บิ๊กตู่ลั่นผมไม่โอเค วิชาเรียกเนตรสอบ


เพิ่มเพื่อน    

 

"บิ๊กตู่" ประกาศต่อหน้าทูตไม่โอเคคดี "บอส" ชี้มีหลายเรื่องไม่ชัดเจน ลั่นเกาะติดไม่ปล่อยแน่ "อรรถพล" เตรียมซัก ก.อ. 18 ส.ค.นี้ ถามปมร้อนอัยการสั่งไม่ฟ้องทายาทกระทิงแดง "วิชา" ยกเป็นคดีตัวอย่างความเหลื่อมล้ำในกระบวนยุติธรรม เล็งเรียก "เนตร" ให้ถ้อยคำ "ผบช.ภ.5" เผยลูกน้องอดีต ส.ว.ก๊อง ฉกมือถือ "จารุชาติ" ไปทำลาย
    เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ Bangkok Post Forum 2020 : “พลิกฟื้นประเทศไทย: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลพลาซา ซึ่งมีนักธุรกิจและคณะทูตานุทูตเข้าร่วมงาน ตอนหนึ่งว่า ตนเข้ามาพยายามแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ มีผลงานปรากฏมากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การปราบปรามการค้ามนุษย์ และการหลอกลวง รวมถึงความผิดต่างๆ มีสถิติการทำงานอยู่ทุกเดือน โดยสั่งให้ทุกคนต้องรายงานขึ้นมา ฉะนั้นอะไรที่ดูแล้วไม่น่าจะดียังไม่ดี ก็กำชับไปยังหัวหน้าหน่วยงานในหลายหน่วยงาน ตนทำได้เพียงแต่ต้นทางในฐานะที่ดูแลตำรวจให้เป็นตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น ซึ่งยังมีปัญหาอยู่เยอะ เพราะนั่นคือมนุษย์ คือคนมีทั้งคนดีคนไม่ดี มีผลประโยชน์และไม่มีผลประโยชน์ แต่ทำอย่างไรจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งอยู่ที่ตัวเราเองทุกคน ทุกท่านรู้ตัวว่าทำดีหรือไม่ดี
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ คือเรื่องบอส กระทิงแดง กรณีนี้แสดงให้เราเห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของสื่อที่มีต่อสังคมไทย และนั่นคือเหตุผลที่ตนเชื่อว่าในประเทศไทยสื่อต้องมีความเป็นอิสระและมีความแข็งแรง ต้องมีจรรยาบรรณ สื่อคือฐานันดรที่ 4 ต้องมีหลายๆ อย่าง ต้องวางตัวเป็นกลาง เสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เรื่องนี้ท้าทายระบบยุติธรรมและระบบกฎหมาย และกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐทั้งหมด
    “ผมจึงขอแสดงจุดยืนของผมในเรื่องบอสกระทิงแดงว่า ผมไม่โอเคกับหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ผมต้องการให้มีความโปร่งใส ผมจะผลักดัน และผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ผมพร้อมที่จะดำเนินการ หลังจากเห็นข้อสรุปของคณะกรรมการที่ผมตั้งขึ้น ซึ่งมีความเป็นอิสระและประกอบไปด้วยผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งในเรื่องความรู้และความเป็นกลาง และพร้อมที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่มีอยู่ นี่ถือเป็นคดีอีกหลายแสนหลายล้านคดีในประเทศไทยเป็นคดีที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ต้องการให้ทุกอย่างสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายกฯ กล่าวว่า ที่ตนพูดมาทั้งหมดเพื่อให้เห็นบทบาทนายกรัฐมนตรีว่าอยู่ตรงไหน ถ้าให้ลงไปข้างล่างคงเป็นไปไม่ได้ แต่ตนสามารถติดตามกำกับดูแลประเมินผลจากบนลงล่างหาคำตอบมา
    ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงคดีบอสที่พูดในระหว่างปาฐกถาที่มีทูตานุทูตร่วมฟังว่า ตนควรจะพูดในส่วนของตน เพราะต้องการสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศเขา มันควรจะมาจากระบบกฎหมายไทยไม่ดีกว่าหรือ
    "อะไรที่มันผิด มันบกพร่องก็ควรแก้ไป คดีมันมีตั้งเป็นแสนคดี ไม่อย่างนั้นทุกอย่างมันพันกันหมด ต้องไปแก้จุดที่มันเป็นจุดอ่อน ขั้นตอนกระบวนการกฎหมายต่างๆ ต้องไปดูตรงนั้นอีก ไม่อย่างนั้นก็เกิดช่องว่างอยู่อย่างนี้ ผมก็รับไม่ได้ตอนนี้ เหมือนกับพวกเราอย่าให้มันเกิดขึ้นอีกนะ" นายกฯ กล่าว
จี้ถามก.อ.ปมไม่ฟ้องบอส
    ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะทำงานตรวจสอบการดำเนินการของพนักงานอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดคณะทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน โดยเชิญนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด มาให้ข้อเท็จจริง
    นายธานี วรภัทร์ เลขานุการคณะงานฯ แถลงว่า คณะทำงานฯได้เรียนเชิญนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดมาให้ข้อเท็จจริงกับคณะทำงานฯ ต่อมาได้รับแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงได้ในวันนี้ เนื่องจากติดภารกิจ ขอเลื่อนการชี้แจง คณะทำงานฯ จึงขอยกเลิกการประชุมไปก่อน เลื่อนการประชุมไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค.2563 เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
