ชูคนไทยด้วยกันต้องไม่แบ่งแยก


เพิ่มเพื่อน    

  นายกฯ นำ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ถ่ายภาพหมู่ก่อนปฏิบัติหน้าที่ “บิ๊กตู่” ออกแถลงการณ์ ชูรวมไทยสร้างชาติ ลั่นแนวคิดแบบพวกเขา-พวกเรา ไม่ควรจะมีที่ยืนอีกต่อไปในโลกปัจจุบัน ควรจะมีแต่คำว่าคนไทยด้วยกัน ขอพูดต่อหน้าคนไทยทุกคนว่า กรุณา “ปฏิเสธ” ความเกลียดชัง เมืองแบบเก่า ที่แพร่กระจายเชื้อโรคของความแตกแยก ระหว่างความเชื่อที่แตกต่าง คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า คนรวย-คนจน

    เมื่อเวลา 08.10 น. วันที่ 13 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำคณะรัฐมนตรีชุดที่ 63 หรือ ครม.ประยุทธ์ 2/2 ถ่ายภาพหมู่ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ บริเวณด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า
    สำหรับบรรยากาศช่วงก่อนที่จะมีการถ่ายภาพหมู่ บรรดารัฐมนตรีได้ทยอยมายืนประจำจุด โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เดินทางมาถึงเป็นคนแรก ทั้งนี้ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึง นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลุกจากเก้าอี้และไปก้มกราบแทบตัก พล.อ.ประวิตรทันที ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ได้เข้าไปทักทายและแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีใหม่
    ขณะที่ในระหว่างรอรัฐมนตรีที่ยังเดินทางมาไม่ถึง พล.อ.ประวิตรได้กระเซ้า พล.อ.ประยุทธ์ว่า "ให้คนแก่มารอแต่เช้า" รวมถึงช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ยังได้หยอกล้อกับ พล.อ.ประวิตร แล้วชี้ไปที่เข็มนาฬิกาและแหวนที่ พล.อ.ประวิตรสวมใส่อยู่ พร้อมทั้งชี้มาที่กลุ่มสื่อมวลชน นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายคณะรัฐมนตรีคนอื่นๆ เพื่อรอเวลา โดยคนสุดท้ายที่เดินทางมาถึงคือ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง
    ภายหลังถ่ายภาพเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับ ครม.ว่า "ขอบคุณครับ ขอให้โชคดี" แล้วเดินทางไปเป็นประธานการประชุม ครม.ที่ตึกสันติไมตรี หลังจากที่เลื่อนมาจากวันอังคารที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยได้เปิดให้ช่างภาพได้บันทึกภาพการประชุมครั้งแรกของ ครม.ประยุทธ์ 2/2
    ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีทำมิวสิกวิดีโอเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ความยาว 3.25 น. โดยใช้ภาพประกอบเป็นภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งช่วงที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถ่ายภาพหมู่ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน? และเตรียมนำไปเผยแพร่ในช่องทางของรัฐบาลและสื่อโซเชียลมีเดียต่อไป
    พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุม ครม.ถึงการนำรัฐมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตากับคณะรัฐมนตรีใหม่ที่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ พระองค์ทรงให้กำลังใจ ให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ประชาชนโดยรวม ทุกคนมีความสุข มีความพึงพอใจ
    "รัฐบาล คณะรัฐมนตรีทั้งเก่าและใหม่พร้อมที่จะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสดังกล่าวมาเป็นแนวปฏิบัติในการทำงานอย่างเคร่งครัด เต็มขีดความสามารถ และเมื่อช่วงเช้าก่อนการประชุม ครม. ได้มีการถ่ายรูปร่วมกัน ตนจึงได้บอกทีมงานนำเพลงเข้าไปสักเพลง เรารู้ ไม่มีใครจะรู้ เรารู้ ถึงจะไม่มีใครรู้ก็ตาม เรารู้ตัวเราเองว่าเราทำอะไร ไม่ทำอะไร อะไรดี อะไรไม่ดี เรารู้ทั้งหมด แต่จะทำอย่างไรให้มันทำงานได้ ทำให้เกิดประสิทธิผลประสิทธิภาพได้ นั่นคือความยากง่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน มันไม่ได้ง่ายมากนัก เพราะมีกฎหมายอยู่หลายฉบับ หลายตัว หลายอย่างบางทีคิดชั้นเดียวไม่ได้ ต้องคิดหลายชั้น การทำโครงการต่างๆ มีหลายชั้น หลายกฎหมาย และมีความต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนจนถึงรัฐบาลนี้ หลายโครงการมีความต่อเนื่องกัน ฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาได้โดยเร็วที่สุด"
