บอส กระทิงแดง พุ่งชน “ประยุทธ์ 2/2” วิกฤติศรัทธา-ซ้ำเติมไฟการเมือง


เพิ่มเพื่อน    

 

ขณะที่แฟลซม็อบภาค 2 นำโดยกลุ่มเยาวชนปลดแอก (FreeYouth) และสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยก่อตัวขยายวงเป็นดาวกระจายไปตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นการลงถนนเป็นครั้งแรก เริ่มต้นจากการจัดชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม ปรากฏการณ์ “ไฟลามทุ่ง” จากม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่อุบัติขึ้นแล้ว

แต่จนถึงวันนี้ ข้อเรียกร้อง 3 ข้อยังไม่มีการตอบสนองอย่างเป็นกิจจะลักษณะที่พอจะวางใจได้ว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้มีอำนาจจะตอบรับด้วยเต็มใจไม่มีเหลี่ยมไม่มีเล่ห์กล

                พลันก็เกิดข่าว อัยการและตำรวจสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทกระทิงแดง อย่างผิดปกติเป็นที่เคลือบแคลง สร้างความข้องใจให้กับคนทั้งประเทศและทั่วทั้งโลก

                ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อยู่ในสำนวนคดีตั้งแต่เกิดเหตุขับรถชนตำรวจตายโดยประมาทแล้วหนี เมื่อ 3 กันยายน 2555 ได้ถูกกระชากออกมาเปิดเผยเสมือนสาวไส้ให้ฝูงนกกาได้จิกกิน คนผิดรอดพ้นบ่วงกรรมไม่ต้องไปจบที่ศาลอย่างน่าพิศวง  

หลายข้อกล่าวหาถูกปล่อยให้หมดอายุความได้อย่างไร คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและตำรวจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในยุค คสช.เข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร อะไรคือเงื่อนงำที่อยู่เบื้องหลังของการเกิดพยานเพิ่มอีก 2 ปาก ที่ทำให้ข้อเท็จจริงในสำนวนเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ผ่านมา 7 ปี ฯลฯ

                เป็นคำถามที่เขย่าสถาบันตำรวจ อัยการ ทนายความ สนช. และกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว

แรงสั่นสะเทือนกระทบไปถึงรัฐบาลประยุทธ์ที่ถูกโจมตีว่าล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน รวมทั้งปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

คดีอื่นๆ ที่อยู่ในสำนวนของตำรวจและอัยการ มีหรือจะถูกตรวจสอบแบบนี้ ข้อแก้ตัวที่เป็นสูตรสำเร็จคือ เรื่องอยู่ในสำนวน เปิดเผยไม่ได้ ขอให้การในชั้นศาล

มีหรือที่ผู้รับผิดชอบในองค์กรตำรวจและอัยการ และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ จะไปตอบข้อซักถามชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนฯ ต้องนั่งโต๊ะแถลงข่าวตอบคำถามสื่อมวลชน ต้องไปออกทีวี ฯลฯ

การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงทั้งในส่วนของตำรวจและอัยการ ขณะเดียวัน พล.อ.ประยุทธ์ก็แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายและเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ให้เวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 1-31 สิงหาคม คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรเริ่มตรวจสอบ โดยเชิญตำรวจ อัยการ และผู้เกี่ยวข้องมาให้คำชี้แจง

กรณีนี้คนในสังคมมองไกลไปถึงขั้นว่า ผลสุดท้ายแล้ว จะหาคนกระทำผิด ใช้อำนาจโดยมิชอบที่เป็นตำรวจและอัยการมาดำเนินคดีทางอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กระทำการทุจริต และลงโทษทางวินัยได้ไหม และใช้เวลาเท่าไหร่ในการเคลียร์ทุกอย่างให้จบ

โดยมองข้ามการตรวจสอบของกรรมการฝ่ายตำรวจ ฝ่ายอัยการ ที่มีลักษณะ “ตั้งการ์ด” เพื่อปกป้องคนในองค์กรและองค์กรตัวเอง และพยายามจะไม่พาดพิงให้ไปกระทบกับองค์กรอื่น เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นการเปิดศึกระหว่างองค์กรด้วยกัน

ความล้มเหลวการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ หากถูกจุดขึ้นมาจากนักศึกษาในเวทีชุมนุม คำพูด “คุกมีไว้ขังคนจน” แต่คนมีเงินสามารถหลุดรอดไปด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งๆ ที่การกระทำนั้นผิดกฎหมาย มีการช่วยเหลือเอื้ออำนวยกันเป็นวงจรเครือข่าย ผิดก็กลายเป็นถูก ดำก็กลายเป็นขาว ซึ่งชาวบ้านธรรมดาทำไม่ได้

