จัดเต็มม็อบทุกข้อหา ตร.ลั่นดำเนินคดีเด็ดขาดเพราะล่วงละเมิดสถาบัน


เพิ่มเพื่อน    


    “ประยุทธ์” ขอบคุณทุกฝ่ายทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสันติอีกครั้ง ฝากให้นึกถึง 3  สถาบันหลัก หมุดคณะราษฎรที่ 2 อยู่ไม่ครบ 24 ชั่วโมงดี ถูกถอดเป็นของกลางในคดีแล้ว สน.ชนะสงครามสุดคึกคัก แห่ร้องแจ้งความแกนนำธรรมศาสตร์พรึ่บ “ตำรวจ” เล่นบทโหดบอกจะดำเนินคดีเด็ดขาด เพราะล่วงละเมิดสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทย เล็งฟัน 18 แกนนำ ศรีสุวรรณซัดเป็นกรรมหนักปล่อยให้ลอยนวลไม่ได้ “เพนกวิน” รับสภาพหมุดหาย โวลั่นหมุดปักในใจประชาชนแล้ว เตรียมแจกแบบให้ผลิตเพื่อปักในที่ต่างๆ 
    เมื่อวันจันทร์ที่ 21 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19-20  ก.ย.ว่า สถานการณ์การชุมนุมที่ผ่านมาต้องขอแสดงความยินดีที่ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบสุขและสันติอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานอย่างเสียสละ  อดทนและอดกลั้น จึงขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบ้านเมืองสงบสุขอย่างนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่างไปด้วยกัน ขอฝากไปถึงประชาชนโดยรวมด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหลักสำคัญยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ 
    เมื่อถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ยุติและประกาศเคลื่อนไหวอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าก็ติดตามตอนต่อไป เมื่อถามว่าการปักหมุดคณะราษฎร 2563 ถือว่าผิดกฎหมายใช่หรือไม่  พล.อ.ประยุทธ์ตอบเพียงสั้นๆ ว่า "จ้ะ" 
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะในประเด็นหมิ่นเหม่ว่า ไม่ได้ตามเรื่องจึงไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรบ้าง แต่ได้ยินข้อเรียกร้องมาบ้าง ซึ่งเขาเรียกร้องไปยังองคมนตรีผ่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ส่วนจะมาถึงรัฐบาลหรือไม่-ไม่ทราบ แต่ข้อเรียกร้อง 2-3 เรื่องถือว่าเป็นไปได้ เช่นการห้ามคุกคาม ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยคุกคาม การที่รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายถือว่าคุกคามไม่ได้ หากคุกคามคงไม่สามารถชุมนุมกันได้ 
    เมื่อถามว่าได้ฟังเนื้อหาการปราศรัยรู้สึกตกใจหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า "พิศวง" จากนั้นถามต่อว่า พิศวงในแง่ไหน นายวิษณุย้อนว่าพิศวงหมายความว่าอะไร สื่อมวลชนจึงตอบว่า "งง" นายวิษณุเลยสวนว่าก็เท่านั้น ไม่มีอะไร
    ส่วนความต่อเนื่องจากการชุมนุม โดยในกรณี น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำแนวร่วมฯ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกข้อเรียกร้อง 3 ข้อเรียกร้องถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านประธานองคมนตรี โดยมี พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.รับหนังสือนั้น ผบช.น.ไม่ได้ส่งหนังสือสำนักงานองคมนตรีแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีอำนาจหน้าที่ในการรับเรื่องหรือรับหนังสือถวายฎีกา โดยขั้นตอนต้องไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง และต้องลงลายมือชื่อของผู้ทำฎีกานั้นๆ รวมทั้งต้องลงเลขรับตามระเบียบ จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนว่าเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร เป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ถ้าไม่ขัดต่อข้อกำหนดถึงจะนำฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้  
