ครม.2/2อยู่ขั้นตรวจสอบ ปัดข่าว‘บิ๊กป้อม’คุม‘ตร.’


เพิ่มเพื่อน    

  "บิ๊กตู่" ยังไม่ทูลเกล้าฯ ถวายโผ ครม. ชี้อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบและยังไม่เห็นหนังสือลาออกนฤมล สยบข่าว "บิ๊กป้อม" รีเทิร์นคุมตำรวจ หัก "โจ๊ก" ลั่นอยู่ในความรับผิดชอบ "บิ๊กแป๊ะ" ขณะ ปชป.แก้ลำปมเขย่า "คุณหญิงกัลยา" โยนผลโหวต ส.ส.ในพรรคชี้ขาด

    เมื่อวันศุกร์ เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวทูลเกล้าฯ ถวายโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ายังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งมีเวลาตามที่ตนวางไว้แล้ว อย่างที่เคยบอกคือทำให้ทัน และต้องนำเสนอให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ส่งไป
    ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังไม่เห็นเรื่อง ส่วนจะหาโฆษกรัฐบาลคนใหม่หรือไม่นั้น ยังไม่รู้
    เมื่อถามว่านายกฯ จะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเองหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ก็จำเป็นต้องดูในภาพรวม ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องเข้ามาช่วยดูสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่นั้น ตนเองก็ดูอยู่เหมือนเดิม
    เมื่อถามย้ำว่า มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตรจะมาดูตำรวจ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่มี ท่านก็ทำงานของท่านเยอะอยู่แล้ว ผมก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของท่าน”
    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นประธาน ก.ตร. ขณะนี้มีปัญหาระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับมาอีกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเสียงดังว่า “ผมฟัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบ”
    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่? 30 ก.ค. ที่มีกระแสข่าวว่านางนฤมล? ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าตลอดทั้งวันที่ 31 ก.ค. ผู้สื่อข่าวพยายามโทรศัพท์ติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการลาออกและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แต่นางนฤมลไม่รับสายผู้สื่อข่าวและไม่มีปฏิกิริยาตอบรับใดๆ? ขณะที่บุคคลใกล้ชิด รวมทั้งทีมงานหน้าห้องต่างไม่ทราบเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน
    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า? ขณะที่เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ในการแถลงข่าวมติการประชุมคณะรัฐมนตรีของนางนฤมล มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกับรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนตามปกติ แต่ภายหลังการแถลงข่าวผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกระแสข่าวที่มีชื่อไปดำรงตำแหน่ง? รมช.แรงงาน นางนฤมลไม่ได้หันมาตอบหรือพูดคุยกับผู้สื่อข่าวเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่าน แต่รีบเดินขึ้นรถออกจากทำเนียบรัฐบาลในทันที และยังไม่มีใครพบเห็นว่ากลับเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลแต่อย่างใด
ปชป.ปัดปลดคุณหญิงกัลยา
    วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการทูลเกล้าฯ  ถวายรายชื่อรัฐมนตรีชุดใหม่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวจริงหรือไม่ แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีกระแสข่าวจะปรับคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงคนเดียวนั้น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
    นายเทพไทกล่าวต่อว่า น่าจะเป็นเพียงการปล่อยข่าวหรือการโยนหินถามทางมากกว่า ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อคุณหญิงกัลยา เพราะการจะปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ออกจากตำแหน่ง จะต้องมีการประเมินผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคน ตามข้อตกลงของที่ประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีกับ ส.ส.ของพรรคที่เกาะเสม็ด ซึ่งได้กำหนดไว้ชัดเจนให้มีการประเมินผลงานรัฐมนตรีภายในเวลา 2 สัปดาห์ และบัดนี้ได้ครบตามกำหนดที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ได้รับปากไว้แล้ว เพราะฉะนั้นในสัปดาห์นี้น่าจะมีคำตอบที่ชัดเจน
     นายเทพไทกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการประเมินผลงานของรัฐมนตรีทั้ง 7 คน ถ้ายังไม่สามารถประเมินผลได้ตามที่กำหนดไว้ ตนจะนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุม ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.นี้ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลาการปรับครม. ที่นายกฯ กำหนดเวลาไว้ภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องมีการประเมินผลงานรัฐมนตรีให้สอดคล้องกับการปรับ ครม.ในครั้งนี้ด้วย
       นายเทพไทกล่าวต่อว่า ส่วนการประเมินผลงานรัฐมนตรีของพรรค หากใช้วิธีการประเมินในรูปแบบคณะกรรมการ อาจจะทำให้เกิดความล้าช้าไป ไม่ทันต่อสถานการณ์การปรับ ครม.ในครั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมของทุกฝ่าย ตนจะเสนอให้รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 7 คน เสนอผลงานผ่านเอกสาร หนังสือสรุปผลงาน หรือคลิปผลงานต่อ ส.ส.ของพรรคทั้ง 52 คนได้พิจารณา ใช้ผลโหวตจาก ส.ส.ของพรรคเป็นผลการประเมิน ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการประเมิน หรือผลโพลของสำนักใดๆ เพราะการใช้เสียงโหวตจาก ส.ส.ของพรรคโหวตประเมินผลงานตรงประเด็นที่สุด เพราะ ส.ส.เป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรง
    "ถ้าหากรัฐมนตรีคนใดผ่านเสียงโหวตเกิน 50% ขึ้นไป ถือว่าสอบผ่าน สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไปได้ ถ้ารัฐมนตรีคนใดมีเสียงโหวตประเมินผลงานต่ำกว่า 50% ก็จะต้องปรับออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับรัฐมนตรีทั้ง 7 คน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อให้การประเมินผลงานรัฐมนตรี สอดคล้องกับการปรับ ครม.ที่นายกฯ กำลังจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็ควรจะเร่งรัดให้มีการประเมินผลงานรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดด้วย" นายเทพไท ระบุ
เอกชนจับตา ครม.เศรษฐกิจ
         นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าขณะนี้ยังไม่เห็นรายชื่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมา แต่จากรายชื่อที่มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนายปรีดี ดาวฉาย นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น ทางภาคเอกชนถือว่าพอใจ เพราะทั้ง 2 คนมีความรู้ในเรื่องของการทำงานเป็นอย่างดี มีความสามารถเป็นอย่างมาก และเข้าใจงานที่จะต้องทำหลังจากนี้ดี เพราะรู้ปัญหาของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาก่อน และเชื่อว่าจะสามารถเข้ามาสานงานต่อไปได้อย่างดี
    สืบเนื่องจากมีข้อกังวลว่าการปรับคณะรัฐมนตรีอาจมีผลต่อความต่อเนื่องของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสําคัญในอีอีซีมีความคืบหน้าไปมาก โดยมีสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นผู้ติดตามความก้าวหน้าการดําเนินงาน โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสําคัญได้ลงนามกับคู่สัญญาไปเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเดินหน้าต่ออย่างเดียวไม่ต้องมีข้อกังวลใดๆ ซึ่งรายละเอียด มีดังนี้
    1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินลงนามสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 24 ต.ค.2562 ปัจจุบันการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหน่วยงานเจ้าของสาธารณูปโภค อยู่ระหว่างเตรียมดําเนินการรื้อย้าย โดยรถไฟความเร็วสูงสายนี้ เข้าเชื่อมโยง 3 สนามบิน ยกระดับสนามบินอู่ตะเภา มาเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 อีก ทั้งเป็นการสร้างพื้นที่ต่อขยายของเมืองให้กับกรุงเทพฯ และพื้นที่อีอีซี (ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง)
    2.โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะ 3 ช่วงที่ 1 ลงนามสัญญาร่วมลงทุน วันที่ 1 ต.ค.2562 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการกํากับดูแลและคณะกรรมการบริหารสัญญา โดย สกพอ.และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการบริหารสัญญาและหน่วยงานเจ้าของโครงการ ในการควบคุมและกํากับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญาตามที่กําหนดไว้ในสัญญาร่วมลงทุน เพื่อดําเนินการก่อสร้าง
    3.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับภาคเอกชนเมื่อ 19 มิ.ย.2563 ถือเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักของอีอีซี เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็น “สนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ” เชื่อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทําให้ 3 สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสาร รวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ Logistics & Aviation รวมทั้งเป็น “มหานครการบินภาคตะวันออก” ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการบินและประตูเศรษฐกิจสู่เอเชีย
จ่อเซ็นท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
    4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F ปัจจุบันคณะกรรมการคัดเลือกได้เร่งเจรจาผลตอบแทน และร่างสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC (ประกอบด้วยบริษัท พีทีที แทงค์เทอร์มินัล จํากัด ในกลุ่ม บมจ.ปตท (PTT), บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บริษัท China Harbour Engineering Company Limited ที่เป็นเอกชนผู้รับการคัดเลือก คาดว่าจะได้ผลการคัดเลือกเอกชน และลงนามสัญญาได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้
    ทั้งนี้ ยังมีโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทําร่างเอกสารคัดเลือกเอกชนเพื่อรับฟังความเห็นอีกครั้ง ก่อนสรุปผลการดําเนินงานต่อคณะกรรมการคัดเลือก เพื่อพิจารณาแนวทางการดําเนินงานโครงการต่อไป น.ส.รัชดายังกล่าวด้วยว่า แม้จะมีการยื่นขอการลงทุนในอีอีซีลดลงในช่วง เม.ย.-มิ.ย. เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นจากนี้เป็นต้นไป เพราะยังมีนักลงทุนที่ต้องการย้ายการลงทุนสืบเนื่องจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และ 3 อันดับแรกของประเทศที่เข้ามาลงทุนประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์
    “ขอให้ประชาชนและภาคเอกชนสบายใจและมั่นใจได้ว่าท่านนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้ความสำคัญขับเคลื่อนการลงทุนในไทยและในพื้นที่อีอีซี ผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี สกพอ. ที่เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามดูแลการดำเนินงานโครงการอีอีซี การปรับ ครม.จึงไม่กระทบต่อความต่อเนื่องของโครงการแต่อย่างใด และนอกจากความก้าวหน้าของโครงการก่อสร้างพื้นฐาน สกพอ.ได้เดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรร่วมกับสถาบันการศึกษาและเอกชน เพื่อรองรับการจ้างงานในอีอีซี เป้าหมาย จำนวนหลักแสนอัตรา ระยะเวลา 2562-2566” รองโฆษกฯ กล่าว.

 

 


เฮ้อ..... ปลงสังขารตัวเองน่ะครับ! เห็น "เด็กส้ม" ในเข่งธนาธรกับ "เด็กแดง" ในเข่งทักษิณ หลอมเป็น "ม็อบล้มเจ้า" เกิดผลิตภัณฑ์ "รุ่นใหม่ ๓ นิ้ว"

ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"
'ปฐมสถาปนาล้มเจ้า'
'เผาหลอก-เผาจริง' ร่าง รธน.