โต้ปมร้าวทำ “ปรีดี” สละเรือบิ๊กตู่ ลุ้นสเปกขุนคลังคนใหม่ฝ่ามรสุมศก.-บารมีการเมือง


เพิ่มเพื่อน    

        กลายเป็นประเด็นร้อน “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” ทันที หลังจาก “ปรีดี ดาวฉาย” อดีต รมว.การคลัง ประกาศสละเรือไม่ไปต่อกับรัฐบาลประยุทธ์ 2/2 ทั้งที่เพิ่งมีการปรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาล และเริ่มทำงานได้เพียง 27 วัน สร้างความตกใจให้กับประเทศเป็นอย่างมาก แถมยังเป็นการประกาศลาออกท่ามกลางกระแสข่าว ขัดแย้ง กับ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.การคลัง อีกตะหาก จึงกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมากถึงทิศทางของกระทรวงการคลัง ภายใต้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

        แท้จริงแล้วปมร้าวระหว่าง “ปรีดี” และ “สันติ” เริ่มมาจากประเด็นเรื่องการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง เนื่องจาก “ประสงค์ พูนธเนศ” ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 .ย.นี้ ทำให้ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการแต่งตั้งให้ “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” อธิบดีกรมศุลกากร มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังแทน ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลของการโยกย้ายใหญ่ของกระทรวงการคลังในครั้งนี้

        เริ่มจากในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.ระยอง เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา “ปรีดี” ได้เสนอเอกสารโดยระบุชื่อ “ลวรณ แสงสนิท” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต แต่! กลับมีการขานชื่อ “ประภาศ คงเอียด” ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) แทน จน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นทักท้วงทันทีว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะชื่อที่ขานกับเอกสารที่นำเข้า ครม.ไม่ตรงกัน จึงทำให้คลังต้องถอนวาระดังกล่าวออกไปก่อน

        แว่วๆ มาว่า เบื้องหลังการแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตครั้งนี้ มีเอกชนรายใหญ่ในวงการที่เกี่ยวข้องกับกรมดังกล่าวเข้ามาเอี่ยวด้วย โดยมีการฝากฝังผ่าน รมช.การคลัง ก่อนจะส่งรายชื่อให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็นเรื่องโบ๊ะบ๊ะกลางที่ประชุม ครม.สัญจร ก่อนที่ “ปรีดี” จะเสนอเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง โดยยังยืนยันโผเดิมที่เคยเสนอไป และ ครม.ก็เห็นชอบตามที่เสนอ หลังจากนั้นก็มีข่าวว่า “ปรีดี” ลาออกตามมาทันที

        แม้ว่าท้ายที่สุด “ปรีดี” จะออกมายืนยันชันเจนถึงเหตุผลของการลาออกครั้งนี้ว่า ไม่เกี่ยวกับปมขัดแย้งกับนายสันติแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาการทำงานเข้าขากันได้ดี มีการรับฟังและช่วยงานกันอย่างเต็มที่ แต่ที่ต้องไขก๊อกลาออกทิ้งเก้าอี้ขุนคลังไปอย่างกะทันหัน ก็เพราะ “ปัญหาเรื่องสุขภาพ” ซะมากกว่า เพราะเมื่อ 3-4 ปีก่อน เคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งเดิมที่คิดว่าอาการต่างๆ ทุเลาเบาบางลงแล้ว แต่ภายหลังจากรับตำแหน่งสำคัญอย่าง รมว.การคลัง อาการที่เคยคิดว่าดีขึ้นก็กลับมาใหม่ นั่นเพราะการทำงานที่กดดัน และอยากให้งานทุกอย่างบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จนท้ายที่สุดก็ไม่ไหว จำเป็นต้องลาออกไปนั่นเอง

        ขณะที่ “สันติ” เองก็ออกมายืนยันอีกแรงว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งทั้งในมุมส่วนตัวกับ “ปรีดี” และภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่อย่างใด โดยยอมรับว่าภาพการทำงานอาจจะดูเหมือนขัดแย้งกัน เพราะผมทำหน้าที่เป็นเพียง รมช.การคลังเท่านั้น มีการแบ่งงานกันรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้ รมว.การคลังได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่

        “ปรีดี” ได้โทร.มาขอโทษถึงการลาออก ซึ่งทำให้มีข่าวออกมาว่าเกิดจากปมความขัดแย้งระหว่างกัน อีกทั้งยังได้ขอบคุณที่ร่วมทำงานด้วยกันในช่วงที่ผ่านมา และผมสามารถนำประสบการณ์ในฐานะ รมช.การคลัง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมามาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมาก ยืนยันว่าการทำงานระหว่างผมและ “ปรีดี” ไม่มีความขัดแย้งแม้แต่น้อย แต่ด้วยปัญหาด้านสุขภาพของ “ปรีดี” กับภาระหน้าที่ที่กดดัน จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว จำเป็นต้องมีการออกนโยบายใหม่ๆ และงานส่วนใหญ่ถาโถมมาที่คลังเป็นหลัก จึงเป็นประเด็นสำคัญของการลาออกครั้งนี้

        ก่อนจะออกตัวกลายๆ ว่า มีความพร้อมหากนายกรัฐมนตรีต้องการให้ “สันติ” ขยับเก้าอี้ขึ้นไปนั่งเป็น “ขุนคลัง” โดย “สันติ” ระบุว่า ผมทำงานร่วม 2 รมว.การคลังที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจและการเงิน และอีกหนึ่งรองนายกรัฐมนตรีที่คร่ำหวอดทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นผมซึมซับเศรษฐกิจของบ้านเราทั้งภาวะเดินหน้าและถดถอย โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ต้องทำงานได้ทันทีภายใต้ความกดดันนั้น ผมทำงานผ่านมาเป็นเวลากว่า 1 ปี ในอดีตผมเคยอยู่กระทรวงใหญ่ๆ มาแล้ว เคยเป็น รมว.คมนาคม และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมมีความเชี่ยวชาญและภูมิต้านทานพร้อมรับแรงกดดันในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ได้

