'อดีตกสม.-อังคณา' พ้อความยุติธรรมไม่เคยมีจริง ยก 'คดีบอส' ตอกย้ำคุกมีไว้ขังคนจน


เพิ่มเพื่อน    

1 ส.ค.63  -  นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

#คดีบอสกระทิงแดง #ความล้มเหลวในการชดเชยเยียวยาด้วยความยุติธรรม (Judicial Remedy) #มุมมองของเหยื่อ #คดีที่ไม่มีผู้เสียหาย

อ่านคำวิเคราะห์จากทั้งนักวิชาการด้านกฎหมาย รวมถึงสื่ออีกหลายสำนัก นั่งทบทวนว่าแม้รัฐบาลรวมถึงองค์กรอัยการ และตำรวจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด แต่สุดท้ายจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในคดีนี้ได้อย่างไร และผู้ตายจะได้รับความเป็นธรรมไหม หรือเพียงแค่ซื้อเวลา ประสบการณ์ส่งนตัวในการเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา และแพ้ราบคาบหมดทุกความพยายามในการต่อสู้ มองเรื่องนี้ว่า 

1. คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ และเมื่อตำรวจไม่ทำความเห็นแย้ง ย่อมถือเป็น #คำสั่งเด็ดขาด คือว่า #คดีสิ้นสุดในชั้นสอบสวนแล้ว หากจะรื้อฟื้นคดี พนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักมากพอที่จะรื้อฟื้นคดีเท่านั้น

2. คดีละเมิดสิทธิมนุษยชนสำคัญๆหลายคดีที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจไม่ค้าน สร้างความปวดร้าวแก่เหยื่อในความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างมาก เช่น #คดีกรือเซะ โดยเฉพาะกรณี จนท ยิงเด็กนักฟุตบอลที่สะบ้าย้อย 19 รายเสียชีวิต #คดีตากใบ รวมถึง #คดีบิลลี่ ที่คงต้องรอดูใจ DSI ว่าจะทำความเห็นค้านอัยการไหม เพราะถ้าไม่ค้านก็ถือเป็นอันจบ กรณีเช่นนี้อัยการและตำรวจควรถามใจตัวเองไหมว่าในเมื่อ #องค์กรอัยการและตำรวจไม่ใช่ตุลาการ ไม่ใช่ศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดี ทำไมอัยการจึงไม่นำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ผู้เสียหายได้มีโอกาสสู้คดี และได้รับฟังความจริงที่เกิดขึ้นจากการสืบพยาน ซึ่งสุดท้ายแม้จะแพ้แต่อย่างน้อยก็มีมีโอกาสได้สู้เพื่อความเป็นธรรม

3. อีกประการ คดีนี้ถือเป็น #ความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งยอมความไม่ได้ อัยการซึ่งถือว่าเป็น # ทนายแผ่นดิน จึงมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิของเหยื่ออย่างเต็มที่ ไม่ใช่มาเขียนตอกย้ำในคำสั่งไม่ฟ้องช่วงสุดท้ายว่า “อนึ่ง ฝ่ายผู้ต้องหาที่ 2 (ผู้ตาย) ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายและคำฟ้องจากฝ่ายผู้ต้องหาที่ 1 จนเป็นที่พอใจ และไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ต้องหาที่ 1 อีกต่อไปแล้ว”

#แล้วเหยื่อทำอะไรได้บ้าง

ในเรื่องการทำงานของอัยการ ประสบการณ์ส่วนตัว ใน #คดีสมชายนีละไพจิตร เคยพบอัยการคดีพิเศษคนหนึ่ง ที่เชิญไปพูดคุยและถามว่า “ทำไมไม่รับความช่วยเหลือซะล่ะ” ความรู้สึกตอนนั้น คือ สมเพชตัวเองอย่างที่สุด และตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งกับ DSI อีก แต่จะเฝ้ามองว่า DSI และอัยการคดีพิเศษว่าจะทำคดีนี้อย่างไร ซึ่งก็เป็นที่ทราบแล้วว่า สุดท้าย DSI งดการสอบสวนคดีสมชายเนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ดีมีช่องทางที่ผู้เสียหายสามารถตรวจสอบการทำหน้าที่ของอัยการได้ เคยมี #คำพิพากษาฎีกาคดี #ผู้เสียหายฟ้องอัยการในการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้เกิดความเสียหาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3509/2549 https://deka.in.th/view-268673.html)

“การวินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการมิใช่เป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดหรือเป็นผู้บริสุทธิ์ดังเช่นกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล แต่เป็นเพียงการวินิจฉัยมูลความผิดตามที่กล่าวหาเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการที่วินิจฉัยสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือมีเหตุผลอันสมควรเพียงพอหรือไม่ที่จะนำผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชั้นสุดท้ายว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ดังนั้น การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยสั่งคดีของจำเลย (อัยการ) ทีมีคำสั่งไม่ฟ้องและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจที่มิได้อยู่บนรากฐานของความสมเหตุสมผล แต่เป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ จึงเกินล้ำออกนอกขอบเขตของความชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่จำเลยเป็นข้าราชการอัยการชั้นสูง จำเลยย่อมทราบดีถึงเกณฑ์วินิจฉัยมูลความผิดของพนักงานอัยการ การใช้ดุลยพินิจผิดกฎหมายในกรณีนี้ จำเลยเห็นได้อยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการมิชอบและยังเห็นได้อีกว่าจำเลยเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย อีกทั้งเพื่อจะช่วย ... มิให้ต้องโทษจากการกระทำความผิดของตนอีกด้วย จำเลยจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรคหนึ่ง”

