พท.ขย่ม'บิ๊กตู่'รีบจัดเลือกตั้งท้องถิ่นคืนอำนาจประชาชน


เพิ่มเพื่อน    

 

19 ก.ค.2563 ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ และหัวหน้าศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจและบริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากว่า 6 ปี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ องค์กรบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เมืองพัทยา และกทม. รวม 7,852 แห่ง ไม่ได้จัดการเลือกตั้งมาแล้วนานถึง 7-9 ปี ตัวแทนของประชาชนยังไม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ มีสาเหตุมาจากคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 1/2557 ลงวันที่ 5 ธ.ค. 2557 เรื่อง การได้มาซึ่งสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นเป็นการชั่วคราว ได้ออกคำสั่งให้ผู้บริหาร อปท. บางแห่งอยู่ต่อและบางแห่งก็แต่งตั้งผู้บริหารเข้ามาทำงานแทนคนเดิม เช่น ในส่วน กทม. คำสั่งดังกล่าวได้อ้างเหตุผลที่ไม่จัดการเลือกตั้งว่า เพราะสถานการณ์ยังไม่อาจจัดให้มีการเลือกตั้ง อปท. หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้โดยเรียบร้อย

แต่ปัจจุบันนี้ เวลาก็ได้ผ่านมานานมากแล้ว สถานการณ์ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ได้อ้าง ส่วนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมที่จะกำกับดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่น แล้วอะไรที่เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ถึงยังไม่มีมติกำหนดวันเลือกตั้ง หากยังยืดเยื้อโดยการอ้างด้วยเหตุผลเดิมก็คงเป็นเพียงการแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไปเท่านั้นเอง

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์กล่าวว่า นอกจากการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นการคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย เพราะการเลือกตั้งทุกครั้ง ทุกจังหวัดจะมีเงินสดหมุนเวียนสะพัดในระบบเศรษฐกิจ การเลือกตั้งในครั้ง กกต. ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5,000 ล้านบาท กทม. 240 ล้านบาท ในส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งประเทศใช้เงินเพื่อเป็นค่าจัดสัมมนา สื่อโฆษณา อาหาร บุคลากร รถยนต์หาเสียง น้ำมันสำหรับพาหนะ และอีกมากมาย 130,000 ล้านบาท เงินที่จะถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจจากการเลือกตั้งเป็นจำนวนรวมจากทุกภาคส่วนกว่า 136,040 ล้านบาทนี้จะถูกส่งตรงถึงกระเป๋าของประชาชนตัวเล็กตัวน้อย โดยการจ้างงานต่าง ๆ จะส่งผลให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่า การเลือกตั้งท้องถิ่นจึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน  จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นที่จะต้องจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 

โดยเฉพาะกทม. ควรเป็นพื้นที่นำร่องจัดการเลือกตั้ง เพราะ เป็นพื้นที่ที่มากปัญหาค่อนข้างมากที่รอการแก้ไขหลังการเลือกตั้ง เช่น 1.ปัญหาเศรษฐกิจ GDP ของเมืองหลวงไทยตกต่ำถึงขีดสุดในรอบ 20 ปี 2. ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง เมื่อฝนตกน้ำก็ยังท่วมขังทุกครั้ง แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ชาวกรุงต้องจำอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้  3.การจราจรติดขัดที่คนกรุงต้องพบเจอเป็นประจำ และยังคงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ระบบขนส่งมวลชนที่ยังไร้ประสิทธิภาพ ทำให้คนกรุงเลือกที่จะใช้รถส่วนบุคคล 1 คน ต่อรถยนต์ 1 คัน ผลที่ตามมา คือ ปัญหาการจราจรติดขัดที่เรื้อรังยากจะแก้ไข

4. ความเหลี่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้นทุกวัน โอกาสทางการศึกษาไม่ได้เข้าถึงเด็กทุกคน คนรวยได้เข้าถึงการศึกษาที่ดี ส่วนคนจนก็ไม่มีทางที่จะได้รับโอกาสนั้น และการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ยังไร้ประสิทธิภาพ หากดูจากผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment : PISA) ซึ่งการสอบนี้จะจัดสอบขึ้นทุก 3 ปี ในการสอบประจำปี 2018 เด็กไทยสอบตกทุกวิชา เพราะ ความฉลาดรู้ (Literacy) มีไม่มากเท่าที่ควร ขาดทักษะ การสอบนี้สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาไทยที่ยังรั้งท้ายอันดับ 13 ของโลก ไทยอยู่ที่อันดับ 66 จาก 79 ประเทศทั่วโลก

5. ปัญหายาเสพติดที่เพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง ทุกวันนี้ยาเสพติดหาซื้อได้ง่าย แถมยังราคาถูก 4 เม็ด 100 บาท ปัญหาต่าง ๆ อย่างการขโมย การทะเลาะวิวาท ก็ต่อแถวตามมาจากการเสพยาเสพติด

นอกจากปัญหาที่ได้กล่าวมาแล้ว ความต้องการของประชาชนยังมีอีกมาก จึงต้องการตัวแทนที่ประชาชนเป็นคนเลือกมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หาก พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจว่าตัวเองแน่พอและไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการคืนอำนาจกลับคืนสู่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการเลือกตั้งท้องถิ่น และถ้าหากยังผัดวันประกันพรุ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เอง จะมีแต่เสียคะแนน เสียความน่าเชื่อถือ เพราะประชาชนคิดว่าที่อยู่ เพียงอยากสืบทอดอำนาจของตัวเองไปวันๆ หรือไม่ และไม่มีเหตุผลใดที่จะยืดเวลาการเลือกตั้งอีกต่อไป ถึงเวลาที่ต้องคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนอีกครั้ง ให้คนที่ประชาชนไว้ใจขึ้นมาเป็นตัวแทนของพวกเขา เพราะตามหลักที่นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกเชื่อว่า ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นรูปแบบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์