สป.ยธ.บี้นายกฯ-อสส.สั่งพักราชการ'ตร.-อัยการ'แก๊งอุ้มบอส


เพิ่มเพื่อน    

14 ก.ย. 63 - สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) ได้ออกแถลงการณ์คดีบอส อยู่วิทยา (ฉบับที่ 2) เรื่อง  ขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตำรวจผู้ร่วมขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จในคดีนายวรยุทธ  อยู่วิทยา “ออกจากราชการไว้ก่อน”  ระหว่างการดำเนินคดีอาญาและวินัยร้ายแรง โดยมีใจความว่า

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ส่งรายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ ศ.ดร.วิชา  มหาคุณ เป็นประธานในการหาตัวผู้กระทำผิดกรณีที่รองอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ  อยู่วิทยา ขับรถประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วหลบหนี   เนื่องจากได้พบหลักฐานว่ามีบุคคลหลายฝ่ายทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตำรวจ อัยการ เจ้าพนักงานพิสูจน์หลักฐาน และทนายความได้ร่วมมือกันสร้างพยานหลักฐานเท็จเรื่องความเร็วนำเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเพื่อทำลายน้ำหนักพยานหลักฐานเดิมที่ถูกต้องและนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องของอัยการส่งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ศอตช.) ดำเนินการ และเลขาธิการ ปปท.ได้แจ้งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญาและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางวินัยนั้น

เนื่องจาก  ระหว่างนี้ข้าราชการตำรวจผู้เข้าไปร่วมสร้างพยานหลักฐานเท็จดังกล่าวทุกคน   ยังคงปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ของตนกันเป็นปกติ  ทั้งที่ผลการตรวจสอบได้พบพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นทั้งตัวการและผู้สนับสนุน แม้กระทั่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านการบริหารของหน่วยงานตำรวจระดับต่างๆ ที่ปล่อยปละละเลยหรืออาจรู้เห็นเป็นใจให้มีการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานคดีนี้มาตั้งแต่เกิดเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นการไม่ตรวจวัดความเมา การปล่อยให้คดีขาดอายุความ หรือไม่แจ้งข้อหาเสพโคเคนนำมารวมไว้ในสำนวน

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่า  นายกรัฐมนตรีมีความจริงใจในการปราบปรามการทุจริตของชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบงานสอบสวนคดีอาญาซึ่งส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรงยิ่งในปัจจุบัน  จึงขอให้ดำเนินการดังนี้

1.เร่งออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการตำรวจทุกคนที่ไปร่วมประชุมปรึกษากับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อัยการ อาจารย์มหาวิทยาลัยและทนายความตามที่ปรากฏหลักฐานคลิปเสียงการสนทนาในการสร้างพยานหลักฐานเท็จคดีอาญาเพื่อช่วยให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับโทษ ณ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานเมื่อ

วันที่  29 กุมภาพันธ์  2559 ตามที่คณะกรรมการฯ รายงาน ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมกระทำผิดที่แน่ชัดในการกดดันให้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์  แตงจั่น  นักวิทยาศาสตร์คำนวณความเร็วด้วยวิธีใหม่ของ ดร.สายประสิทธิ์  ก่อให้เกิดความสับสนได้ผลออกมาเพียง 79.23 กม.ต่อชั่วโมง ขัดต่อหลักวิชาการและมาตรฐานการปฏิบัติงานพิสูจน์หลักฐาน  ถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 200 ตามที่ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญา  และเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ถือเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มาตรา 79 (5) ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจสั่ง “ให้ออกจากราชการไว้ก่อน” ระหว่างรอผลการสอบสวนคดีอาญาและวินัยร้ายแรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 95

2.สั่ง ผบ.ตร. ให้เร่งรัดการสอบสวนทางวินัยให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยรายงานความคืบหน้าให้ทราบผ่านเลขานุการ ศอ.ตช. ทุก 7 วัน