รวมไทยสร้างชาติ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ มอบหมายงานให้กับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเร่งดำเนินการเรื่องใดเป็นอันดับแรก พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าปัญหาลำดับแรกๆ คือการที่ประชาชนมีรายได้ลดลง หรือไม่มีรายได้ การไม่มีงานทำอะไรทำนองนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอี การส่งออกซึ่งมีปัญหาทั้งสองด้าน ทั้งเราในฐานะผู้ส่งออกและคนรับซื้อเราจากภายนอก รวมถึงการท่องเที่ยว แม้เราจะเปิดประเทศอย่างไรก็ตาม แต่หลายประเทศยังไม่เข้ามา เพราะเขาต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศเช่นเดียวกัน ประเทศจีนมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากในประเทศของเขาก่อน และเขาทำมาก่อน พร้อมๆ กับเราด้วย ขณะที่ปริมาณการท่องเที่ยวคนของเรามีน้อย มีประมาณ 2 ล้านเท่านั้นที่ท่องเที่ยว แต่ของเขามีเป็นพันล้าน ดังนั้น ที่ผ่านมาเราพึ่งพาการท่องเที่ยวต่างประเทศเกือบ 20 ล้านคน ฉะนั้นตัวเลขตอนนี้ลดลงแน่นอน แต่ก็ต้องค่อยๆ ขยับขยายไปบนพื้นฐานความเชื่อมั่นด้านสุขภาพ มาตรการที่ออกไปเพียงแต่ขอความร่วมมือแค่นั้น หากทำได้ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตาม
    นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก เพราะได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ไปหมดแล้ว เป็นเรื่อง ครม.ใหม่ กล่าวต้อนรับ รับงาน มอบนโยบาย ซึ่งมีรายละเอียดหลายอย่างที่ตนได้มอบเป็นเอกสาร เป็นนโยบายรัฐบาลในช่วงปีที่ 2 และนโยบายทั่วไปของนายกฯ ว่าจะทำงานอย่างไร ให้สอดประสานกับยุทธศาสตร์ชาติระยะที่ 1 ระหว่างปี 2561-2565 ซึ่งจะมีแผนดำเนินการแม่บทในทุกเรื่องของทุกกระทรวง เพื่อให้ตอบสนองต่อเป้าหมายในระยะแรก เป็นการเดินหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนในรายละเอียดในการจัดทำแผนโครงการการใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่ให้เหมาะสม และสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนั้นยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งยังไม่สำเร็จในวันนี้ แต่เป็นเรื่องการเดินหน้า ทั้งเรื่องกฎหมายแม่ กฎหมายลูก วิธีการปฏิบัติ กลไกต่างๆ  
    เมื่อถามว่า ได้ตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์เอามือชี้ไปที่หน้าอกตัวเอง พร้อมกับกล่าวว่า “ผมนี่แหละโฆษก”
    พล.อ.ประยุทธ์ยังออกแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีเรื่อง ครม. ใหม่ และการเดินหน้าประเทศ โดยระบุว่า ในแถลงการณ์ครั้งก่อนที่ผมพูดว่า เราต้องให้คนที่เก่งที่สุด จากทุกภาคส่วน และจากทุกระดับของสังคม ได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถ ทำงานร่วมกัน เพื่อผ่านพ้นวิกฤติโควิดนี้ไปให้ได้ และมากกว่าแค่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด คือตอนนี้เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อวางแผน และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ด้วยวิธีการทำงานแบบ new normal ที่ผมเรียกว่า รวมไทยสร้างชาติ
    ทุกท่านคงทราบดีว่า ในโลกประชาธิปไตย เราต้องทำงานด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ซึ่งผมยินดีที่จะทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้อย่างดีที่สุด แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีจากพรรคร่วม มาช่วยกันทำงานรับใช้ประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ผมดีใจที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า เราต้องเปิดกว้าง ในสถานการณ์นี้ เพราะเราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ไม่แพ้เรื่องสาธารณสุข ผมจึงตัดสินใจเลือกแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด โดยไม่ได้มองว่าอยู่ในการเมืองหรือไม่ ให้เข้ามาบริหารงานด้านเศรษฐกิจ ท่านเป็นบุคคลที่เป็นที่เคารพในเรื่องเป็นผู้มีจริยธรรม และมีประวัติการทำงานที่โดดเด่น ในฐานะมืออาชีพมาอย่างยาวนาน
กรุณาปฏิเสธความเกลียดชัง
    ในช่วงเดือนนี้ และเดือนหน้า ผมจะเริ่มทำ workshops กับภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะเข้ามานำเสนอวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนภาคส่วนของเขา นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับโอกาสที่เขามองเห็น และมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนภาคส่วนนั้นๆ ให้เดินหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น โดยผมจะเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอของทุกภาคส่วนด้วยตัวเอง สิ่งที่ผมต้องการสำหรับประเทศไทย คือเมื่อถึงเวลาที่วิกฤติโควิดเริ่มหายไป ประเทศไทยของเราจะไปอยู่ในจุดที่จะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งได้อย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสการจ้างงานมหาศาล และทำให้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่ดีขึ้นกว่าก่อนที่โควิดจะเกิดด้วยซ้ำ บทบาทของผมคือ ผมต้องการเข้าใจประเด็นต่างๆ ด้วยตัวเอง เพื่อสั่งการให้ภาครัฐให้การสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และให้ภาครัฐช่วยกำจัดอุปสรรคที่ดึงรั้งภาคส่วนต่างๆ เอาไว้
    การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง ซึ่งกีดขวางการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่แค่ในอดีต เราต้องหยุดพูดคำว่า “พวกเขา” หรือ “พวกเรา” คนที่พูดว่า “ฉันไม่ฟังเขา เพราะเขามีความเชื่อต่างกับฉัน” หรือ “ฉันจะไม่ไปเจอเขา เพราะเขามีความเชื่ออีกทางหนึ่ง” เป็นคนที่ยังติดอยู่ในโลกการเมืองของเมื่อวาน เป็นยุคที่ผ่านไปแล้ว แนวคิดแบบ พวกเขา-พวกเรา ไม่ควรจะมีที่ยืนอีกต่อไป ในโลกปัจจุบัน ควรจะมีแต่คำว่า “คนไทยด้วยกัน”
    เราต้องมองไปในอนาคตข้างหน้า อนาคตที่จะเป็นยุคสมัยของคนที่ปัจจุบันนี้มีอายุ 15 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี สิ่งสำคัญของทุกวันนี้ คือ ความยุติธรรมในสังคม ความเสมอภาคภายใต้กฎหมายเดียวกัน ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสที่จะทำชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้ และมีโอกาสที่จะแสดงศักยภาพของตัวเอง โดยไม่เกี่ยวกับนามสกุล ฐานะทางการเงินของครอบครัว หรืออายุ เราต้องเชื่อว่า คนทุกคนเกิดมามีแต่ความดีอยู่ในตัว ซึ่งผมเองก็เชื่อแบบนั้นเช่นเดียวกัน
    โลกยุคใหม่ ต้องการให้พวกเราเรียนรู้ที่จะทำงานด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เป็นทีมเดียวกัน แม้ว่าเราอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เราต้องร่วมกันให้คำนิยามการเมืองแบบใหม่ และทำลายการเมืองแบบเดิมที่แบ่งแยก
    นี่คือสิ่งที่ควรอยู่ในความคิดของพวกเรา และนี่คือสิ่งที่อยู่ในความคิดของผม และนี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่า ลึกๆ แล้วก็อยู่ในความคิดของคนไทยทุกคน
    สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องแบ่งปันความคิดซึ่งกันและกันได้ และเราต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงมุมมองและสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา เพื่อช่วยประเทศ  
    นี่คือแนวทางที่ผมได้มอบให้คณะรัฐมนตรีใหม่ของผม คณะรัฐมนตรีที่ต้องรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งวันนี้ผมขอพูดต่อหน้าประชาชนคนไทยทุกคนว่า กรุณา “ปฏิเสธ” ความเกลียดชัง และการแบ่งแยกทางการเมือง ขอให้ปฏิเสธการเมืองแบบเก่า ที่แพร่กระจายเชื้อโรคของความแตกแยก ระหว่างความเชื่อที่แตกต่าง คนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่า คนรวย-คนจน หรือความแตกต่างอะไรก็ตามที่ถูกใส่เข้ามาในสังคมของเรา
    อนาคตเป็นของคนรุ่นใหม่ และอนาคตก็อยู่ในมือคนรุ่นใหม่ ให้คนรุ่นใหม่แสดงออกมาให้ทุกคนเห็นว่า เขามีพลังที่จะเดินหน้าประเทศ ไปในเส้นทางที่จะร่วมแรงร่วมใจกันทุกคนทุกฝ่าย ก้าวข้ามความคิดเห็นที่อาจจะแตกต่างกันบ้าง เพื่อช่วยแก้ปัญหาปากท้องในปัจจุบัน และก้าวไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น
    เราต้องอยู่เหนือการโต้เถียงกัน และเราต้องอยู่เหนือการเมือง เพราะเรามีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากรออยู่ตรงหน้า นั่นคือความอยู่รอดในการหาเลี้ยงชีวิตของคนนับล้านๆ ที่กำลังเดือดร้อนจากหายนะของโควิด
    เราลดปัญหาของเราไปได้ ด้วยการไม่ปล่อยให้เกิดการล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้เราต้องมุ่งไปที่ความอยู่รอดของปากท้อง เพราะเรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก และเลวร้ายไปทั่วโลก แต่พวกเราต้องมีความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราได้เห็นว่าการร่วมแรงร่วมใจกัน ลงมือทำงานด้วยกัน ได้ช่วยพวกเราให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่จัดการกับโควิดได้ดีที่สุดในโลก และไม่มีการล้มตายของผู้คน ผมเชื่อว่าเราก็สามารถทำแบบเดียวกันนั้นได้ กับการจัดการวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งหนทางเดียวก็คือการจับมือกัน และทำงานด้วยกัน เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศของเรา เพื่อความเจริญรุ่งเรือง เพื่อลูกหลานของเรา นั่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุดของเราในตอนนี้.


คนร่วมชุมนุม "ม็อบสามสัส" ระยะหลังดูจะออกอาการเซ็งๆ เห็นโพสต์บ่น....ไรวะ"เย็นนัดชุมนุม-ค่ำให้กลับไปกินนมนอน"!แบบนี้ มันคงจบหรอกนะ ที่ "รุ่นเรา" น่ะมันน่าจะไปจบที่ "คุก" ซะก่อนมากกว่า!

ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'