รร.ราชินีห้ามชู3นิ้ว ผู้ปกครองไม่พอใจลาออกได้/‘บิ๊กตู่’ลงระยองไร้คิวพบเด็ก


เพิ่มเพื่อน    

 

จับตา “บิ๊กตู่” ประชุม ครม.นอกสถานที่ จ.ระยอง-จันทบุรี 24-25 ก.ย.นี้ อ้างภารกิจแน่นไม่มีเวทีพบนักศึกษา  "สาธิต" รุดหารือกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่ มั่นใจราบรื่นดี เผย "ธนาธร" จัดกิจกรรมที่บ้านเพดักหน้า 1 วัน ฝ่ายความมั่นคงโต้ข่าวรัฐประหารหวังสร้างความหวาดระแวงรัฐบาล-กองทัพลั่น “บิ๊กตู่” ผนึกเอกภาพได้ กห.ฟันธงแค่ข่าวเท็จขอ ปชช.หนักแน่น "จตุพร" ย้ำอีกหากเอาตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อได้รัฐประหาร 100% เยาวชนเมินเข้าร่วม กมธ.รับฟังฯ "รร.ราชินี" เดือด นร.โดนบูลลี่ออกประกาศห้ามก้าวล่วงสถาบันฯ ใครฝ่าฝืนให้ลาออกไปเรียนที่อื่น

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 สิงหาคม นายอนุชา บูรพชัยศรีโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ วันที่ 24-25 ส.ค.นี้ว่า ในวันที่ 24 ส.ค. เวลา 08.30-11.30 น. นายกฯร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 3 ร่วมกับผู้นำ 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมา เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในมิติต่างๆ
     เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม นายกฯ จะลงพื้นที่ จ.ระยอง โดยตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ที่อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง ในช่วงบ่าย นายกฯ เป็นประธานเปิดทางหลวง ระหว่างเมืองหมายเลข 7 ช่วงพัทยา-มาบตาพุด และเยี่ยมชมตลาดสินค้าครบวงจร (ตลาด 100 เสา) เทศบาลบ้านเพ พร้อมพบปะตัวแทนผู้ประกอบการการท่องเที่ยว จ.ระยอง  
    ในวันที่ 25 ส.ค. นายกฯ เป็นประธานสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ที่โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น จากนั้นเป็นประธานการประชุมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 3 (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง) และเป็นประธานการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2563 เมื่อจบการประชุม ครม. จะตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick off) ที่ทางหลวงหมายเลข 3249 กม.3+164 ตอนควบคุม 0100 เขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง ตำบลแสลง อ.เมืองจันทบุรี ก่อนเดินทางกลับ กทม.
    ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ที่ จ.ระยอง จะพบกับกลุ่มเยาวชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นด้วยหรือไม่ นายอนุชากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มีอยู่ในกำหนดการ เนื่องจากภารกิจของนายกฯมีค่อนข้างมาก
     นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข และ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์? ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมการประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จ.ระยอง และ จ.จันทบุรี ว่าเจ้าหน้าที่ดูแลเต็มที่อยู่แล้ว? โดยเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ทาง จ.ระยอง ได้ลงไปเตรียมการในเรื่องสถานที่ต่างๆ ส่วนเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ตนได้พยายามไปหารือกับบุคคลที่คาดการณ์ว่าจะมาเคลื่อนไหว แต่อย่างไรก็ตาม ?ก็เป็นไปตามสิทธิเสรีภาพที่จะมาแสดงออก แต่ขอให้อยู่ในความสงบและเรียบร้อย เราไปในพื้นที่ก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด? ดังนั้น?จึงพยายามพูดคุยทำความเข้าใจกัน? ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร มีความมั่นใจว่าราบรื่นด้วยดี
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มบุคคลที่จะเคลื่อนไหวหรือไม่ นายสาธิตกล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ และให้ทางจังหวัดไปทำความเข้าใจ อาจจะมีความเคลื่อนไหวของทีมผู้สมัคร ในระดับท้องถิ่นที่ประกาศตัวว่าจะลงสมัคร แต่คงไม่มีอะไรมาก ส่วนจะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเคลื่อนไหวนั้น คาดว่าจากส่วนกลางคงไม่มี เพียงแต่วันที่ 23 ส.ค. จะมีกิจกรรมของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าคณะก้าวหน้า ซึ่งได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะจัดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ้านเพ อ.เมืองระยอง โดยนายธนาธรจะไปทำกิจกรรม ซึ่งมีการแจ้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว มั่นใจว่าไม่มีอะไร ส่วนเรื่องการเตรียมสถานที่และการรักษาความปลอดภัย ฝ่ายความมั่นคงดูแลเต็มที่