3.สั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมควบคุมการปฏิบัติงานของอธิบดีสอบสวนคดีพิเศษให้เร่งสอบปากคำ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์  แตงจั่น  ยืนยันหลักฐานคลิปเสียง  และนำไปเสนอศาลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดอาญาทุกคนที่อยู่ในการประชุมปรึกษาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

4.ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ออกคำสั่งตั้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมว่า  ในกรณีที่เกิดปัญหาการสอบสวนทำลายพยานหลักฐานคดีนี้มาตั้งแต่วันแรกเกิดเหตุและต่อเนื่องมาอีกหลายปี  ทั้งการที่ไม่ดำเนินการให้นายวรยุทธเป่าทดสอบความเมาทันทีที่พบตัว  การไม่ดำเนินคดีข้อหาเสพโคเคน รวมทั้งการปล่อยให้บางข้อหาขาดอายุความ  ตำรวจผู้บังคับบัญชาทุกระดับตั้งแต่สถานีไปจนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในแต่ละช่วงเวลา  มีใครเป็นผู้รับผิดชอบทางการบริหารในการที่ไม่ตรวจสอบควบคุมหรือแม้กระทั่งรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำผิดดังกล่าวบ้าง

สป.ยธ ยังได้ออกแถลงการณ์ คดีบอส อยู่วิทยา (ฉบับที่ 3) เรื่อง ขอให้อัยการสูงสุด  “สั่งพักราชการ” พนักงานอัยการผู้ร่วมขบวนการสร้างพยานหลักฐานเท็จกับตำรวจในคดีนายวรยุทธ  อยู่วิทยา ระหว่างรอผลการดำเนินคดีอาญาและวินัยร้ายแรง โดยมีใจความว่า

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ส่งรายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ ศ.ดร.วิชา  มหาคุณ เป็นประธานในการหาตัวผู้กระทำผิดกรณีที่รองอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ  อยู่วิทยา ขับรถประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วหลบหนี   เนื่องจากได้พบหลักฐานว่ามีบุคคลหลายฝ่ายทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตำรวจ อัยการ เจ้าพนักงานพิสูจน์หลักฐาน และทนายความได้ร่วมมือกันสร้างพยานหลักฐานเท็จเรื่องความเร็วนำเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเพื่อทำลายน้ำหนักหลักฐานเดิมที่ถูกต้องและนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องของอัยการ   ส่งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ศอ.ตช.) ดำเนินการ และเลขาธิการ ปปท.ได้แจ้งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีอาญาและส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการทางวินัยนั้น

เนื่องจาก  ระหว่างนี้พนักงานอัยการ ช.ผู้ถูกระบุว่าได้เข้าไปร่วมสร้างพยานหลักฐานเท็จกับตำรวจในคดีดังกล่าว  ยังคงปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่อยู่เป็นปกติทั้งที่ผลการตรวจสอบได้พบพยานหลักฐานชัดเจนว่าเป็นตัวการร่วมสร้างพยานหลักฐานเท็จคดีอาญาจนนำไปสู่การสั่งไม่ฟ้องของรองอัยการสูงสุดที่สร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมของชาติอย่างร้ายแรงดังกล่าว

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนว่า  สำนักงานอัยการสูงสุดมีความจริงใจในการจัดการกับปัญหาการทุจริตของของบุคคลากรในองค์กรอย่างจริงจังจึงขอให้เร่งออกคำสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบว่า อัยการ ช.ที่ปรากฏในหลักฐานคลิปเสียงร่วมสนทนากับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตำรวจ อาจารย์มหาวิทยาลัยและทนายความในการสร้างพยานหลักฐานเท็จคดีอาญา ณ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานเมื่อวันที่  29 กุมภาพันธ์ 2559 ดังกล่าวคือใคร มีตำแหน่งหน้าที่อะไร และเร่งดำเนินดดีวินัยร้ายแรงแจ้งให้ประชาชนทราบพร้อมทั้ง “สั่งพักราชการ” อัยการคนดังกล่าว  เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 80 โดยเร็ว.


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'