    ด้านนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการสอบวินัยข้าราชการอัยการกรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธว่า ตนไม่ทราบ เพราะการตั้งกรรมการสอบชั้นต้นในทางปฏิบัติ อสส.จะต้องเป็นผู้พิจารณาตั้งกรรมการ ก่อนที่จะส่งมายัง ก.อ. แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ตนจะถามในที่ประชุม ก.อ.วันที่ 18 ส.ค.นี้ว่าผลเป็นอย่างไร มีการตั้งกรรมการสอบสวนเบื้องต้นที่จะสอบสวนวินัยหรือไม่ เพราะคณะทำงานที่ได้ตั้งขึ้น 7 คน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ไม่ได้รับมอบอำนาจในการสอบเรื่องนี้ จึงต้องเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวขึ้น แต่คณะทำงานเป็นใครขึ้นกับ อสส.พิจารณา
    ถามเรื่องนี้เกี่ยวกับดุลพินิจของนายเนตร นาคสุข รอง อสส.ซึ่งมีอาวุโสสูงรองจากอัยการสูงสุด คุณสมบัติกรรมการที่จะสอบสวนต้องคุณสมบัติอย่างไร นายอรรถพลกล่าวว่า คุณสมบัติต้องไม่ต่ำกว่ารอง อสส.ผู้ถูกสอบ ซึ่งรอง อสส.แต่ละคนมีเงินเดือนเท่ากัน สามารถเป็นประธานคณะทำงานได้ ส่วนกรรมการสามารถอาวุโสต่ำกว่าได้ หรืออัยการสูงสุดสามารถมานั่งเป็นประธานเองก็ได้
    "ก.อ.มีอำนาจหน้าที่ที่จะตั้งอนุกรรมการหรือคณะบุคคลให้มาดำเนินการอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 30 (4) แต่ ก.อ.จะตั้งหรือไม่ ตนขอดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะ อสส.อาจจะมีการตั้งกรรมการสอบเบื้องต้นอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ได้ แต่ทาง ก.อ.ยังไม่ทราบ จากข่าวที่ปรากฏออกมานั้นไม่ได้บอกว่านายเนตรสั่งในฐานะรักษาราชการแทน ตนจึงได้ทำหนังสือเรียนอัยการสูงสุด เพื่อได้ทราบว่ากรณีเช่นนี้ หากนายเนตรมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและกลับคำสั่งไม่ฟ้องจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้ามีเอกสารว่านายเนตรเสนอไปยังอัยการสูงสุดก่อนว่าจะมีการสั่งสอบเพิ่มเติม ก็จะเป็นการที่อัยการสูงสุดเห็นชอบในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว หากนายเนตรมาสั่งให้กลับคำสั่งแบบนี้ถึงชอบด้วยกฎหมาย" นายอรรถพลกล่าว
    ถามถึงกรณีที่เสนออัยการสูงสุดว่าคำสั่งของนายเนตรอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดียังมีผลเป็นคำสั่งฟ้องนายวรยุทธตามคำสั่งของอธิบดีอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ นายอรรถพลกล่าวว่า ต้องขึ้นกับอัยการสูงสุดเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าอัยการสูงสุดเห็นด้วยก็ให้แจ้งความเห็นไปยังพนักงานสอบสวน หรือทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการต่อโดยไม่ต้องถอนหมายจับนายวรยุทธ
    วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม” โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายอุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ และ พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต เป็นต้น
'วิชา'จ่อเรียก'เนตร'สอบ
    นายอุดมกล่าวว่า เหตุผลที่มีคำสั่งไม่ฟ้องเป็นปัญหาภายในที่ต้องไปตรวจสอบ แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่ว่าสำนวนจะให้น้ำหนักไปที่ความเร็ว เหนือกว่าประจักษ์พยาน แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของความประมาท ส่วนที่มีการกลับสำนวนให้สอบใหม่ และมีแต่พยานฝั่งผู้ต้องหานั้น ไม่ผิดปกติ หากมีเหตุผลมาอธิบายได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม ที่ทำงานยังไม่สิ้นกระแสความ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วมองว่าเรื่องนี้อัยการต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย คดีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
    ส่วนนายวิชากล่าวว่า ตราบใดที่ความยุติธรรมซื้อได้ จะไม่สามารถจัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เลย ดังนั้นจึงต้องจัดการให้ความยุติธรรมปราศจากการซื้อได้ด้วยเงิน ถึงจะดำเนินกระบวนการอย่างอื่นให้สำเร็จลุล่วงไปได้ กรณีนายวรยุทธ เป็นแบบที่แสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมยังคงอยู่ ที่เห็นได้ชัดคือความล่าช้าในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีชาติไหนที่ดำเนินการในคดีที่นานกว่า 8 ปี แบบนี้ถ้าให้ความยุติธรรมล่าช้าเท่าไหร่ ก็จะมีกระบวนการแทรกแซงได้ตลอดเวลา
    นายวิชาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการตรวจสอบว่า จากการประสานศาลอาญากรุงเทพใต้ พบว่านายวรยุทธยังมีหมายจับอยู่  โดยอธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนการทำงานของคณะอนุกรรมการตั้งขึ้นมา วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. จะเชิญนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการมาให้ถ้อยคำเช่นกัน รวมถึง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด จะเข้าให้ถ้อยคำสัปดาห์หน้า ส่วนนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ทางคณะอนุกรรมการฯ จะมีการเชิญมาให้ถ้อยคำเป็นคนสุดท้าย ซึ่งคดีนี้จะมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนหรือไม่นั้น ขอเวลาในการตรวจสอบ เนื่องจากขณะนี้แม้แต่อัยการยังให้ความเห็นขัดแย้งกันเอง" นายวิชากล่าว
    พ.ต.ท.กฤษณพงศ์กล่าวว่า กรณีของนายวรยุทธไม่ใช่แค่เคสทายาทมหาเศรษฐีคนหนึ่งขับรถชนคนเสียชีวิตอย่างเดียว แต่เราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งผลให้คนมีความแตกต่างด้านความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม งานของตำรวจมักจะเกี่ยวข้องกับบริบทของการเมืองการปกครองของไทย การบังคับใช้กฎหมายเราพูดกันมากในช่วงหลังการรัฐประหาร โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ถ้าการบังคับใช้กฎหมายมีความเสมอภาคและยุติธรรม เราก็คาดหวังว่าคนในสังคมจะไม่มีความแตกต่างโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำเป็นตัวกั้น
    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ.4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และนายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษาสำนักงานกองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตำรวจ ถึงประเด็นการทำข้อมูลเรื่องความเร็วรถของนายวรยุทธ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีเมื่อปี 2555 โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ตำรวจได้แยกห้องในการซักถามข้อมูล
    พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า วันนี้ได้เรียกทั้ง 2 คนเข้ามาให้ข้อมูลในเรื่องวิธีการคำนวณความเร็ว ว่าแต่ละฝ่ายใช้วิธีคำนวณแบบใด จึงได้ตัวเลขความเร็วออกมา โดยรับว่ามีความคืบหน้าไประดับหนึ่งแล้ว ส่วนประเด็นที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิให้การเรื่องความเร็วรถ 2 ครั้งไม่ตรงกันนั้น ตนไม่ทราบ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ต้องรอในวันแถลงข่าว แต่จะแถลงวันใดต้องไปถาม ผบ.ตร.
    ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 แถลงความคืบหน้ากรณีการเรียกพยานแวดล้อมคดี นายจารุชาติ มาดทอง พยานสำคัญคดีนายวรยุทธประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในพื้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ว่าเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง และนายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร หรืออดีต ส.ว.ก๊อง ที่รับผู้ตายมาช่วยทำงาน มาสอบสวนในฐานะพยาน
    "ประเด็นที่สังคมสงสัยเรื่องใครเอาโทรศัพท์ของนายจารุชาติ กับซิมไปนั้น ผลสอบสวนทราบแล้วว่าคือนายล้าน ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของอดีต ส.ว.ก๊อง ซึ่งจากการสอบสวน นายล้านยอมรับว่านำโทรศัพท์นายจารุชาติพร้อมซิมไปทำลาย โยนทิ้งถังขยะหน้าบ้าน และถูกรถเก็บขยะเก็บไปแล้วตั้งแต่คืนวันเกิดเหตุ เนื่องจาก นายล้านรู้จักสนิทสนมกับนายจารุชาติ อีกทั้งในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวก็มีรูปถ่ายนายล้านเก็บไว้จำนวนมาก ประกอบกับภายหลัง นายล้านทราบว่านายจารุชาติเป็นพยานปากสำคัญคดีบอส อยู่วิทยา ซึ่งนายล้านกำลังจะลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น เกรงว่าจะมีปัญหากระทบตามมา จึงไปนำโทรศัพท์ของนายจารุชาติมาจากโรงพยาบาลเพื่อมาทำลาย ก่อนโทร.ไปแจ้งกับแม่นายจารุชาติ" พล.ต.ท.ประจวบกล่าว
    ผบช.ภ.5 กล่าวว่า เบื้องต้นแม่ของนายจารุชาติได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์แล้ว ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์ ส่วนข้อมูลโทรศัพท์ที่ถูกทำลายไปนั้น อยู่ในขั้นตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับใคร และมีความสำคัญกับคดีอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ตำรวจยังทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายจารุชาติและครอบครัวย้อนหลัง 2 ปี ก็ไม่พบความผิดปกติ.