สยบข่าวลือรัฐประหาร
     แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นว่า เป็นการปล่อยข่าวของฝ่ายตรงข้าม เพื่อปลุกกระแสทางโซเชียลมีเดียให้เกิดความเคลื่อนไหว หรือต้องการหวังเช็กกระแสอะไรหรือไม่ และเพื่อต้องการให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งยืนยันว่าตอนนี้กองทัพยังถือเป็นกลไลหนึ่งในการทำงานของรัฐบาล ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่เป็น รมว.กลาโหม สามารถดูแลกองทัพให้เป็นเอกภาพได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้เป็นการสร้างกระแสเพื่อให้สอดรับกับ 2 จุดยืนของคณะประชาชนปลดแอกที่ห้ามทำรัฐประหาร และห้ามตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รวมทั้งสอดรับกับการขึ้นปราศรัยของบรรดาแกนนำคณะประชาชนปลดแอก ที่มีการพูดถึงประวัติศาสตร์การทำรัฐประหาร และใกล้ถึงวันครบรอบเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ด้วย โดยฝ่ายความมั่นคงจะต้องประเมินสถานการณ์และจับตาต่อไป
    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงข่าวลือรัฐประหารว่า เป็นข่าวเท็จ โดยเฉพาะสถานการณ์ของประเทศปัจจุบัน ที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน มีความพยายามสร้างข่าวเท็จ ปลุกให้เกิดความหวาดระแวงกันในสังคมมากขึ้น ประชาชนทุกคนทุกฝ่าย ควรใช้ดุลยพินิจรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างรอบด้าน โดยขอให้หนักแน่น เชื่อมั่นกันและกัน พร้อมรวมใจไทยสร้างชาติ แก้ปัญหาดังกล่าวไปด้วยกัน
    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊กไลฟ์ peace talk ระบุถึงข่าวลือ 2 เรื่องคือ สหรัฐจะตั้งฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ในไทยนั้น เป็นข่าวลือ ไม่เป็นความจริง เพราะการตั้งฐานขีปนาวุธในไทยจะทำให้ไทยอยู่ในความเสี่ยงของสงคราม เป็นเรื่องใหญ่มาก เท่ากับชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน คนไทยต้องเดือดร้อน ไม่มีประโยชน์คุ้มค่าเลย ส่วนข่าวลือเรื่องการรัฐประหารโดยไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองใน 10 ข้อ
    "ถ้าขยับไปถึงการเรียกร้อง 10 ข้ออีก ท้ายที่สุดจะหนีไม่พ้นการรัฐประหาร ข่าวลือการรัฐประหาร มาจากคนไทยลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศสและญี่ปุ่น หากการเคลื่อนไหวมี 10 ข้อมาผสมด้วย จะจบลงด้ายการยึดอำนาจ วันนี้เราต้องถามกันว่า ถ้าต้องการประชาธิปไตยที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต้องยืนตามข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 2 จุดยืน 1 ความฝัน แต่หากเอาตามข้อเรียกร้อง 10 ข้อ จะได้เผด็จการ 100% เท่ากับไปต่ออายุให้เกิดเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นมาอีก แล้วทำกันทำไม เรากำลังจะเดินไปเพื่อเอาประชาธิปไตยหรือ เผด็จการ" นายจตุพรกล่าว  
     นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงการชุมนุมโดยเฉพาะการจับกุมแกนนำนักศึกษา ว่าปัญหาอะไรต่างๆเหมือนกับประชาธิปไตย เราก็ต้องแก้ไขด้วยหลักการของประชาธิปไตย ก็คือการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น การพูดคุยทำความเข้าใจกัน การไม่ใช้ความรุนแรง และการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คิดว่าถ้าทุกอย่างอยู่ในกรอบนี้เราก็คนไทยด้วยกันอยู่แล้ว พูดคุยทำความเข้าใจกันได้ อะไรที่เป็นวิกฤติ และเรามีมาตรการในการคลี่คลายเราก็ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้เหลือปัญหาของความเห็นต่างเหลือปัญหาของความขัดแย้งให้น้อยที่สุด บรรยากาศต่างๆ มันก็จะดีขึ้น ถึงจะใช้เวลาก็ต้องใช้เวลากัน แต่สำคัญที่สุดอย่าใช้ความรุนแรงกัน ใช้การเจรจาเป็นสิ่งที่ดีที่สุด    
วอนทุกฝ่ายเจรจากัน
    นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า สถานการณ์การชุมนุมของนักศึกษานั้น เชื่อว่าจะสามารถทำความเข้าใจกันได้หากทุกฝ่ายเปิดใจยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งวันนี้ 3 ข้อเรียกร้องของนักศึกษานั้น ได้รับการสนองตอบจากทุกฝ่ายแล้ว โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าเมื่อรัฐบาลแสดงความจริงใจก็น่าที่จะทำความเข้าใจกันได้ เพราะหากปล่อยให้การชุมนุมบานปลาย ดังนั้นอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในการเปิดเวทีรับฟังปัญหาทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาโดยเร่งด่วน ส่วนน้องๆ นักเรียนมัธยมนั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องเปิดพื้นที่รับฟังและทำความเข้าใจโดยเร็วด้วย
    "อยากให้พรรคร่วมฝ่ายค้านและคณะก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ โดยการทำความเข้าใจกับกลุ่มนักศึกษาด้วย ไม่ใช่ไปยุยงปลุกปั่น ขอให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศ ไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีก หากมีการชุมนุมประท้วงเหมือนอดีตอีกประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ เศรษฐกิจซึ่งแย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่หนักกว่าเดิม ประชาชนจะเดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก จึงอยากให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว เปิดโต๊ะเจรจาทำความเข้าใจกันก่อนที่จะสายเกินไปเชื่อว่ามีทางออก" นายธนกรกล่าว
     ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าเหตุที่ต้องมีการจับกุมผู้ชุมนุม เนื่องจากตำรวจมีมาตรา 157 ค้ำคอ ซึ่งหากไม่อยากถูกจับกุมก็ให้ไปชุมนุมที่ทุ่งกุลาร้องไห้ว่า ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยึดมั่นในกฎหมายและปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด แต่คำถามคือ การใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเลือกใช้เฉพาะกับประชาชนเท่านั้นหรือ การใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดของท่าน ไม่เคยถูกใช้กับทายาทกระทิงแดง หรือเจ้าของบ่อนพระราม 3 เลย ทั้งที่สองคดีนี้สร้างความสั่นสะเทือนและอยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน แต่กลับเงียบหายไร้ความคืบหน้า กลับกันการดำเนินคดีต่อพี่น้องประชาชน รวดเร็ว เร่งด่วนเหมือนพวกเขาคือภัยคุกคาม ทั้งที่การชุมนุมของประชาชนคือสิทธิเสรีภาพที่สามารถทำได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ
    "กฎหมายมาตรา 157 ที่ท่านยกมา มีผลบังคับใช้แค่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยงั้นหรือ ไปไม่ถึงทุ่งกุลาร้องไห้หรืออย่างไร หากการใช้กฎหมายเคร่งครัดจริงจังแค่บางพื้นที่ และใช้กับแค่คนบางกลุ่ม ประชาชนจะอยู่กันอย่างไร ประเทศไทยจะไปต่อกันแบบไหน ผบ.ตร.น่าจะมีคำตอบที่มีวุฒิภาวะ มีเหตุและผลมากกว่านี้ ผมหวังว่าการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนจะเท่าเทียมกับคดีที่มีอำนาจเงินเกี่ยวข้อง” นายณัฐชากล่าว
    นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ทั้งเหตุการณ์และ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ มีคำคมที่น่าสนใจของขงจื๊อที่เป็นอนุสติ ดังนี้ เพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม ทะเลาะกับลูกค้าต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี ทะเลาะกับเถ้าแก่ต่อให้ชนะก็แพ้อยู่ดี ทะเลาะกับภรรยาต่อให้ชนะก็แพ้อยู่ดี  ทะเลาะกับเพื่อนต่อให้ชนะก็แพ้อยู่ดี ทะเลาะกับประชาชนต่อให้ชนะก็แพ้อยู่ดี
      "ขอวิงวอนให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองและผู้ที่อยู่ในอำนาจทั้งหลาย หันหน้าเข้าหากันกับฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ แล้วหาทางประนีประนอมยอมผ่อนปรนกันเพื่อให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ นำมาซึ่งความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องประชาชนชาวไทย การหักด้ามพร้าด้วยเข่า มุ่งแต่จะเอาชนะคะคานกันนั้นไม่เป็นผลดี ประวัติศาสตร์ทางการเมืองก็มีให้เห็นมากมาย" นายวันชัยกล่าว
เยาวชนเมินร่วม กมธ.รับฟัง
    ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณารับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนและประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ. ได้นัดหมาย กมธ.ประชุมเพื่อพิจารณารับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชน ซึ่งเป็นนัดต่อเนื่องของการประชุมเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่เริ่มเวลา 10.30 น. แต่ไม่มีตัวแทนของกลุ่มเยาวชนเข้าร่วม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ประจำ กมธ.ระบุว่า ได้ประสานเชิญตัวแทนเยาวชนผ่านศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนด้วยวาจา แต่ทางศูนย์ฯ แจ้งว่าไม่มีความประสงค์จะร่วมให้ความเห็น ทำให้ กมธ.ไม่ออกหนังสือเชิญตามขั้นตอนการทำงาน
     นายภราดรกล่าวในที่ประชุมว่า การทำงานของ กมธ. 21 ส.ค.จะสรุปภาพรวมการทำงานที่ กมธ.ลงพื้นที่การชุมนุมต่างๆ และจะเร่งการทำงานให้เสร็จ จากนั้นวันที่ 26 สิงหาคม จะเสนอรายงาน กมธ.ต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เพื่อบรรจุรายงาน กมธ. ในระเบียบวาระ และให้สภาพิจารณาภายในสมัยการประชุมนี้
    อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน 6 คน ประกอบด้วย นายวสันต์ พานิช, นางสุนี ไชยรส, น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง, นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ, นางเตือนใจ ดีเทศน์ และนางอังคณา นีละไพจิตร ร่วมกันออกแถลงการณ์ว่า มีความห่วงใยอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจลุกลามบานปลายจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงดังที่เคยปรากฏในอดีต จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 1.รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเคารพและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและการแสดงออกอย่างสันติของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน และยุติการคุกคามทุกรูปแบบ 2.ควรแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติ โดยนำหลักรัฐศาสตร์มาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหามากกว่ามองว่าใครผิดใครถูก และใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผู้เห็นต่างจากรัฐ
    3.ในส่วนข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือล้มล้างสถาบัน รัฐบาลและภาคประชาสังคมทุกฝ่ายจึงควรรับฟังซึ่งกันและกันด้วยขันติและอหิงสธรรม ไม่ควรนำประเด็นนี้ไปใช้ในการปลุกระดมให้คนไทยเกลียดชัง 4.รัฐบาลและรัฐสภาควรเร่งดำเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ก่อนยุบสภาจัดตั้งสภาสภาร่างรัฐธรรมนูญ 5.รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการควรดำเนินมาตรการที่จำเป็นใ นการคุ้มครองการใช้สิทธิเสรีภาพของเด็ก โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง และรับประกันว่าจะต้องไม่มีการลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงทุกรูปแบบ       
     ขณะที่โรงเรียนราชินี ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ออกประกาศเรื่อง การเรียกร้องทางการเมืองโดยอ้างประชาธิปไตย ว่า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนนี้ เมื่อพุทธศักราช 2447 เพื่อให้กุลสตรีไทยได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน และเจ้านายหลายพระองค์ในราชวงศ์จักรีได้ทรงอุปถัมภ์โรงเรียนตลอดมา นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในปัจจุบันโรงเรียนราชินีจัดการเรียนการสอนโดยยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พื้นที่โรงเรียนไม่เคยใช้ในทางการเมือง และไม่อนุญาตให้กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลใดมาใช้พื้นที่ โดยผ่านนักเรียนหรือนักเรียนเก่า เพราะโรงเรียนต้องวางตัวเป็นกลาง
ตะเพิดนร.ก้าวล่วงสถาบันฯ
    ปรากฏว่าในช่วงเวลานี้มีนักเรียนหลายคนพยายามที่จะใช้พื้นที่โรงเรียน โดยมีความฝักใฝ่ขบวนการทางการเมืองนอกโรงเรียนเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในลักษณะที่เสี่ยงต่อความผิดทางกฎหมายและสร้างความไม่สงบ นักเรียนกลุ่มดังกล่าวกลับกระทำการที่ไม่เป็นหลักของประชาธิปไตย ใช้วิธีข่มขู่นักเรียนอื่นที่เห็นต่าง (Bully) จึงเกิดความหวาดกลัวในหมู่นักเรียนและความเป็นห่วงของผู้ปกครองนักเรียนเหล่านั้น และที่สำคัญก้าวล่วงสถาบันหลักของประเทศ นำชื่อของโรงเรียนไปใช้ให้เกิดความเสียหาย ทำให้สังคมทั่วไปเข้าใจว่า โรงเรียนราชินีสนับสนุนการไม่มีสถาบันกษัตริย์ อันขัดต่อจุดยืนของโรงเรียน
