หิ้วเพนกวินนอนคุก! ตร.รวบตัว7ข้อหาขัง48ชม./กลุ่มหนุน-ต้านม็อบขยายวง


เพิ่มเพื่อน    

  "บิ๊กตู่" ส่งซิกโชว์ริสต์แบนด์กฎหมายที่ดีเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ทูตแคนาดาชมเปาะรับฟังคนรุ่นใหม่ “เอนก" เรียกถกอธิการบดีมหาวิทยาลัย ห้ามเกียร์ว่างคุมเข้มไม่ให้ม็อบเด็กแตะสถาบันฯ ศาลออกหมายเรียก "อานนท์-ไมค์" ไต่สวนผิดเงื่อนไขประกันตัว 3 ก.ย.นี้ "ธนาธร" ข้องใจข้อไหนจาบจ้วง บี้หยุดกระเหี้ยนกระหือรือปราบ นศ. แนะได้เวลาคุยเลี่ยงนองเลือด "ณฐพร" แจ้งเอาผิด พ.ร.บ.คอมพ์-?ม.116 "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ทั้งหมด ตร.ถือหมายศาลบุกรวบ “เพนกวิน” แล้ว

    ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับนางซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือตอนหนึ่งว่า  เอกอัครราชทูตแคนาดาได้ชื่นชมนายกฯ ในการออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เข้าใจในแนวทางการเดินหน้าทำงานของรัฐบาลในอนาคต และยังชื่นชมจุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ มองเยาวชนเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของคนรุ่นใหม่อันเป็นอนาคตและกำลังสำคัญของประเทศ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายก่อน พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ระหว่างเดินจากตึกไทยคู่ฟ้ามายังตึกภักดีบดินทร์ ได้หยุดหันมามองทางกลุ่มผู้สื่อข่าว ก่อนจะยกมือขวาขึ้นพร้อมชี้โชว์สายรัดข้อมือหรือริสต์แบนด์สีฟ้าของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาฯ คณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทำขึ้น และมอบให้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยริสต์แบนด์เขียนคำว่า "better regulation for better life" ซึ่งมีความหมายว่า กฎหมายที่มีประสิทธิภาพที่ดี เพื่อชีวิตที่ดีกว่า โดยริสต์แบนด์ดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ได้สวมใส่คู่กับริสต์แบนด์สีเหลืองที่ใส่เป็นประจำอยู่แล้ว
    ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายพิทักษ์โครงการหลวงและเทิดทูนสถาบันฯ พร้อมด้วยเครือข่ายเทิดทูนสถาบันรวมไทยสร้างชาติ นำโดยนายพูลพัชร พูลเจริญ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ผ่านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อให้กำลังใจนายกฯ สืบสานโครงการพระราชดำริ และบังคับใช้กฎหมายในการเทิดทูนสถาบันสำคัญยิ่งของประเทศ อีกทั้งขอสนับสนุนนโยบายของนายกฯ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
    ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงแนวคิดนายกฯ ที่ให้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาว่า ยังรอความชัดเจนจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดแผนและรูปแบบวิธีดำเนินการ ซึ่งหากกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องก็พร้อมสนับสนุน
    “ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวทางที่ดี ที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ความต้องการของทุกคนถึงแนวทางที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี ประชาชนได้รับการดูแลแก้ปัญหา เพราะสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการบางอย่างอาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม และตรงตามความต้องการของประชาชน ทั้งเรื่องกฎหมาย การปฏิบัติและแผนงาน แต่ต้องเสนอในทางที่สร้างสรรค์” พล.อ.อนุพงษ์ระบุ
รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟัง
    รมว.มหาดไทยยอมรับว่า มีความกังวลบ้างบางส่วนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของนักศึกษา ซึ่งก็เป็นเหมือนหลายคนในสังคมที่กังวล ทั้งนี้ การแสดงออกเป็นเรื่องที่ดี หากจะแสดงความคิดเห็นแล้วไม่เกิดความเสียหายอะไร เนื่องจากคนรุ่นใหม่ต้องเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องรับฟัง แต่การทำสิ่งไหน ต้องเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ทั้งการติเตียนหรือการเสนอแนะ แต่หากเคลื่อนไหวแล้วเกิดความเสียหายวุ่นวาย ก็เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
    ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตรวจเยี่ยมการทดสอบและประเมินผลสมรรถภาพร่างกายของผู้บังคับหน่วยระดับกรมและกองพันครั้งที่ 2 ปีงบประมาณ 2563 โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.อภิรัชต์ว่า วันนี้จะแนะนำเพลงหรือให้ดูหนังเรื่องใดหรือไม่ ซึ่ง ผบ.ทบ.ไม่ตอบ ได้แต่เดินยิ้มและรีบขึ้นไปห้องรับรองภายในอาคารโรงเรียนเสนาธิการ
    ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายอานนท์ นำภา อายุ 35 ปี ทนายความศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง อายุ 24 ปี  แกนนำเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย 2 ผู้ต้องหาในคดียุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ รวม 7 ข้อหา ซึ่งศาลได้อนุญาตฝากขังไปเมื่อวันที่ 8 ส.ค.2563 ได้รับอนุญาตปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง ตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใดๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้อีก ซึ่งศาลรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวดังกล่าวในวันที่ 3 ก.ย.2563 ช่วงเช้า และมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกผู้ต้องหาทั้งสองมาในวันดังกล่าว
    ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ว่า ที่ประชุมเห็นว่านิสิต นักเรียน นักศึกษา มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นได้ แต่จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ กมธ.จะได้เข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือจากกระทรวง เนื่องจากกังวลใจที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่อนุญาตให้นิสิตนักศึกษาใช้พื้นที่ชุมนุมแสดงความคิดเห็นในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้สัปดาห์หน้าจะเชิญแกนนำกลุ่มต่างๆ มาพูดคุยกันด้วย
    เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้มีการหารือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ นายกรวีร์กล่าวว่า เป็นหน้าของ กมธ.ที่จะต้องไปรับฟังปัญหาอย่างรอบด้าน และนำเสนอเข้าสู่กระบวนการในการพิจารณาต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จำเป็นจะต้องหาข้อสรุปในเชิงของวิชาการ จะมาสรุปตัดสินใจเองไม่ได้
พท.ส่ง32ส.ส.ดูแลม็อบ
    ทางด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และรองประธานกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยกลุ่ม ส.ส.เพื่อไทย ร่วมแถลงว่า นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ลงนามมอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะทำงานเพื่อติดตามการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ร่วมกับ ส.ส.เพื่อไทยทั้งสิ้น 32 คน แนวทางการทำงานคือ ต่อไปหากมีการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาในจังหวัดใด ในพื้นที่ กทม. ภาคเหนือ ภาคอีสาน ให้ ส.ส.เพื่อไทยที่อยู่ในเขตนั้นๆ ไปดูแล ประสานงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และเกิดความปลอดภัยกับนักศึกษา นอกจากนี้ ส.ส.ที่จะไปประสานงาน ต้องเตรียมใบรับรองเงินเดือนเอาไว้ด้วย ในกรณีหากเกิดการจับกุมนิสิต นักศึกษา จะได้ยื่นประกันตัวให้ได้ทันที
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 32 ส.ส. อาทิ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ, นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ, นายการุณ โหสกุล, นายวัน อยู่บำรุง, นายอนุสรณ์ ปั้นทอง, น.ส.จิราพร สินธุไพร เป็นต้น
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวถึงจุดยืนต่อการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนิสิตนักศึกษาวันที่ 16 ส.ค.ว่า การชุมนุมของนักศึกษาเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมาย ขอเรียนกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเกลียดชังในสังคม ต้องการจับกุมปราบปรามนักศึกษาอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ใช่วิธีการแก้ไข ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟให้ลุกโชนต่างหาก เชื่อว่าสิ่งที่จะเป็นทางออกให้สังคมได้จริงๆ คือการรับฟังสิ่งที่พวกเขาพูดอย่างสติและมีเหตุผล สิ่งที่นักศึกษาพูด อาจจะเป็นความจริงที่กระอักกระอ่วนสำหรับสังคมไทย คือความท้าทายของสังคมไทยว่ามีวุฒิภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือไม่ที่จะรับฟังความจริงในเรื่องต่างๆ เหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างมีเหตุมีผลและมีสติ  
