‘บิ๊กตู่’ ดึงมืออาชีพ-คืนโควตา พปชร. ลดกระเพื่อม พรรคบริหารประเทศได้


เพิ่มเพื่อน    

    การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หลังการลาออกของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับ 3 กุมาร ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากความน่าสนใจของตัวบุคคลที่จะมาแทนที่แล้ว ยังรวมไปถึงลักษณะการปรับ

            ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมองว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้น่าจะเป็นการปรับใหญ่ หลังรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศผ่าน 1 ปีแล้ว จึงน่าจะถือโอกาสเซตทีมใหม่

            หากแต่จากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น กลับจะเป็นการปรับเล็ก ไม่กี่ตำแหน่ง เพียงเพื่อต้องการจะทดแทนคนที่ขาดหายไปจำนวน 4 คน

            ขณะที่รัฐมนตรีในโควตาพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 7 คน ได้แก่ นายณัฐฏพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รมช.คมนาคม มีรายงานว่าจะไม่ถูกขยับเลย

            4 ตำแหน่งที่ว่างจากการลาออกของนายสมคิด และ 3 กุมารนั้น พล.อ.ประยุทธ์แสดงออกค่อนข้างชัดผ่านการให้สัมภาษณ์ว่า จำเป็นต้องมีมืออาชีพเข้ามา หรือเรียกว่า โควตานายกฯ

            นายปรีดี ดาวฉาย อดีตประธานสมาคมธนาคารไทย มีชื่อเป็น รมว.คลัง หลัง พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่า ได้มีการทาบทามไปแล้ว

            นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคม ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกคาดหมายว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รมว.พลังงาน หรือตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

            นั่นเท่ากับว่า จาก 4 ตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์คืนให้พรรคพลังประชารัฐเพียง 2 ตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท เป็นเต็งหนึ่งที่มีโอกาสสูงมากกว่าคนอื่น ในฐานะเลขาธิการพรรค

            รองลงมาคือ นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และรองหัวหน้าพรรค ที่มีความอาวุโสมากกว่านางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดต

            โดยในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่ 21 ก.ค. “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค จะนั่งเป็นประธานการประชุม เพื่อเสนอรายชื่อส่งไปให้ “บิ๊กตู่” พิจารณา

            ดูแล้วหากไม่มีอุบัติเหตุ หรือเรื่องที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจ นายอนุชาและนายสุชาติน่าจะสมหวัง หลังจากเฝ้ารอมานาน

            ขณะที่ นางนฤมล โอกาสเริ่มสูงขึ้น หลัง “บิ๊กป้อม” พยายามดึงเก้าอี้รัฐมนตรีในโควตาของพรรคชาติพัฒนาที่มีอยู่เพียง 3 เสียงคืน ซึ่งหลังมีข่าวออกไป ปรากฏว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ได้เดินตามแนวทางของนายสมคิดและ 3 กุมารด้วยการลาออก

            อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ต้องจับตาต่อไปหลังวันที่ 21 ก.ค. คือ คนที่พรรคพลังประชารัฐเสนอไปให้ “บิ๊กตู่” จะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีตามที่ตัวเองปรารถนาหรือไม่

            โดยมีรายงานว่า โผคณะรัฐมนตรีของพรรคเสนอให้นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โยกจาก รมว.อุตสาหกรรม ไปเป็น รมว.พลังงาน ตามที่ “บิ๊กป้อม” ให้สัญญาไว้ แล้วสลับเอานายอนุชามานั่งเป็น รมว.อุตสาหกรรมแทน ขณะที่เก้าอี้ของนายสุชาตินั้นมีการเสนอให้นำ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปแลกกับ รมว.แรงงาน ซึ่งเป็นโควตาของพรรครวมพลังประชาชาติไทย

            ส่วนนายไพรินทร์นั้น มีความพยายามจะให้ไปนั่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่เก่าของนายสมคิด หากแต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “บิ๊กตู่”

            จับท่าที “บิ๊กตู่” เอง กระทรวงพลังงานถือเป็นแหล่งขุมทรัพย์ที่ใครต่างถวิลหา จึงไม่อยากที่จะยกคืนให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะหวั่นจะเกิดเรื่องอื้อฉาว

            หาก “บิ๊กตู่” ไม่เอาด้วย เท่ากับนายสุริยะอาจได้นั่งที่เดิม ส่วนนายอนุชาอาจจะต้องไปนั่งเก้าอี้ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแทน เช่นเดียวกับนายสุชาติ หากปฏิบัติการแลกเก้าอี้ รมว.แรงงานไม่สำเร็จ ก็อาจจะถูกเอาไปวางในตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

            ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ต่างยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเก้าอี้เพิ่ม ขอแค่ไม่ถูกลด

            เหตุนี้ “บิ๊กตู่” จึงเลือกจะปรับเล็ก ส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมในแต่ละพรรคด้วย

            อย่างไรก็ดี การปรับครั้งนี้แม้จะมีมืออาชีพเข้ามา แต่ด้วยเศรษฐกิจอันมีผลกระทบจากโควิด-19 ส่อเค้าจะทรุดหนัก ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า หากสุดท้ายแล้วไปไม่ไหว หลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ผ่านสภาแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ทั้งหมด โดยเฉพาะการ “ยุบสภา”

            ยิ่งขณะนี้ฝ่ายต้านพยายามปลุกม็อบขึ้นเพื่อหาเงื่อนไขขับไล่รัฐบาล ถ้าดูแล้วไปต่อลำบากอาจมีการตัดสินใจยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่

            แล้วหากมองความเคลื่อนไหวของ “บิ๊กป้อม” หลังจากขึ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค มีการแบ่งภาคให้สมาชิกรับผิดชอบ จำนวน 9 ภาค 1 กทม. เหมือนโมเดลตำรวจ เพื่อเตรียมพร้อมหากมีการเลือกตั้ง

            นั่นแสดงว่า ฝ่ายพรรคพลังประชารัฐเองก็มีการเตรียมแผนสำรองและลู่ทางเอาไว้แล้วเหมือนกัน.


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'