ปรับ ครม.บิ๊กตู่ 2/3 หลังจบศึกงบฯ-ปิดสภา


เพิ่มเพื่อน    

      หลังปรีดี ดาวฉาย ลาออกจาก รมว.การคลังเมื่อ 1 กันยายน ที่ผ่านมา โดยมี สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ทำหน้าที่เป็นเบอร์หนึ่งขุนคลังไปพลางๆ ก่อน โดยสันติ แกนนำพลังประชารัฐระดับบิ๊กเบิ้ม ก็หวังลึกๆ จะได้ผงาดขึ้นเป็นขุนคลังเบอร์หนึ่งตัวจริง หลังก่อนหน้านี้ก็เป็นมาแล้วทั้ง รมว.คมนาคม-รมว.การพัฒนาสังคมฯ-รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ทว่าถึงตอนนี้ดูเหมือนกระแสตอบรับจากสังคมยังไม่ค่อยขานรับเท่าใด

            ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรม-การเงินการธนาคาร ก็หวังให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งตัดสินใจหาคนที่สังคมและวงการธุรกิจยอมรับมาเป็น รมว.การคลังโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยให้เป็นสุญญากาศนานนัก

            มีจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การประชุมสภาเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของฝ่ายค้านเมื่อ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ในประเด็นที่ฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องประเด็นเชิงเศรษฐกิจ-การกอบกู้เศรษฐกิจในวิกฤติโควิด-การใช้จ่ายเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน

            เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายรัฐบาล ยามเมื่อไร้ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ" คอยยืนซด-โต้ฝ่ายค้านแบบที่ผ่านมาตลอดหนึ่งปีของรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 และบางช่วง พลเอกประยุทธ์ ต้องลุกขึ้นมาสวนฝ่ายค้านเรื่องเศรษฐกิจเองในสภา เห็นได้ชัดว่าน้ำหนักการชี้แจง-ตอบโต้ทางการเมืองในเรื่องประเด็นเศรษฐกิจในสภาของฝ่ายรัฐบาลยามไร้ สมคิด ดูอ่อนยวบ-ไร้หมัดหนักที่จะสวนกลับฝ่ายค้านได้แบบสมน้ำสมเนื้อ

            สิ่งนี้ก็เชื่อว่า พลเอกประยุทธ์ คงเห็นถึงจุดอ่อนดังกล่าวของรัฐบาลแล้ว และหลังจากนี้เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ-นโยบายรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ-ผลงานรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ-การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ทางรัฐบาลยังมีงานต้องทำอีกมาก

            จึงจำเป็นต้องมีขุนพลหลักตัวจริงไว้คอยทำหน้าที่อธิบายการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวที่ทำให้สังคมเชื่อถือ ซึ่งหากจะให้ พลเอกประยุทธ์ มารับหน้าเสื่อทำทุกอย่างหมดก็ไม่ไหว โดยเฉพาะการพูดเรื่องเศรษฐกิจ หากนายกฯ ทำการบ้านมาไม่ดีก็ตกม้าตาย จะยิ่งทำให้รัฐบาลเสียความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจหนักไปอีก

            ส่วน "สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน" ที่เป็นเสมือนกัปตันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเวลานี้ ดูทรงแล้วไม่ธรรมดา น่าจะเป็นคนมีของ แต่ในทางการเมืองถือว่ายังเป็นมือใหม่อยู่ ความเจนจัดช่ำชองจึงยังต้องรออีกสักระยะถึงจะเข้าฝัก

            ด้วยเหตุนี้ การที่ยังไม่มีการหาคนมาเป็นขุนคลังตัวจริง หากปล่อยไว้แบบนี้ไปเรื่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล รวมถึงกับประเทศโดยส่วนรวม พลเอกประยุทธ์จึงคงต้องรีบตัดสินใจในการทาบทามหรือตัดสินใจได้แล้วว่า ใครจะมาเป็น "ขุนคลังตัวจริง" ให้กับรัฐบาล

            ในทางการเมืองมีการวิเคราะห์กันว่า พลเอกประยุทธ์อาจปรับ ครม.หลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ที่จะเข้าสภาวาระ 2 และวาระ 3 ในสัปดาห์นี้ 16-17 กันยายน จากนั้นสภาก็ส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบให้เสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อให้ทุกอย่างจบก่อนปิดสมัยประชุม 25 ก.ย. ที่พอเสร็จในชั้นวุฒิสภาก็จะมีการนำร่าง พ.ร.บ.งบฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

            จึงมีการมองกันว่า หลังร่าง พ.ร.บ.งบฯ ผ่านทั้งสภาและวุฒิสภา และใกล้ปิดสมัยประชุมสภา 25 ก.ย. หรือหลังปิดสภา ที่ถือว่าการเมืองนิ่งในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการเมืองในสภา จึงน่าจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการปรับ ครม.จากประยุทธ์ 2/2 เป็นประยุทธ์ 2/3

            เพียงแต่สูตรปรับ ครม.ที่จะออกมา จะเป็นแบบไหน ปรับแค่หนึ่งเก้าอี้ คือเอาคนนอกมาเป็นขุนคลังคนใหม่แทนปรีดีตำแหน่งเดียวแล้วจบ หรือจะปรับแบบสลับเก้าอี้กันเองใน ครม.ประยุทธ์ชุดปัจจุบัน