    เมื่อถามว่า นักศึกษาให้ออกมาเรียกร้องให้แสดงจุดยืนว่ายืนข้างไหน นายธนาธรกล่าวว่า แน่นอนว่าเรายืนข้างนักศึกษาในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.แก้ไขรัฐ ธรรมนูญ และ 3.ยุบสภา สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ มองสิ่งที่เขาเรียกร้องด้วยความหวังดี การไม่ฟังนักศึกษา ไม่เปิดโอกาสให้สังคมมองเห็นทางออกว่าสังคมจะออกจากความขัดแย้งอย่างไร เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างไรต่างหากที่จะทำบ้านเมืองไปสู่วิกฤติและทางตัน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจว่า พร้อมที่จะรับฟังและประนีประนอมแค่ไหน หากไม่ประนีประนอมและไม่รับฟังนักศึกษาเลย สังคมก็ไม่มีทางออก  
    ส่วนข้อเรียกร้องของนักศึกษาเลยเถิดไปถึงสถาบันฯ นั้น นายธนาธรกล่าวว่า ต้องยอมรับข้อเรียกร้อง 10 ข้ออาจทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มไม่สบายใจ ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับข้อเท็จจริงด้วยเหมือนกันว่า คือความจริงที่กระอักกระอ่วน ทุกคนตระหนักรู้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะ พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่เอาเรื่องนี้มาพูดในที่สาธารณะ นับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความกล้าหาญมาก หากตัดเรื่องท่าทีในการนำเสนอออกไป มองเนื้อหาที่นำเสนอ คำถามสั้นๆ คือเราพร้อมหรือไม่ที่จะพูดคุยเรื่องเหล่านี้ด้วยเหตุผล ด้วยสติ เราเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะพอหรือไม่
    เมื่อถามถึงกรณีคนบางกลุ่มรับไม่ได้กับ 10 ข้อเรียกร้อง เพราะมองว่าเป็นการจาบจ้วงสถาบันฯ นั้น นายธนาธรตอบว่า "มีข้อไหนจาบจ้วง"  
    ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงการแสดงออกของนักศึกษา นายธนาธรตอบว่า ขอให้แยกระหว่างเรื่องเนื้อหาข้อเรียกร้องกับท่าที เพราะท่าทีอาจทำให้คนบางกลุ่มไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ใจความหลักจริงๆ คือเนื้อหา  
    ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาไม่ต้องการเห็นความแตกแยกในสังคม นายธนาธรกล่าวว่า สังคมจะเดินไปสู่การหาทางออกด้วยสันติได้อย่างไร ในเมื่อเดิม พล.อ.ประยุทธ์ให้ฟังนักศึกษาตั้งกรรมาธิการรับฟังข้อเสนอข้อเรียกร้องของนักศึกษา แต่ในเวลาเดียวกับกลับไปดำเนินการจับกุมคุกคาม แสดงให้เห็นว่าไม่มีความจริงใจรับฟังนักศึกษาจริงๆ
ซ้ำรอย 6 ตุลาถามบิ๊กแดง
    “สถานการณ์ขณะนี้ท้าทายอย่างมาก อยากจะขอสื่อมวลชนว่า วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือพาสังคมไปสู่ทางตันได้ พี่น้องสื่อมวลชนถือว่าสำคัญมากในการเปิดพื้นที่ให้สิ่งที่นักศึกษาพูด ทำให้มันเป็นเรื่อง ปกติในสังคมที่พูดคุยกันด้วยเหตุผล ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่จะทำให้เรากลับมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยสติ อย่าให้กลุ่มคนที่กระเหี้ยนกระหือรือ ต้องการให้กำราบปราบปรามกลายเป็นเสียงที่ดังในสังคมได้ สื่อต้องเปิดพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อให้เสียงกระเหี้ยนกระหือรือปราบปรามนักศึกษาเบาลง” นายธนาธรกล่าว
    เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวว่า ต้องถามผู้นำกองทัพว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์นั้นหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นขณะนี้คือการยุยงปลุกปั่นของกลุ่มคนบางกลุ่มให้เกลียดชัง เราจะหยุดยั้งสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้ด้วยการนำเรื่องนี้ให้อยู่บนโต๊ะคุยกันด้วยเหตุผลและสติ การปราบปรามแก้ปัญหาไม่ได้ ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่า การไม่เผชิญหน้ากับความจริงแก้ปัญหาไม่ได้ เราต้องการผู้ใหญ่ ในสังคมที่มีวุฒิภาวะ ทั้งสื่อ นักวิชาการ สหภาพแรงงาน และกลุ่มคนทั้งสังคม ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะมากขึ้น จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร  
