วัคซีน..จำเป็นแค่ไหน??? เสริมภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัย


   


    ปัจุบันวัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว จึงมีคำถามว่า จำเป็นมากน้อยเพียงใดสำหรับการฉีดวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันให้กับผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัย
    นพ.ปิยะวัชร์ เตธวัช อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในวัยผู้สูงอายุ หากเกิดโรคติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรง และใช้เวลาในการรักษานาน การฉีดวัคซีนจึงเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อป้องกันโรคและลดค่าใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุขลงเมื่อเทียบกับที่คนไข้ต้องไปนอนในโรงพยาบาลนานๆ เมื่อป่วยแล้ว 
    จากข้อมูลของสถานเสาวภา สภากาชาดไทย พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุของประเทศไทยยังอยู่ในอัตราที่ไม่สูงมากนัก การรณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ได้ออกคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในปี พ.ศ.2557 โดยแบ่งวัคซีนเป็น 2 กลุ่มคือ


    1.วัคซีนที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรจะได้รับหากไม่มีข้อห้าม ได้แก่ 1.1) วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยอายุระหว่าง 19-64 ปีที่มีประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง และผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งจากโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 1.2) วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 1.3) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ในผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกไต รวมไปถึงผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาให้ในผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 1.4) วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โดยแนะนำให้ฉีดทุก 10 ปี 1.5) วัคซีนป้องกัน Human Papillomavirus (HPV) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยแนะนำให้ฉีดในสตรีอายุ 9-26 ปี 
    2.วัคซีนที่อาจพิจารณาให้ตามความเสี่ยงหรือโรคประจำตัวของผู้ป่วย ได้แก่ 2.1) วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ในผู้ป่วยอายุระหว่าง 19-64 ปีที่มีโรคหัวใจ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และผู้เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง 2.2) วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ในรายที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคและมีโอกาสสัมผัสเชื้อ เช่น ครูหรือผู้ที่เลี้ยงเด็กเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่ทราบหรือไม่เคยมีประวัติเคยเป็นมาก่อน ควรตรวจหาภูมิคุ้มกันโรคอีสุกอีใสก่อนได้รับวัคซีน 2.3) วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคงูสวัด และช่วยลดความรุนแรงของอาการงูสวัดได้หากเป็นโรค 2.4) วัคซีนป้องกัน Human Papillomavirus (HPV) ในชายอายุ 19-26 ปี โดยเฉพาะกลุ่มชายรักร่วมเพศ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งบริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ 2.5) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ โดยเฉพาะในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น 2.6) วัคซีนป้องกันไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปยังไปพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย หรือผู้ที่จะเดินทางไปอยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบชุกชุม
    การป้องกันก่อนเกิดโรคถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ทั้งยังช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น วัคซีนดังที่กล่าวมาเป็นเพียงบางส่วนของวัคซีนที่สามารถฉีดเพื่อช่วยป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการฉีด เพื่อรับการสอบถามประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และรับคำแนะนำเกี่ยวกับข้อบ่งชี้และข้อห้ามของวัคซีนแต่ละตัว เพื่อให้ได้รับประโยชน์และความปลอดภัยจากการฉีดวัคซีนอย่างแท้จริง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกวัคซีน รพ.กรุงเทพ หรือ Call Center โทร.1719. 


เสียดาย...........วานซืน (๑๘ ก.ค.๖๑) ไม่ได้ดูถ่ายทอดสดรายการ "๑๓ หมูป่า ปะทะคำถามสื่อทั่วโลก"เพราะบังเอิญพี่หมอเดชา "นาวาโท นายแพทย์เดชา สุขารมณ์ ร.น." อดีต รมช.สาธารณสุข ท่านนัดล่วงหน้า จะพาไปกินหมูหัน

'แดงอีสาน' โดมิโนการเมือง
'กาแฟดำ' ในแดน 'ไทยโพสต์'
'ตำรวจรับใช้โจร' จะให้ทนหรือ?
'ปฏิรูประบบราชการ' ที่เกิดแล้ว
นอกถ้ำอาจอันตรายยิ่งกว่า!
เลือดเนื้อไทย"ผลิบาน"วันเลิกรา