            ท่ามกลางกระแสข่าวที่เริ่มออกมาหลายสูตร เช่น โยก สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ จาก รมว.พลังงานมาเป็น รมว.การคลัง ควบรองนายกฯ แล้วเอา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จาก รมว.อุตสาหกรรมมาเป็น รมว.พลังงาน แล้วโยก สันติ พร้อมพัฒน์ ไปนั่งเป็น รมว.อุตสาหกรรมแทน แล้วก็ให้ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จาก รมช.แรงงาน มาเป็น รมช.การคลัง ที่อาจถนัดมากกว่า จนทำให้เก้าอี้รัฐมนตรีว่างหนึ่งตำแหน่ง ก็สามารถดันคนที่ผิดหวังในการปรับ ครม.ที่ผ่านมาของพรรคพลังประชารัฐมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกหนึ่งตำแหน่ง เพราะถือว่าเป็นการปรับ ครม.ในโควตาพลังประชารัฐ ไม่เกี่ยวกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

            อย่างไรก็ตาม ก็ต้องดูว่าสูตรดังกล่าวที่ดูแล้วกลุ่มก๊วนการเมืองทั้งหลายในพลังประชารัฐน่าจะโอเคด้วย เพราะเป็นสูตรที่กลุ่มการเมืองต้องการอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม สมศักดิ์ เทพสุทิน และ สุริยะ ที่ต้องการโควตา รมว.พลังงานมาไว้ในกลุ่มตัวเองตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 อยู่แล้ว และถึงขนาดผลักดันออกแรงกันอย่างหนักตอนปรับ ครม.รอบที่ผ่านมา แต่ก็ยังวืดอีกรอบ มารอบนี้ รอบที่สาม กลุ่มสมศักดิ์-สุริยะ ที่ตอนนี้ถือว่ามีรัฐมนตรีในกลุ่มแล้วสามเก้าอี้ คือ สมศักดิ์ รมว.ยุติธรรม-สุริยะ รมว.อุตสาหกรรม-อนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ก็อาจคาดหวังให้ สุริยะ สมหวังเสียทีในเก้าอี้ รมว.พลังงาน

            ขณะเดียวกันก็มีการมองกันว่าสันติก็อาจโอเคกับสูตรนี้ เพราะอย่างน้อยก็ยังได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม ในกระทรวงที่มีบทบาทด้านเศรษฐกิจ และไม่ทำให้เสียหน้า-หน้าแตกมากเกินไป หากพลเอกประยุทธ์เลือกเอาคนนอกมาเป็น รมว.การคลัง จนสันติวืดอดนั่งขุนคลัง ทั้งที่แบะท่าตั้งแต่วันแรกๆ ที่ปรีดีลาออก ว่าพร้อมจะเป็นขุนคลังเบอร์หนึ่ง

            อีกทั้งการโยกสันติออกจากคลังก็ทำให้ภาพที่สังคมเคยมองกันว่า สันติ คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ปรีดี ลาออกจาก รมว.การคลัง เพราะมีปัญหางัดข้อกันในเรื่องการทำงาน-การบริหารงานในกระทรวง จน "คนนอก" หลายคนต่างไม่อยากตอบรับมาเป็น รมว.การคลัง ภาพที่ถูกมองกันดังกล่าวจะได้หายไป และทำให้คนที่เข้ามาเป็น รมว.การคลังทำงานได้สะดวก ไม่ต้องเกรงใจ กลัวมีปัญหากับสันติ เพราะหากคนอื่น โดยเฉพาะคนนอกมาเป็น รมว.การคลัง โดยสันติยังเป็น รมช.การคลัง ที่ต้องอกหักจาก รมว.การคลัง ก็จะทำให้การทำงานอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ รมว.การคลัง จะทำอะไรก็ต้องเกรงใจ สันติ รมช.การคลัง

            การโยกสันติไปเป็น รมว.อุตสาหกรรม เลยถูกมองว่าน่าจะเป็นสูตรที่ฝ่ายการเมืองในพลังประชารัฐจะสนับสนุนกันหลายกลุ่มก๊วน

            กระนั้น สูตรปรับ ครม.-โยกสลับเก้าอี้กันเองใน ครม.ชุดปัจจุบันข้างต้น ก็ยังเป็นแค่กระแสข่าวเท่านั้น

            เพราะก็มีข่าวมาอีกทางว่า "สุพัฒนพงษ์" หลังเข้ารับตำแหน่งและเริ่มคุ้นเคยกับ ส.ส.พลังประชารัฐบางส่วนบ้างแล้ว จนมีการคุยกันในทางการเมืองบางประเด็น ซึ่ง สุพัฒน์พงษ์ ก็บอกว่า เรื่องการปรับ ครม. นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรมา ทราบแต่ว่านายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างทาบทามคนนอกมาเป็น รมว.การคลัง ส่วนสูตรจะโยกตนเองไปนั่งเป็น รมว.การคลัง อาจไม่ใช่ เพราะเพิ่งมาเป็น รมว.พลังงานได้ไม่นาน

            ทั้งหมดก็อยู่ที่พลเอกประยุทธ์แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะหากประเมินแล้ว สูตรโยกสลับกันเองใน ครม.ปัจจุบัน กระแสสังคมไม่ตอบรับด้วย ในบางตำแหน่ง บางกระทรวง ที่ประชาชนอาจมองว่าเป็นการปรับ ครม.แบบเล่นเก้าอี้ดนตรี แบ่งปันอำนาจกันเอง โดยไม่คำนึงถึงการยอมรับของประชาชน ถ้ากระแสประชาชนออกมาแบบนี้ นายกฯ ก็อาจไม่โอเคกับกระแสข่าวโยกสลับเก้าอี้กันเองใน ครม. ข้างต้น แล้วก็พยายามทาบทามคนนอกมาเป็น รมว.การคลังให้ได้ต่อไปในเวลาที่รวดเร็วที่สุด และที่สำคัญต้องได้คนที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคธุรกิจให้การยอมรับ และต้องเป็นการปรับ ครม.แบบที่จะไม่เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองใดๆ ตามมาในพลังประชารัฐและรัฐบาล.