    นายธนาธรยังให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ตอนหนึ่งว่า ขอฝากไปถึงผู้มีอำนาจ เวลานี้ทุกคนต้องถอยคนละก้าว ไม่มีใครได้ 100% ไม่มีใครอยากเห็นการสูญเสียเลือดเนื้อ ถ้าผู้มีอำนาจยังไม่คิดถอย ไม่ประนีประนอม มันอาจไปถึงจุดนั้นได้ ทุกคนต้องถอยและใช้สติ โดยรูปธรรมของการถอยคือการแก้รัฐธรรมนูญ มานั่งคุยกันว่าจะเอาอย่างไร เดินหน้าไปอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าคนที่ไม่พอใจ คนที่ตื่นรู้ทางการเมืองและต้องการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง มีมากเกินกว่าที่รัฐจะปราบปรามหรือทำเป็นไม่รับรู้ว่ามีอยู่อีกต่อไป
    ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)? นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะทนายความ เดินทางเข้ายื่นหลักฐานต่อ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการ ปอท. ในฐานะโฆษก ปอท. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ขอให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายอาญา มาตรา 116 ฐานยุยง ปลุกปั่นฯ โดยเฉพาะแกนนำและกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุม รวมทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ ผู้ประกอบการเวทีที่ใช้จัดงาน ผู้ที่ให้การสนับสนุนเงินทุนในการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวใน 10 ส.ค. ที่มหาวิทยาลัย?ธรรมศาสตร์? ศูนย์?รังสิต? พร้อมระบุด้วยว่าอาจจะมีพรรคการเมืองหนึ่ง ช่วยเหลือสนับสนุนการจัดกิจกรรมครั้งนี้ด้วย
    วันเดียวกัน กลุ่มประชาชนไทยผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซึ่งนำโดย ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกแถลงการณ์ โดยมีข้าราชการ ครู อาจารย์ ประชาชนทั่วไปกว่า 246 คนร่วมลงชื่อ มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า การกระทำและข้อเรียกร้อง 10 ข้อของกลุ่ม “ ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” และกลุ่มอาจารย์ที่ลงนามสนับสนุน เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงออกไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นการแสดงออกที่บิดเบือน ใส่ร้าย ละเมิดสถาบันกษัตริย์อย่างรุนแรง จนถึงขั้นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ประชาชนไทย พวกเราจึงขอใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกว่า ทนไม่ได้อีกต่อไปกับการกระทำของนักศึกษาและอาจารย์เหล่านี้ ตลอดจนผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ขอคัดค้านการกระทำและข้อเรียกร้องทั้ง 10 ข้อของคนกลุ่มนี้ และขอให้รัฐบาล-เจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่ดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และระงับความแตกแยกในสังคมไทย
    ส่วน 23 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 23 คน นำโดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุมว่า ในสังคมการเมืองพหุนิยมซึ่งมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างหลากหลาย ทุกภาคส่วนของสังคมควรยอมรับว่าไม่มีคุณค่าใดเป็นคุณค่าสูงสุดเด็ดขาด แต่ควรเปิดโอกาสให้คุณค่าทั้งหลายที่ขัดแย้งกันอยู่นั้นได้มีพื้นที่ในสังคมการเมือง และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองหรือพัฒนาการอุดมการณ์แห่งคุณค่านั้นด้วย แม้ว่าการเคลื่อนไหวหรือการแสดงออกของผู้ชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสรีภาพนั้นบั่นทอนคุณค่าที่คนกลุ่มอื่นของสังคมยึดถือจนพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง
บี้มหา'ลัยห้ามแตะสถาบันฯ
    ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. ได้เชิญผู้บริหารของมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้าพบ เพื่อสอบถามเรื่องการพัฒนาและทิศทางของมหาวิทยาลัย รวมทั้งกำชับให้ดูแลความเคลื่อนไหวของนักศึกษาไปตามหลักประชาธิปไตย โดยย้ำว่านายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์การชุมนุมของนักศึกษา ซึ่งมีการปราศรัยล่วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่พอใจเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกฯ ไม่ปรารถนาที่จะให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ
    นายเอนกกล่าวว่า รัฐบาลไม่ปิดกั้นการชุมนุม ไม่ขัดข้องในการแสดงความเห็นทางการเมืองของนักศึกษาประชาชน แต่ต้องไม่จาบจ้วงต่อสถาบันฯ ขอให้มหาวิทยาลัยเคร่งครัดในเรื่องนี้ ผู้บริหารทุกมหาวิทยาลัยต้องร่วมกันรับผิดชอบหากเกิดเหตุ ต้องตระหนักว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเสาหลักของประเทศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของบ้านเมือง ซึ่งครูบาอาจารย์ต้องพูดให้นักศึกษาตระหนักว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นสำคัญอย่างไร ประเทศไทยเรานั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องช่วยกันดูแลไม่ให้นักศึกษาหรือคนนอกมหาวิทยาลัยเข้ามาจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันฯ จะใส่เกียร์ว่างทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยไม่ควรอนุญาตให้คนนอกเข้าไปใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง และหากมีการชุมนุมควรให้ รปภ.ตรวจบัตร ตรวจอาวุธ และคัดกรองป้องกันโควิด-19 ด้วย
    สำนักบริหารกิจการนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกประกาศเรื่องไม่อนุมัติให้จัดกิจกรรมในวันศุกร์ที่ 14 ส.ค.2563 ภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย มีเนื้อหาดังนี้ ตามที่กลุ่มคณะจุฬาฯ และสปริงมูฟเมนต์ มีหนังสือขออนุญาตจัดกิจกรรมภายในจุฬาฯ เพื่อผลักดันปัญหาของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพื่อให้ความรู้ด้านการเมืองของนิสิตต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน ตั้งแต่เวลา 15.00-20.00 น.นั้น เห็นว่าควรจะได้มีการหารือกับนิสิตผู้ขออนุญาตโดยตรงถึงแผนการดำเนินการจัดการชุมนุมให้เกิดความรอบคอบ มิให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายและขยายวงความขัดแย้งจนอาจจะนำไปสู่ความรุนแรง การที่ผู้ขออนุญาตได้จัดส่งหนังสือขออนุญาตจัดกิจกรรมดังกล่าวในระยะเวลาที่กระชั้นชิดมาก ทำให้ไม่สามารถประสานงานกับหน่วยงานภายในและหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง ตามที่แจ้งขอได้ทันกำหนดเวลา จึงยังไม่อาจอนุญาตให้จัดกิจกรรมในวันศุกร์นี้ได้
    ขณะที่ 14 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมลงนามคัดค้าน สำนักบริหารกิจการนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเรื่องไม่อนุมัติให้จัดกิจกรรมดังกล่าว
         ต่อมาทางผู้จัดกิจกรรมได้ยืนยันว่า แม้จะมีประกาศห้ามดังกล่าว แต่ผู้จัดก็จะยันคงเดินหน้าจัดการชุมนุมในมหาวิทยาลัยต่อไป โดยเลื่อนเวลาเป็น 17.00 น. ใช้สถานที่ลานหน้าอาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในช่วงหนึ่งของกิจกรรม มีการขอให้ผู้ชุมนุมชู 3 นิ้ว และตะโกนพร้อมกันว่า หยุดคุกคามประชาชน และขอไม่ให้มีการปิดกั้นการแสดงออก นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโต๊ะให้ผู้ชุมนุมและประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ครบ 50,000 รายชื่อด้วย และเวลาประมาณ 20.00 น. แกนนำบนเวทีปราศรัยได้ประกาศยุติชุมนุมแล้ว และนัดหมายชุมนุมกันใหม่อีกครั้งวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
    ที่ลานพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดการชุมนุมปราศรัยแบบแฟลชม็อบ "คนรามจะไม่ทน" รามคำแหงจะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการอีกต่อไป ท่ามกลางนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เดินทางเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง โดยมีตำรวจนครบาล 4 จัดกำลังประมาณ 50 นาย ร่วมกับตำรวจ สน.หัวหมาก อีก 80 นาย หรือประมาณ 1 กองร้อย กระจายกำลังคอยดูแลความสงบเรียบร้อย