“การที่จำเลย (อัยการ) ใช้อำนาจในฐานะพนักงานอัยการสั่งไมฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์โดยมิชอบ ผลของการกระทำของจำเลย (อัยการ) คือ โจทก์ในฐานะ #ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย”

#แล้วกรณีนี้ผู้เสียหายฟ้องอัยการมั่งได้ไหม รวมถึงฟ้อง #บอสกระทิงแดงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมได้ไหม และ #ใครคือผู้เสียหาย

ประสบการณ์ตัวเองจากคดี #สมชายนีละไพจิตร ตาม ป.วิอาญา มาตรา 5 (2) กำหนดให้เฉพาะบุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา จัดการแทนผู้เสียหาย #กรณีผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ ใน #คดีสมชายนีละไพจิตร ครอบครัวไม่สามารถหาหลักฐานว่าสมชายเสียชีวิต หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถมาดำเนินการด้วยตนเองได้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี ดังนั้นสมชายจึงต้องมาฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง

ตาม ป.วิอาญา มาตรา 5 (2)  #บุพการี หมายถึง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด ในขณะที่ #ผู้สืบสันดาน หมายถึง ลูก หลาน เหลน ลื้อ กรณีคดี ด.ต.วิเชียร ไม่มี พ่อ แม่ ลูก เมีย (จดทะเบียนตามกฎหมาย) และพี่น้องไม่ถูกรวมเข้าในฐานะของผู้เสียหายตามกฎหมาย เรื่องนี้ต่างจากสิทธิในการรับมรดกของผู้เสียชีวิต เพราะตาม ป. พ.พ. มาตรา 1629 พี่น้องร่วมบิดามารดาถือเป็นทายาทลำดับที่ 3 สรุป คือ รับมรดกได้ แต่ร้องขอความเป็นธรรมในฐานะผู้เสียหายแทนไม่ได้

#คดีนี้นี้จึงไม่มีผู้เสียหาย และไม่มีผู้ที่จะดำเนินการแทนได้ เพราะผู้เสียหายตายไปแล้วจึงมาฟ้องเองไม่ได้ (คนเขียนกฎหมายคงคิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องมี พ่อ แม่ มีผัวมีเมีย ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมีลูกกันทุกคนมั้ง)

กรณีนี้จึงยิ่งตอกย้ำว่า #อัยการ ในฐานะ #ทนายแผ่นดิน ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แค่ไหน และจากข้อมูลที่ถูกเปิดเผยมากมาย อัยการจะกล้าพูดไหมว่าไม่ถูกแทรกแซง หรือแค่เป็นเรื่องผิดจริยธรรมของคนบางคน หรือแค่หลงผิดเพราะพิจารณาข้อเท็จจริงไม่รอบคอบ ซึ่งเป็นความผิดเล็กน้อย ที่จริงอยากเห็นผู้เสียหายซึ่งไม่ได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย ฟ้องร้องอัยการตามมาตรา 157 แต่อย่างที่ทราบๆกันแล้ว คือ คดีนี้นอกจากอัยการในฐานะทนายแผ่นดิน ก็ไม่มีใครมีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรมได้ 

ในส่วนตำรวจคงเป็นที่ทราบๆกันอยู่แล้ว อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน ผบ.ตร. ก็ออกมายอมรับต่อหน้าสื่อว่าไม่ค่อยรู้เรื่องกฎหมายมากนัก (https://www.thairath.co.th/news/crime/1900143) (ทั้งๆที่ตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมายอ่ะนะ) ในขณะที่กฎหมายบัญญัติให้ประชาชนทุกคนต้องรู้กฎหมาย จะอ้างว่ากระทำอะไรไปโดยไม่รู้กฎหมายไม่ได้

สำหรับคณะกรรมการที่ตั้งๆกันขึ้นมา ก็คงแค่ซื้อเวลากันไป สุดท้ายอาจมีบางคนที่แค่ผิดวินัยไม่ร้ายแรงหรือกระทำโดยสุจริตว่ากันไป คดีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคม แต่คดีนี้แค่ตอกย้ำว่า #คุกมีไว้ขังเฉพาะคนจน ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่เพื่อตำหนิใครแต่ #เพื่อประโยชน์ของความยุติธรรม ซึ่งที่ผ่านมาในหลายๆคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล #ความยุติธรรมไม่เคยมีจริง


ต้องบอกว่า........ "เวทีล้มเจ้า" ที่ "ธรรมศาสตร์" คืนวาน "จัดหนัก-จัดเต็ม" ฮือฮากันไม่จบจนถึงตอนนี้ ถือว่า "จุดติด" แล้วใช่มั้ย?

สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