        ขณะที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ก็ออกมายอมรับการลาออกของ “ปรีดี” ด้วยเหตุผลและความจำเป็นด้านสุขภาพ ซึ่งหมอแนะนำให้พักผ่อน เพราะกลัวว่าอาการจะรุนแรงขึ้น พร้อมทั้งยืนยันว่า แม้ว่าจะไม่มี รมว.การคลังในขณะนี้ แต่รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้ ขอให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เพราะยังมี รมช.การคลังและข้าราชการอยู่ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีเอง ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจก็กำกับดูแลอยู่แล้ว ยืนยันว่าการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมทั้งอยากให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลทำงานได้ อย่ายึดติดกับตัวบุคคลมากนัก ส่วนการจะตั้ง รมว.การคลังคนใหม่นั้น จะดำเนินการในช่วงเวลาที่เหมาะสม

        ด้าน “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงการคลัง ระบุว่า การลาออกของ “ปรีดี” นั้น จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แผนงานของรัฐบาลมีการวางไว้หมดแล้ว ดังนั้น รมช.การคลัง รวมทั้งข้าราชการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง ที่ยังทำงานอยู่ ก็ล้วนมีความเชี่ยวชาญ สามารถขับเคลื่อนงานให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลวางไว้

        ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (.อ.ท.) ก็ออกมายอมรับว่า ส่วนตัวรู้สึกช็อกกับการลาออกจากตำแหน่งของ “ปรีดี” ซึ่งเป็นธรรมดาที่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีต้องรีบพิจารณาหา รมว.การคลังคนใหม่ที่มีความรู้ เข้าใจการทำงาน และทำงานเป็นทีมร่วมกับ ครม.ได้เข้ามาทำหน้าที่ให้เร็วที่สุด เพื่อสะท้อนถึงความมีเสถียรภาพของรัฐบาล

        เข้าใจว่านายปรีดีอาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพหรืออาจมีเรื่องไม่สบายใจอย่างไรหรือไม่ แต่อย่างไรเสียก็ The show must go on (การแสดงยังต้องดำเนินต่อไป) นายกรัฐมนตรีคงต้องเร่งหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเข้ามาเป็น รมว.คลัง ใหม่โดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะความจำเป็นที่รัฐบาลยังต้องให้ความช่วยเหลือภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19”

        อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องชาวบ้านจะล่าช้านั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะหา รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้แค่ไหน

        ขณะที่ “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองประเด็นดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีผลลบต่อบรรยากาศภาพรวมแน่นอน เนื่องจากนักลงทุนและประชาชนมีความกังวลต่อฐานะเงินคงคลัง การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) และแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีในอนาคต รวมถึงความกังวลในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีความจำเป็นต้องเร่งใช้จ่าย อีกทั้งมาตรการพิเศษที่ต้องออกมาในช่วงรอยต่อของการหมดความช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

        อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ดี เนื่องจากการเป็น รมว.การคลังในภาวะปัจจุบันที่ต้องเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่จากความขัดแย้งในการประชุม ครม.ที่นายปรีดีไม่สามารถปรับตำแหน่งข้าราชการได้เอง และนายกรัฐมนตรีไม่ส่งสัญญาณปกป้อง สะท้อนให้เห็นว่า รมว.การคลังที่มาจากคนนอก ไม่มีบารมีทางการเมืองมาก่อน ถึงแม้จะเสียสละเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนก็ทำให้งานออกมาไม่เป็นไปตามที่คาดหวังได้

        “ปัจจุบันนักลงทุนหรือแม้แต่ประชาชนเอง ก็มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว ทั้งตอนนี้และอนาคต โดยเฉพาะช่วงรอยต่อที่กำลังหมดลงของมาตรการช่วยเหลือจาก ธปท. เมื่อไม่มี รมว.การคลัง จึงเป็นความเสี่ยงในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นทำให้เกิดการผลักดันไม่เต็มที่ หรืออาจจะล่าช้า มีโอกาสที่ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอลงอีก

        ทันทีที่ “ปรีดี” ลาออก คำถามที่ตามมาคือ ภาพลักษณ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักในการบริหารเศรษฐกิจ กลับตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง จากที่ควรเป็นหน่วยงานในการสร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้านที่กดดัน ทั้งจากโควิด-19 ความไม่แน่นอนทางการเมือง การชะลอตัวของตลาดการค้าโลก การถดถอยของเศรษฐกิจโลก แต่กลับต้องมาสะดุดจากปัญหาภายในเท่านั้น

        หลังจากนี้คงต้องมาติดตามกันต่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะเฟ้นหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีความเหมาะสมเข้ามารับบทหนัก ทำงานในหน้าที่ ขุนคลัง ซึ่งไม่เพียงต้องต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับปัญหา แต่ยังต้องต่อสู้กับผู้มีบารมีทางการเมือง การทำงานภายใต้แรงกดดันนี้ จะมีพระเอกขี่ม้าขาวโดดลงสนามเพื่อช่วยสานต่อนโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศฝ่ามรสุมได้เร็วเพียงใด!.


ป๊อบแป๊บ "ไทยโพสต์" ๒๕ ปี ไม่ถือว่านาน แต่การที่ต้องอีโหลกโขลกเขลกกว่าจะผ่านในแต่ละปี นั่นแหละ ทำให้รู้สึกว่า ๒๕ ปี โอ้โห...นานเหลือเกิน!

'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