กลายเป็นจุด “เปราะบาง” ของระบบต่างๆ ในประเทศ โดยเฉพาะระบบกฎหมาย และเป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาลประยุทธ์ที่แก้ได้ยาก หรือแก้ไม่ได้ 

ย้อนกลับไปดูการปฏิบัติงานของตำรวจก่อนหน้านี้ที่ควบคุมตัว ตั้งข้อหานักศึกษา การสกัดกั้นขัดขวางเยาวชน นักกิจกรรมที่ออกมารวมตัวโดยอ้างว่า ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างว่าไม่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียง อ้างว่าก่อความไม่สงบเรียบร้อย อ้างว่าทำบ้านเมืองไม่สะอาด ฯลฯ

ล้วนสร้างความแค้นเคืองใจให้กับเยาวชน นักเรียน นิสิตนักศึกษาตลอดมา กระทั่งนำมาเป็น 1 ใน 3 ข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหว คือ หยุดคุกคาม กลั่นแกล้งตั้งข้อหา จับกุม

เมื่อผนวกเข้ากับข้อเรียกร้องในมิติทางการเมืองของนักศึกษาข้อที่ 3 ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพราะจนถึงบัดนี้ไม่มีวี่แววว่า รัฐบาลและรัฐสภาจะตอบสนองข้อเรียกร้อง

               ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไปศึกษาหลักเกณฑ์ วิธีการการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน ประหนึ่งว่า ไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ

                ล่าสุด พรรคก้าวไกลประกาศว่า จะมีการหารือร่วมกับ ส.ส.เพื่อรวบรวมรายชื่อให้ได้ 1 ใน 5 ให้ได้จำนวน ส.ส.ประมาณ 100 คน เพื่อยื่นต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพิ่มเติมหมวดจัดทำแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ และเสนอให้มีการปิดสวิตช์ ส.ว.อย่างเป็นทางการ

เพื่อป้องกันหากมีการยุบสภาฯ หรือนายกฯ ลาออก ส.ว.ก็จะไม่มีส่วนเข้ามาเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ยกเลิกการเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมายปฏิรูประเทศของ ส.ว.ด้วย ซึ่งจะนำมาสู่การปลดล็อกเพื่อเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสันติ เชื่อว่าหากทุกฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขวิกฤติของบ้านเมืองได้จริง ที่ประชุมสามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันในสมัยประชุมสภานี้ 

พร้อมกับเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีการตั้ง ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญกระทำใน 5 มาตรา คือ มาตรา 269, 270, 271, 272 ที่เป็นบทเฉพาะกาลเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และมาตรา 279 ที่ให้การรับรองประกาศ คสช.ที่กระทำก่อนหน้านี้ ชอบด้วยกฎหมาย สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 5 มาตรา ที่น่าจะเป็นการหาฉันทามติได้ง่าย เป็นการถอนฟืนออกจากกองไฟ  

               นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำกลุ่มก้าวหน้าได้เสนอให้แก้ 3 กรณี คือ 1.แก้วิธีการ แก้มาตรา 256 พร้อมเพิ่มบทบัญญัติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2.ระหว่างกระบวนการในข้อหนึ่งที่ใช้เวลานาน ก็ให้แก้ไขบางมาตราที่สามารถทำให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติได้ นั่นคือ มาตรา 279 ที่รับรองประกาศคำสั่ง คสช. ต้องเปิดทางให้คนโต้แย้งได้ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับว่าเรามีมาตราสุดท้ายนี้ที่ยกเว้น ทั้ง 278 มาตราก่อนหน้าทั้งหมดเมื่อเจอกับประกาศ คำสั่ง คสช. และ 3.ยกเลิก ส.ว.ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269-272 และไปใช้ช่องทางการได้มาซึ่ง ส.ว.ตามระบบปกติ

ดูแนวโน้มแล้ว ข้อเสนอของพรรคก้าวไกลและกลุ่มก้าวหน้าจะไม่ได้รับการตอบรับ ทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาล ส.ว. หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรีที่เคยประกาศในการแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ก็ไม่ได้สนใจ

ไม่มีการขยับขับเคลื่อนใดๆ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งร่วมอยู่ใน ครม.ก็มิได้นำพาแต่อย่างใด ข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นเพียงละครการเมืองที่ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจพยายามซื้อเวลาไปเรื่อยๆ เพื่อหลอกล่อให้เด็กเคลิบเคลิ้มตายใจ

แต่ถ้าเยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวรู้ทัน ไม่ปล่อยให้ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าประเทศ กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเยาวชนและประชาชนทั่วไป ไฟลามทุ่งอาจร้อนแรงจนเผาไหม้เสถียรภาพรัฐบาลและรัฐสภาก็เป็นได้.

 

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"