     กลุ่มเยาวชนปลดแอก ออกแถลงการณ์เรื่องการจับกุมเยาวชนและประชาชนจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทางการเมือง สืบเนื่องจากการชุมนุมของเยาวชนปลดแอกเมื่อวันที่ 18 ก.ค.63 ว่า มีเอกสารหลุดออกมาว่าอาจมีถึง 31 คนที่ถูกออกหมายจับ โดยกว่าครึ่งเป็นเพียงแค่เยาวชน หนึ่งในนั้นคือนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ที่เพิ่งถูกควบคุมตัว จึงขอยืนยันในข้อเรียกร้องคือ "หยุดคุกคามประชาชน"
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายศาลอาญาเข้าจับกุมนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำเยาวชนปลดแอก ย่านเมืองทองธานี ขณะเตรียมเดินทางไปร่วมชุมนุมบริเวณท่าน้ำนนท์ “กิจกรรมทุเรียนนนท์ไม่เอาเผด็จการ” โดยเจ้าหน้าที่ได้อ่านหมายศาล ในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ รวม 7 ข้อหาเดียวกันกับที่ทนายอานนท์ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ แต่นายพริษฐ์ไม่ยอมไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวโดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย หิ้วขึ้นรถอย่างทุลักทุเล นายพริษฐ์พยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้ว ก่อนนำตัวไปบันทึกประจำวันที่ สภ.ปากเกร็ด เจ้าของพื้นที่และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์
    และเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตัวนายพริษฐ์ได้ควบคุมตัวมาถึง นายพริษฐ์ได้ลงจากรถก่อนเข้าสวมกอดคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพาตัวเข้าไปยังห้องสอบปากคำเพื่อทำการสอบปากคำ โดยไม่อนุญาตให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องติดตามเข้าไป โดยมี พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เข้าติดตามการสอบปากคำและความเรียบร้อย
         สำหรับบรรยากาศที่ สน.สำราญราษฎร์ ยังคงมีฝนตกโปรยปราย และมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายพริษฐ์ทยอยเข้ามาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รอบบริเวณโรงพัก ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังดูแลความเรียบร้อย พร้อมตั้งแผงเหล็กเป็นแนวกั้นไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณโรงพัก ต่อมานายภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอใช้ตำแหน่ง ส.ส.เป็นหลักประกันตัวนายพริษฐ์ ในขณะเดียวกันก็มี ส.ส.จากพรรคก้าวไกล รวมทั้งบรรดาอาจารย์ใน 105 รายชื่อที่สนับสนุนการชุมนุมได้มาที่ สน.ด้วย
    ล่าสุด ในเวลา 20.00 น. พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รอง ผบช.น. แถลงชี้แจงกรณีการจับกุมนายพริษฐ์ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. มีการจัดกิจกรรมชุมนุมทางการเมืองที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย และมีการร้องทุกข์ไว้ กระทั่งวันที่ 7 ส.ค. ตำรวจได้จับกุมนายอานนท์กับนายภาณุพงศ์ ตามหมายจับศาลอาญา ก่อนได้รับการประกันตัวไป วันนี้ตำรวจจึงได้จับกุมนายพริษฐ์ ซึ่งเป็นแกนนำอีกราย หลังรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติออกหมายจับ ยืนยันว่าการดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ พร้อมแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ และตรวจร่างกายโดยแพทย์ ยืนยันว่าหลังสอบปากคำเสร็จสิ้นจะคุมขังที่ สน.สำราญราษฎร์ ตามกรอบกฎหมาย 48 ชั่วโมงก่อนส่งตัวฝากขังที่ศาลอาญา ซึ่งขณะนี้มารดานายพริษฐ์กับทนายความก็อยู่ดูแลด้วย
    ทั้งนี้ ระหว่างการแถลงข่าวได้มีมวลชนฝ่าแนวกั้นของตำรวจเข้ามาตะโกนใส่หน้า พล.ต.ต.สมประสงค์ ว่า shame   
        ต่อมานายพริษฐ์กล่าวกับมวลชนผ่านกระจกห้องสอบสวนว่า สบายดี ส่วนเหตุผลที่ตำรวจจับกุมนั้นเป็นเพราะเขากลัวข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ.

    

 


ก็พลอยปีติยินดีไปด้วย......กับพี่น้องชาวใต้ "นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา-สงขลา" ที่มีโอกาสได้รับเสด็จ"สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" พระผู้ซึ่งเป็นแก้วตา-ดวงใจของมวลพสกนิกรไทยทั้งมวล

ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'