ความหนัก-เบาผ่านการจับมือ สัญญาณเตือนไขมันพอกตับ


เพิ่มเพื่อน    

     ข่าวร้ายสำหรับใครที่กำลังจับมือทักทายแบบหลวมๆและไม่มีแรงอยู่นั้น นั่นอาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ค่อนข้างสูง จากโรคไขมันพอกตับ กระทั่งกลายเป็นมะเร็งตับ โดยที่คุณไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ
     รายงานข่าวระบุว่า ระบบ GPS ตรวจติดตามโรค กำลังตรวจพบว่า โรคตับที่ซ่อนอยู่ในตัวผู้ป่วยจะติดต่อไปยังผู้อื่นที่สัมผัสมือคนไข้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีโรคร้ายกำลังระบาด และก็มีคำเตือนเกี่ยวกับการเว้นระยะห่างทางสังคมอยู่ในขณะนี้ 
     สำหรับการวิจัยใหม่ล่าสุดได้ระบุว่า การจับมือเช็dแฮนด์กับแบบหลวมๆ หรือไม่มีแรงนั้น เป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บล่วงหน้า ที่อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็เป็นได้ โดยเฉพาะโรคไขมันพอกตับ ที่ผู้ป่วยอาจไม่ได้ดื่มสุราเลยก็เป็นได้ 
     สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ของพลเมืองอังกฤษคิดเป็น 1 ใน 3 ป่วยเป็นโรคไขมันในตับ ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องดื่มสุราแต่อย่างใด ทั้งนี้ เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับ และทิ้งไว้นานเป็นเวลาหลายปีโดยที่ไม่ได้มีการเช็กปัญหาสุขภาพดังกล่าว นั่นจึงทำให้เกิดการอักเสบที่ตับอย่างรุนแรง และนำมาซึ่งแผลที่ตับ กระทั่งลุกลามกลายเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด  
     ทั้งนี้ โรคไขมันพอกตับนั้นถือว่าเป็นโรคที่มักจะตรวจจับได้ยาก เพราะไม่ค่อยมีสัญญาณเตือนแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ที่ป่วยในระยะแรกก็มักจะไม่มีอาการของโรคปรากฏให้เห็นชัดเจน หรือผู้ป่วยบางรายที่อาจจะมีผลกระทบจากโรคไขมันพอกตับ ที่ไม่ทราบว่าตัวเองได้รับผลกระทบจากโรค เพราะไม่ได้ไปเช็กอาการป่วย สำหรับสุขภาพของตับที่ดีไม่ควรมีไขมันสะสมอยู่ และสิ่งที่ลืมไม่ได้นั้นคนที่มีร่างกายผอมนั้น ก็อาจจะมีไขมันสะสมอยู่ก็เป็นได้เช่นกัน 
     บ่อยครั้งเมื่อเราไปพบแพทย์และมีการเจาะเลือดเพื่อหาโรคชนิดอื่นๆ เช่น การที่คุณมีอาการปวดทรมานที่มุมบนด้านขวาของกระเพาะอาหาร อีกทั้งรู้สึกเมื่อยล้า อีกทั้งเมื่ออาการป่วยเป็นมากขึ้น ก็มักจะเกินเยียวยา หรือไม่สามารถรักษาอาการป่วยดังกล่าว เพื่อให้อวัยวะสำคัญอย่างตับกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม 
     จากผลการวิจัยล่าสุดได้ชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงของการจับมือเช็กแฮนด์ใครบางคน ถือได้ว่าเป็นข้อพิสูจน์ให้แพทย์รู้ว่า คนไข้กำลังป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับในระยะแรก และการตรวจพบดังกล่าวนั้นจะทำให้การวินิจฉัยและรักษาโรคทำได้ดียิ่งขึ้น หรือทำให้การรักษาตับกลับเข้าสู่สภาพเดิมได้เช่นกัน ส่วนข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวิจัยโรคดังกล่าวนั้น พบว่าผู้ที่ป่วยเป็นโรคไขมันพอกตับนั้น หากอยู่ในระยะเริ่มต้นของการป่วย คนไข้จะสูญเสียน้ำหนักไปประมาณ 10% 
     โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอ๊กแลนด์ในประเทศนิวซีแลนด์ ได้ทำการศึกษาวิจัยทั้งในผู้ชายและผู้หญิงเกือบ 4,000 คน ซึ่งมีอายุ 40 ปีขึ้นไป อีกทั้งได้มีการทดสอบความแข็งแรงในการจับมือของผู้เข้าร่วมการวิจัยด้วย โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกกันว่าเครื่องวัดกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีคันโยกเลื่อนและถูกดึงไปข้างหลัง ทั้งนี้ นักวิจัยจะให้ผู้ป่วยทดลองบีบอุปกรณ์เป็นเวลา 3 ครั้ง โดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง เพื่อดูค่าเฉลี่ยของการบีบอุปกรณ์ทดสอบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร 
     สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนตับ จะใช้ผลการวัดคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญด้านตับจากทั่วโลก ในการที่นักวิจัยจะวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ โดยการคำนวณความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยโรคดังกล่าว ที่ประกอบด้วยน้ำหนักตัว ตลอดจนผลการอ่านค่าระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้หากผู้เข้าร่วมการวิจัยมีคะแนนในการอ่านค่าผลอัลตราซาวด์จากข้อมูลดังกล่าวอยู่ในระดับที่สูง นักวิจัยก็จะพิจารณาดูว่าผู้เข้าร่วมวิจัยมีไขมันพอกในตับหรือไม่.  


วิบากกรรม...."หมอเหวง" เพิ่งฝ่าสายฝนออกจากคุก ได้ ๒ วัน วานนี้กระเตง "ป้าธิดา" ไปเป็นเพื่อน ขึ้นศาลสืบพยานคดีชุมนุมปี ๒๕๕๒ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๑ ปีแล้วซินะ ยังวนเวียนอยู่กับคุก 

ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!
'ธนาธร-ปิยบุตร' ออกศึก