      ดังนั้น เพื่อดำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของโรงเรียนราชินี ทางโรงเรียนจึงขอใช้ "สิทธิ์ของโรงเรียน" ไม่อนุญาตให้นักเรียนก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อระเบียบของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นระเบียบการเคารพธงชาติ และการข่มขู่นักเรียนอื่น ตั้งแต่ บัดนี้เป็นต้นไป หากนักเรียนฝ่าฝืน โรงเรียนจะต้องลงโทษตามกฎระเบียบ และหากเป็นเรื่องผิดกฎหมาย โรงเรียนไม่อาจปกป้องนักเรียนจากการถูกดำเนินคดีหรือถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการตามกฎหมายได้ ขอให้ผู้ปกครองดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และโรงเรียนพร้อมจะให้ความร่วมมือกับผู้ปกครองในการดูแลอบรมนักเรียนดังที่เคยปฏิบัติเสมอมา หากผู้ปกครองคนใดไม่พอใจเรื่องที่โรงเรียนแจ้งนี้ โรงเรียนยอมรับ "สิทธิ์ของผู้ปกครอง" ที่จะนำนัก เรียนลาออกไปเรียนที่โรงเรียนอื่น"
    ที่สำนักงานศึกษาธิการ ภาค 12 จ.ขอนแก่น ว่าที่ ร.อ.ทินกร  ศรีนาง รองศึกษาธิการภาค 12  เปิดเผยว่า ขณะนี้ศึกษาธิการภาค 12 ได้ส่งหนังสือให้โรงเรียนระดับมัธยมที่อยู่ภายใต้การดูแลของศึกษาธิการภาค 12 ประกอบด้วย จ.ร้อยเอ็ด, ขอนแก่น,มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ ได้ทำการเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา เพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อรวบรวมส่งไปที่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้ได้รับการแก้ไขตามข้อเรียกร้องตามขั้นตอน การเรียกร้องของนักเรียนเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่สิทธิของตัวเองในการแสดงออกคืออย่าทำให้ผิดกฎหมาย และอย่าไปกระทบสิทธิคนอื่น
    "ขณะนี้ยังไม่รับการร้องเรียนการกระทำรุนแรงต่อนักเรียนที่ออกมาเคลื่อนไหวและชุมนุมทางการเมือง ซึ่ง ศธ.ภาค 12 ได้เน้นย้ำไปที่ ผอ.เขตการศึกษาฯ และ ผอ.โรงเรียนฯ ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงกับนักเรียนและให้แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ภายใต้กฎหมายที่กำหนด" ว่าที่ ร.อ.ทินกรกล่าว
    วันเดียวกัน นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน และตัวแทนนักกฎหมาย ทนายความ ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกพร้อมรายนามของทนายความ นักกฎหมาย 266 นาม ขอให้สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกคำร้องของนายอภิวัฒน์ ขันทอง กรณียื่นหนังสือให้สภาทนายฯ ถอนชื่อนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนออกจากทะเบียนทนายความ โดยนายกสภาทนายความฯ ได้มอบหมายให้ ดร.กิตติมา สิริศุภชัย  กรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย/ปฏิคมเป็นตัวแทนออกมารับเรื่องแทน  
    คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ให้เหตุผลต่อสภาทนายความฯ ว่า การลบชื่อทนายความออกจากทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ.2528 มาตรา 52 (3) นั้น ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ทนายความฯ มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าเหตุผลตามที่นายอภิวัฒน์กล่าวอ้างนั้นอยู่ในข้อบังคับ นอกจากนี้คดีที่นายอภิวัฒน์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนายอานนท์ ที่ สน.สำราญราษฎร์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ก็กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งยังไม่มีการพิพากษาว่าการกระทำตามที่อานนท์ถูกดำเนินคดีเป็นความผิด ที่ผ่านมาของนายอานนท์ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ทนายความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในหลากหลายประเด็น และเห็นด้วยว่าการกระทำของทนายอานนท์เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ ซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ.      

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"