียนเดินทางจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ แล้วต่อรถมาที่ประจวบฯ โกแบงไปรับแล้วนำตัวเข้าบ้านท่ามกลางสายตาหวาดผวาแกมตำหนิจากเพื่อนบ้าน ยิ่งเมื่อรู้ว่าสองสาวมาจากอิตาลีที่ในเวลานั้นตายกันเป็นเบือ คุณเธอทั้งสองมีนามสมมติว่าซิลเวียและอาเดรียนา อายุอานามแค่ 25-26 ปี ส่วนโกแบงของผมนั้นสามสิบต้นๆ สมาชิกอีกคนในบ้านคือแม่ของโกแบง อายุ 70 กว่า


พลบค่ำบนถนนไกรเพชร ตัวเมืองราชบุรี

            ซิลเวียชอบเล่นโยคะ ชอบดนตรี หุ่นดี หน้าตาดี และเป็นมังสวิรัติ ส่วนอาเดรียนาสนใจอ่านหนังสืออย่างเดียวและเป็นมังสวิรัติเช่นกัน แต่สวยสู้ซิลเวียไม่ได้ โกแบงเสี่ยงภัยพาสองสาวใส่หน้ากากมิดชิดไปเข้าห้างแมคโคร พวกเธอซื้ออาหารมาตุนไว้เต็มตู้เย็นขนาดยักษ์ ทั้งโกแบงและแม่มีฝีมือในการทำอาหาร หลังจาก 3 วันผ่านไปซิลเวียก็ออกจากการเป็นมังสวิรัติ ขณะที่อาเดรียนาศีลไม่แตก เธออยู่ได้ด้วยอะโวคาโดและนมเนยเป็นหลัก

            บ้านหลังนี้เป็นบ้านชั้นเดียว มี 2 ห้องนอน แม่ของโกแบงนอนห้องใหญ่ห้องประจำของแก สองสาวนอนในห้องโกแบง ส่วนโกแบงนอนกอดแมววิเชียรมาศพันธุ์ผสมในห้องรับแขก กิจวัตรประจำวันของชายหนึ่ง-หญิงสองเหมือนกันทุกวัน คือตื่นนอนกินมื้อเช้าแล้วก็ออกไปนั่งเล่นที่ชายคาอันร่มรื่นนอกบ้าน ซิลเวียขึ้นไปเล่นโยคะบนดาดฟ้าที่เจ้าของทำไว้สังสรรค์กับเพื่อนโดยเฉพาะ ตอนบ่ายเธอลงมาขยับแคร่ไม้ไผ่ออกนอกร่มไม้เพื่อจะได้นอนอาบแดด ตกเย็นฟังเพลงหรือไม่ก็ให้โกแบงเล่นกีตาร์เพื่อเธอจะได้ร้องเพลง (โกแบงบอกว่าเธออยากเป็นนักร้องอาชีพ) ทุกวันและเกือบตลอดเวลาเธอใส่แค่เสื้อยืดตัวบางและกางเกงในตัวจิ๋ว ส่วนอาเดรียนาอ่านหนังสือทั้งวัน ตกกลางคืนพวกเขาช่วยกันจิบสุราขาว แอลกอฮอล์ราคาถูกรสชาติแรง 3 คน 1 ขวดต่อคืน ไม่ขาดไม่เกิน


วิวเขาสามร้อยยอดในกรอบหน้าต่างรถไฟขบวน 255

            ผมแซวแม่ว่าได้ลูกสะใภ้ฝรั่งทีเดียว 2 คนเลยนะ แกว่าไม่ได้สักคนหนึ่ง คิดแล้วก็ยังเสียดาย ผมเชื่อเพราะเห็นพ้องกับสูตรของจอห์น แนช นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลที่กล่าวไว้ในหนังเรื่อง A Beautiful Mind ประมาณว่าหากจำนวนของผู้หญิงมากกว่าผู้ชายมันก็จะไม่ลงตัว กินแห้วกันหมดทุกฝ่าย แต่โกแบงเฉลยว่าคุณเธอทั้งสองกลิ่นตัวจัดจ้านจนจีบไม่ลง พวกเธอไม่นิยมการอาบน้ำ มันคงจะไม่เป็นไรหากว่าเป็นฤดูหนาวในยุโรป แต่เวลานั้นคือเดือนเมษายนในเมืองไทย แถมไม่ยอมใช้โรลออนอีกต่างหาก

            ทางบ้านของทั้งคู่พยายามเดินเรื่องให้ได้กลับอิตาลี แต่ดูแล้วพวกเธอไม่ได้อนาทรร้อนใจมากมายกับการได้พักผ่อนและกักตัวในคราวเดียวกัน ทั้งคู่ทำตามกฎเคร่งครัด ไม่ขอให้โกแบงพาออกไปชมอ่าวประจวบ อ่าวมะนาว อ่าวน้อย หรือที่ไหนๆ ทั้งสิ้น ในช่วงวันสงกรานต์ที่พวกสาวๆ กักตัวเกิน 2 สัปดาห์แล้วโกแบงนำเตียงยางมาเติมลมเติมน้ำกลายเป็นสระน้ำย่อมๆ จัดปาร์ตี้ในสระน้ำสบายใจ อีกทั้งได้ร่วมซึมซับสัมผัสประเพณีไทยรดน้ำดำหัวและขอพรจากแม่ของโกแบง


ถนนเลียบอ่าวประจวบในเวลาใกล้ค่ำ

            พวกเธออยู่มาได้ราว 20 วัน ทางสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทยก็ส่งรถยนต์มารับให้เข้ากรุงเทพฯ ไปพักกับเจ้าหน้าที่ทูตท่านหนึ่ง กว่าจะได้ขึ้นรถก็ร้องให้ร่ำลากับแม่และโกแบงอยู่หลายนาที อีกไม่กี่วันต่อมาพวกเธอบินกลับอิตาลี วิดีโอคอลมาจากบ้านที่อันโคนา เมืองริมทะเลเอเดรียติก ทั้งคู่ชักชวนให้โกแบงไปเที่ยวอิตาลีเมื่อภัยโควิดจบลง โกแบงคุยวิดีโอคอลกับซิลเวียหลายครั้งจนเห็นว่าบ้านของเธอไม่ใช่คฤหาสน์ แต่ขนาดเท่ากับปราสาทราชวัง

            ในบ้านหลังนั้นคงมีห้องอาบน้ำพร้อมอ่างใบโตที่เธอพอใจ.

แกลลอรี่


เชื่ออะไรผมอย่างได้มั้ย? คือผมจะบอกว่า..... เห็นความ "ดิบ-กระแดะ-ด้าน" ของนักเรียน-นักศึกษาใต้ปฏิบัติการล้างสมองของสามสัสแล้ว ไม่ต้องห่วงกันไปหรอกว่า เมื่อพวกนี้โตขึ้น จะเป็นผู้เข้ามากำหนดอนาคตประเทศ

ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