เราคือคนไทยที่ควรภูมิใจในความเป็นไทย


เพิ่มเพื่อน    


    สังคมไทยกำลังเผชิญกับกลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ไม่ยอมรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เขาสร้างวาทกรรมที่มุ่งล้มเสาหลักของประเทศ เขาไม่มีความภักดีกับสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เขาสร้างวาทกรรมเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่ออกมาเรียกหา “ประชาธิปไตย” ทั้งๆ ที่ประเทศเราก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่เขาก็สร้างวาทกรรมว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการ เขาพยายามสร้างภาพที่เป็นการกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นเผด็จการ และยังกล่าวหาไปมากกว่านั้น และใช้วาทกรรมที่ทำให้ได้เยาวชนเป็นแนวร่วม ด้วยการใช้คำว่าว่า “ปลดแอก” ให้เยาวชนเห็นว่าพวกเขาจะต้องออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อเป็นการปลดแอก การใช้วาทกรรมดังกล่าวนั้น ทำให้พวกเขาได้ใจเยาวชน เพราะเด็กๆ ที่ไม่พอใจกับกฎระเบียบของพ่อแม่ ของโรงเรียน และกฎหมายของบ้านเมือง จะรู้สึกว่าพวกเขามีแอกที่ต้องแบกอยู่ ทำให้ชีวิตไม่มีอิสระ
     ก่อนที่จะคล้อยตามวาทกรรมของกลุ่มคนชังชาติ เด็กๆ ควรจะตั้งคำถามว่า “ใครเอาแอกไปใส่หลังเรา” แค่การที่บ้านมีกฎบ้าน โรงเรียนมีกฎโรงเรียน ประเทศชาติมีกฎหมาย เราจะมองว่านั่นคือการต้องแบกแอกกระนั้นหรือ เราต้องเข้าใจความเป็นจริงว่า การที่เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความมีระเบียบ เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เราจำเป็นต้องมีกฎ กติกาในการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช้ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้แบบที่ชอบพูดกันว่า “ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้” เราจะเป็นประเทศที่ไร้ระเบียบวินัยกระนั้นหรือ เพียงแค่ได้ยินได้ฟังกลุ่มคนชังชาติมาบอกให้เราปลดแอก เราก็เชื่อว่าเรามีแอกที่ต้องปลดกระนั้นหรือ และหากแม้กฎระเบียบและกฎหมายใดที่เรารู้สึกว่ามันเป็นแอกที่ต้องแบกหนัก เราจำเป็นต้องออกมาผูกโบขาว ยกสามนิ้ว ชุมนุมเรียกหาประชาธิปไตยเลยเชียวหรือ สิ่งที่เด็กกำลังทำอยู่นั้นอาจจะไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนที่แอบอยู่ข้างหลักเด็กที่คล้อยตามวาทกรรมว่าตนเองต้องแบกแอกที่ต้องการปลด
อยากให้เด็กๆ พินิจพิจารณาให้ดี อย่าตกเป็นเป็นเพียงบันไดหรือทางผ่านให้คนชังชาติเดินสู่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากในการชุมนุมมีการกระทำที่ผิดกฎหมาย พวกเด็กๆ นั่นแหละที่จะต้องเป็นผู้ต้องหา อาจจะต้องติดคุก ส่วนผู้ที่ยุยงอยู่เบื้องหลังก็ลอยนวล พวกเขาอาจจะมาดูแลตอนที่เด็กๆ ไปสถานีตำรวจ อาจจะมาประกัน แต่พวกเขาคงไม่เสียใจกับชะตากรรมของเด็กๆ หรอกนะ คนเสียใจคือพ่อแม่ของเด็กๆ ที่ตอนนี้เป็นไดโนเสาร์ที่ไม่รู้อะไรเลยในสายตาของลูกๆ ผู้ใฝ่หาประชาธิปไตย
     การออกมาชุมนุมเรียกร้องอะไร การจะแสดงความคิดเห็นเรื่องอะไรไม่มีใครห้าม เพราะเป็นสิทธิตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่การตัดสินใจว่าจะทำอะไร จะพูดอะไร เด็กๆ ควรจะหาข้อมูลให้ครบถ้วน รอบด้านในทุกมิติ อย่าฟังคนกลุ่มเดียวที่ให้ข้อมูลไม่ครบด้าน เลือกที่จะพูดเพื่อให้เด็กๆ ต่อต้านรัฐบาล ต่อต้านวัฒนธรรมของประเทศชาติ ต่อต้านกฎระเบียบของโรงเรียน และต่อต้านกฎหมายที่มีไว้เพื่อการจัดระเบียบสังคม อนึ่ง การออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามแนวทางของกลุ่มชังชาตินั้น อาจจะทำให้เด็กๆ หางานทำยาก เพราะหลายบริษัทคงไม่ต้องการที่จะจ้างคนที่มีทัศนคติชังชาติ หรือมีความคิดไม่เอาสถาบันหลักของประเทศ การแสดงทัศนคติทางการเมือง การแสดงพฤติกรรมทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนไทยที่ไม่ภูมิใจในความเป็นไทย ไม่จงรักภักดีสถาบัน เด็กๆ มีโอกาสที่จะตกงาน เพราะผู้ประกอบการน่าจะมากกว่า 90% เป็นคนที่รักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของประเทศ
     เกิดมาเป็นคนไทย เติบโตบนผืนแผ่นดินไทย จงภูมิใจในความเป็นไทย เพราะประเทศไทยมีดีมากมาย แต่ที่เราต้องประสบกับปัญหาต่างๆ เวลานี้ เพราะเรามีนักการเมือง (จำนวนหนึ่ง) ที่เป็นคนเลว มีพฤติกรรมเลวๆ เข้ามาทำงานเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ทำให้พวกเขาเข้ามาแย่งชิงอำนาจกัน พอได้อำนาจในการบริหารประเทศ นักการเมืองเลวๆ เหล่านี้ ก็ทำทุกอย่างที่จะแสวงผลประโยชน์ และเมื่อแพ้การเลือกตั้งสูญเสียอำนาจไป ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อำนาจกลับคืน ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านที่มีแต่ความแค้น และหนึ่งในวิธีการของเขาคือสร้างวาทกรรมให้เด็กๆ ออกมาจัดม็อบชุมนุมเรียกหาประชาธิปไตย (ที่ไม่ได้หายไปไหน) การออกมาชุมนุมด้วยทัศนะที่ชังชาติและปฏิเสธสถาบันที่เป็นเสาหลักของประเทศ ก็เลยทำให้เด็กๆ กลายเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย
     เมืองไทยมีดีที่เราต้องภูมิใจ เราเอาชนะโควิด-19 ได้เป็นที่หนึ่งของโลก เราเป็นประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในเวลานี้ ต่างชาติหลายประเทศอยากมาอยู่เมืองไทยในเวลานี้ ต่างชาติมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน เปิดธุรกิจใหม่ๆ เรามีการทำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ มากมาย ทั้งถนน ท่าเรือ รถไฟ สนามบิน ระบบขนส่งมวลชน ที่สำคัญคือเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ เรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรมมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นจอมทัพต่อสู้กับต่างชาติ รักษาแผ่นดินเอาไว้ให้คนไทยมานานหลายชั่วคน เราหลุดพ้นจากการเสียดินแดนมาแล้วกี่รอบด้วยพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ จากสุโขทัย มาสู่กรุงศรีอยุธยา มาสู่ธนบุรี จนถึงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินทอง เป็นเมืองที่เจริญที่มีความอุดมสมบูรณ์
     อยากให้คนไทยทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ประเทศไทยไม่ดีขึ้นตรงไหน” ประเทศไทยเป็นกะลาแลนด์ที่เขาชิงชังจริงหรือ ประเทศไทยไม่มีอะไรดีให้เราภาคภูมิใจเลยกระนั้นหรือ ลองพิจารณาหาคำตอบด้วยตนเอง แล้วเราก็จะรู้ว่าเมืองไทยมีดีที่น่าภาคภูมิใจ และยิ่งไปกว่านั้น เราก็จะเห็นได้ว่าเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองมาได้ทุกวันนี้เพราะเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้นเราไม่ควรจะเชื่อคนที่จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะต้องการถอนเสาหลักของประเทศที่เราควรภูมิใจและต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน.


อยู่เพื่อเรียนรู้กันไป... ไทยโพสต์ ๒๕ ปี...เข้าเบญจเพสพอดิบพอดี เทียบแล้วก็รุ่นราวคราวเดียวกับคนรุ่นใหม่ ที่จัดชุมนุมกันอยู่ในช่วงเวลานี้

เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์
'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'