ระบบกักตัวทูตอาจเป็นปัญหา หลังซูดาน อียิปต์ เขย่าระบบ สธ.


เพิ่มเพื่อน    

 

            สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยตอนนี้เริ่มซาลงไปตามลำดับ ไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศเป็นเวลานาน จึงทำให้รัฐบาลมีการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมต่างๆ ในทุกประเภท เรียกได้ว่าประเทศไทยในขณะนี้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ในขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของเชื้อภายนอกประเทศยังคงวิกฤติอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งทะลุถึง 13 ล้านคนไปแล้ว ในฝั่งของทวีปอเมริกาเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการเดินทางระหว่างประเทศตอนนี้จึงไม่น่าไว้วางใจ

            แต่การติดเชื้อในระลอกที่ 2 กำลังจะเกิดขึ้นจากกรณีเมื่อไม่นานมานี้ที่ชายชาวอียิปต์ซึ่งเดินทางมาไทย พบว่ามีเชื้อโควิด-19 โดยไทม์ไลน์ของชายดังกล่าวเริ่มเมื่อ 6 ก.ค.2563 เดินทางจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 7 ก.ค.2563 เดินทางจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังปากีสถาน 8 ก.ค.2563 เดินทางมาถึงสนามบินอู่ตะเภา เข้าพักที่โรงแรมแห่งในซึ่งเป็น State Quarantine ใน อ.เมืองระยอง 9 ก.ค.2563 ออกจากโรงแรมใน จ.ระยอง ไปสนามบินอู่ตะเภา เพื่อบินไปทำภารกิจทางการทหารที่เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน และกลับมาวันเดียวกัน เข้าพักที่โรงแรมแห่งเดิม 10 ก.ค.2563 หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อ (CDCU) อ.เมืองระยอง เข้าคัดกรองอาการคณะเดินทางและลูกเรือ เก็บตัวอย่างส่งตรวจทั้งคณะ 31 ราย 11 ก.ค.2563 คณะดังกล่าวเดินทางออกจากประเทศไทยกลับไปยังอียิปต์ ซึ่งขณะนั้นผลตรวจยังไม่ชัดเจน จึงส่งตรวจซ้ำ 12 ก.ค.2563 ผลออกมายืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19

            ที่สำคัญ ระหว่างสอบสวนโรคพบว่า ขณะที่ผู้ป่วยยังไม่ได้รับการตรวจสอบยืนยันผลการติดเชื้อ กลุ่มนี้มีการออกจากโรงแรมที่กักตัวไปสถานที่บางแห่งใน จ.ระยอง รวมถึงห้างสรรพสินค้าบางแห่งด้วย

            อีกกรณีเป็นเด็กหญิงอายุ 9 ปี เดินทางมาจากซูดานพร้อมกับครอบครัว รวม 5 คน ซึ่งเป็นคณะทูต โดยก่อนเดินทาง วันที่ 7 ก.ค. ได้ไปตรวจหาเชื้อแล้วแต่ไม่พบ เมื่อมาถึงไทยในวันที่ 10 ก.ค. ถึงสนามบิน ผลตรวจพบเชื้อ แต่กลับให้เข้าพักที่คอนโดฯ แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และหลังจากนั้นจึงส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในวันเดียวกัน

            ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ฝ่ายที่เชียร์และไม่เชียร์รัฐบาลต่างไม่พอใจ เพราะทุกคนต่างข้องใจว่าในเมื่อรัฐบาลได้เตือน ย้ำนักย้ำหนาว่าไม่ให้คนไทยการ์ดตก แต่ตัวเองก็การ์ดตกเสียเอง ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ

            อย่างที่เรารู้กันว่าเชื้อโควิดมีระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน นั่นหมายความว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ติดเชื้อได้แวะไปเยี่ยมเยียน ต้องเฝ้าระวังไปอย่างน้อยอีก 14 วัน กว่าจะพอมั่นใจได้ว่าตัวเองปลอดภัยจากเชื้อ โดยเฉพาะเคสระยองที่ผู้ติดเชื้อเดินทางไปห้างสรรพสินค้า ซึ่งระยองคือหนึ่งในเมืองท่องเที่ยว และใกล้กับเมืองท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางของคนไทยอย่างชลบุรี พัทยา จันทบุรี และตราด ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นเดือนที่มีวันหยุดยาว 4 วัน ที่ยอดจองโรงแรมแทบจะเต็ม 100% ที่ผู้ประกอบการรถตู้เตรียมตัวรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านอาหารเตรียมเมนูเด็ดไว้รอคนมากิน และหลายกิจการตั้งตารอให้เศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง ทั้งหมดนี้อาจไม่เกิดขึ้น หากปิดเมืองหรือถึงขั้นปิดประเทศอีกรอบ เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อจากเคสนี้จนกลายเป็น Super Spreader แบบที่เราเห็นจากต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน

            แต่เมื่อเปิดในกฎหมายระหว่างประเทศ โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันทางทูต พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายอนุวัตการของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางทูต ค.ศ.1961 สืบเนื่องจากประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว โดยข้อ 29 ระบุว่า ตัวบุคคลของตัวแทนทางทูตจะถูกละเมิดมิได้ ตัวแทนทางทูตจะไม่ถูกจับกุมหรือกักขังในรูปใด รัฐผู้รับจะปฏิบัติต่อตัวแทนทางทูตด้วยความเคารพตามสมควร และจะดำเนินการที่เหมาะสมทั้งมวลที่จะป้องกันการประทุษร้ายใดๆ ต่อตัวบุคคล เสรีภาพ หรือเกียรติของตัวแทนทางทูต

            แต่ในข้อ 41 ระบุว่า โดยไม่กระทบต่อเอกสิทธิและความคุ้มกันของตนเป็นหน้าที่ของบุคคลทั้งมวล ซึ่งอุปโภคเอกสิทธิและความคุ้มกันเช่นว่านี้ที่จะเคารพกฎหมายและข้อบังคับของรัฐผู้รับ บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ที่จะไม่แทรกสอดในกิจการภายในของรัฐนั้นด้วย

            ซึ่งปัญหาหลักอยู่ที่การควบคุมให้ทูตเข้า State quarantine ที่รัฐจัดให้ โดยกรณีนี้อดีตเอกอัครราชทูตไทย ได้ระบุว่า กรณี State quarantine ได้มีข้อตกลงตั้งแต่แรกหรือไม่ว่า นักการทูตต่างชาติต้องเข้าไป State quarantine ที่รัฐจัดให้ ถ้าเขียนไม่ชัดแจ้ง เขาก็เลี่ยงได้ว่า เขาขอเข้ากักตัวในพื้นที่ของเขาเอง ซึ่งเหมือนกรณีเดียวกับซูดานที่คอนโดฯ ห้องพักในข่าวเป็นสถานที่พักของสถานทูตที่ได้เช่าเอาไว้ ซึ่งคอนโดฯ เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่กลุ่มซูดานเข้าไปอยู่เท่านั้น แต่ห้องพักคอนโดฯ มีเป็นร้อย ทั้งคนไทยและต่างชาติ ต่างได้จับจองเข้าไปอยู่ แม้ห้องพักจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่พื้นที่ส่วนกลางเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีคนเดินไปมา ทำให้อาจจะมีผู้สัมผัสเสี่ยงอยู่ก็เป็นได้ ดังนั้นแม้กฎหมายจะไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด แต่ก็เป็นช่องโหว่ เพราะถ้าทุกคนไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ เข้า State quarantine ที่รัฐจัดให้ จะทำให้รัฐสามารถควบคุมโรคไม่ให้ออกไปสู่สังคมภายนอกได้

            ทั้งนี้ไม่มีใครรู้ว่าอีก 14 วันต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ ช่วยกันป้องกันตัวเองให้ดีที่สุด ใส่หน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือบ่อยๆ ไม่สัมผัสใบหน้า เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล เพราะนี่คืออย่างเดียวที่ประชาชนสามารถทำได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องปรับปรุงมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกในอนาคต เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นแล้ว จะส่งผลต่อคะแนนนิยมด้วยเช่นกัน จากสิ่งที่รัฐบาลได้พยายามให้ประชาชนช่วยกันเสียสละ อดทน ความพยายามเหล่านี้จะสูญเปล่าทันที.

วอชเชอร์

 


ไม่ใช่เรื่องเด็กๆ นะ ใส่หรือไม่ใส่ชุดนักเรียนเนี่ย....มันเรื่องของผู้ใหญ่เฮงซวยปั่นหัวเด็กต่างหาก มีคนบอกว่าอย่าไปห้ามเลย เพราะยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'