    สำหรับข้อเรียกร้องในการให้ประชาชนเลิกใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์นั้น นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้หารือกับสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพคล่องตอนนี้พบว่า สินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านสภาพคล่องที่มีความรุนแรงมีมากกว่าที่จำเป็นเกือบ 1  เท่า ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับสูง จึงไม่น่าห่วง แต่ ธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 
หุ้นไทยพาณิชย์ผันผวน
    ขณะที่ราคาหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นั้น พบว่าเปิดตลาดเมื่อวันจันทร์เปิดซื้อขายที่ 67.25  บาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ระหว่างวันราคาหุ้นผันผวนขึ้นลง โดยปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 68.00 บาท  เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.11% จากนั้นมีแรงขายปรับลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 66.25 บาท ลดลง 1.00 บาท  หรือ 1.48% และปิดที่ 66.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.74% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,033.68 ล้านบาท
    ด้านพื้นที่สนามหลวงนั้น หลังจากกรุงเทพมหานครได้ปิดสนามหลวงเมื่อเวลา 22.00 น.ของวันที่  20 ก.ย. และเปิดประตูรั้วเมื่อเวลา 05.00 น. ปรากฏว่าหมุดคณะราษฎรที่ 2 ที่แกนนำม็อบ 19 ก.ย.ได้ร่วมกันปักไว้ได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว โดยพบว่าปูนซีเมนต์ที่เทปิดทับไว้ยังเปียกชื้นอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูทางเข้าปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องดังกล่าว เพราะเพิ่งมาเปลี่ยนเวร ต่อมาในช่วงบ่ายพบว่ามีคนนำหมุดพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วมาวางแทนที่หมุดทองเหลือง พร้อมมีหมวกแก๊ปสีดำปักรูปมือชู 3 นิ้ว และภาพวาดการ์ตูน น.ส.ปนัสยา, นายอานนท์ นำภา และนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ชู 3 นิ้วมาตั้งไว้แทน
    พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น.กล่าวเรื่องนี้ว่า ตำรวจไม่ใช่ผู้รื้อถอนหมุดดังกล่าว แต่คาดว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ หลังการเข้าไปตรวจสถานที่ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร, กทม., ตำรวจ สน.ชนะสงคราม และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงครามรับไปเก็บรักษา เพื่อประกอบการดำเนินคดีตามที่มีการแจ้งความดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ ข้อหาบุกรุกโบราณสถาน หรือทําให้เสียหาย
    พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวเช่นกันว่า ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนถอดออกไป  แต่ยอมรับว่าเป็นของกลางในคดี เป็นพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนต้องเก็บไว้ อยู่ในการดูแลของพนักงานสอบสวน ขั้นตอนต่อไปต้องตรวจสอบ หากมีความผิดก็ออกหมายเรียกหมายจับผู้ที่ทำผิดต่อไป 
ทั้งนี้ที่ สน.ชนะสงคราม นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ในฐานะตัวแทนจากกรมศิลปากร เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 กรณีแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จัดชุมนุมเมื่อ 19  ก.ย. โดยมีรายงานว่าเมื่อวันที่ 20 ก.ย. กทม.และสำนักงานเขตพระนครเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงครามในกรณีดังกล่าว ในฐานะผู้แจ้งความที่ 1 แล้ว และมีตำรวจเป็นผู้แจ้งความที่ 2  กรมศิลปกากรจึงถือเป็นผู้แจ้งความที่ 3 
    นายสถาพรกล่าวภายหลังให้ปากคำว่า ได้นำเอกสารการขึ้นทะเบียนสนามหลวงเป็นโบราณสถาน และภาพการชุมนุมจากสื่อต่างๆ มาแจ้งความดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามมาตรา 10 ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขุดค้นโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 85  จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
    ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า ที่กรมศิลปากร นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมศิลปากรให้ดำเนินการเอาผิด 18 แกนนำแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ฝ่าฝืนกฎหมายโดยบุกรุกเข้าใช้โบราณสถานสนามหลวงโดยไม่ได้ขออนุญาต และตัดทำลายรั้วและพื้นสนามหลวงเพื่อปักหมุดคณะราษฎรหมุดที่ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการให้เกิดความเสียหาย
    “การตัดทำลายรั้วเพื่อนำมวลชนบุกรุกเข้าไปตั้งเวทีชุมนุมปราศรัย และเจาะพื้นสนามหลวงให้เสียหาย โดยทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎรหมุดที่ 2 ลงในพื้นที่สนามหลวงที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ถือเป็นกรรมหนักที่จะปล่อยให้ลอยนวลต่อไปมิได้ สมาคมฯ จึงต้องนำความมาร้องเรียนต่ออธิบดีกรมศิลปากรและ ผอ.เขตพระนคร เพื่อเร่งแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อเอาผิดผู้ที่บังอาจกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายทั้ง 18 รายดังกล่าวโดยเร็ว” นายศรีสุวรรณระบุ
ก้าวไกลข้องใจกรมศิลป์
    ขณะที่ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.เขต 3 นครปฐม ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล (กก.)  ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ว่า สนามหลวงหรือทุ่งพระเมรุ ตอนขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี  พ.ศ.2520 อัตลักษณ์ที่ระบุในเวลานั้นคือลานสนามหญ้า การที่ กทม.มาปรับปรุงเป็นลานคอนกรีตได้ขออนุญาตจากกรมศิลปากรหรือไม่ และกรมศิลปากรได้เข้ามากำกับการเทปูนทำลานคอนกรีตหรือเปล่า  เรื่องนี้ควรเปิดเผยรายละเอียดเพื่อให้มั่นใจว่า กทม.ไม่ได้กระทำผิด พ.ร.บ.โบราณสถานฯ เสียเอง แต่ถ้า กทม.ไม่ได้ขออนุญาต แสดงว่าลานคอนกรีตไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่แรก จะมาเอาผิดคนเจาะพื้นปูนที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ได้อย่างไร และอีกประเด็นหนึ่งคือ ปัจจุบันมีโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วหลายแห่งถูกทำลายและสูญหาย กรมศิลปากรต้องชี้แจงให้สาธารณชนทราบด้วย เช่น อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมไม่ทำอะไรเลย ก็อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
    ด้าน พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษก ตร.แถลงถึงการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมและผู้ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทุกข้อหาไม่ละเว้น โดยเฉพาะการกระทำที่ไม่บังควร การปราศรัยที่หมิ่นเหม่ไม่เหมาะสม กระทบต่อความรู้สึกของคนไทย เบื้องต้นมีผู้ปราศรัยเข้าข่ายความผิดนี้ 3-4 ราย และมีข้อมูลว่ามีผู้สนับสนุนด้วย ซึ่งปรากฏข้อมูลชัดเจนในโซเชียลมีเดียก็ต้องดำเนินคดีหากหลักฐานไปถึง ครั้งนี้ยืนยันว่าตำรวจดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
    “มีประชาชนบางส่วนไปแจ้งความที่ สน.ชนะสงครามแล้ว พนักงานสอบสวนกำลังรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีในทุกกรณี ไม่ละเว้น เรายืนยันว่ายึดมั่นการดูแลความสงบเมื่อชุมนุมตามกฎหมาย  แต่เมื่อใดก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย กระทำการล่วงละเมิดสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทย เป็นหน้าที่ของตำรวจทุกนายต้องพิทักษ์รักษาดำเนินการอย่างถึงที่สุด” พล.ต.ท.ปิยะกล่าว
    เมื่อถามว่าจะเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือไม่ พล.ต.ท.ปิยะตอบว่า ไม่ชี้ว่าเป็นกฎหมายข้อใด แต่ตำรวจจะดูอย่างละเอียดใครที่ทำผิดกฎหมาย หากเข้าข่ายข้อกฎหมายใดก็ไม่ละเว้น ตำรวจมีหลักฐานทุกอย่างหมดแล้ว รวมทั้งกรณีที่ตำรวจภูธรภาค 1 ตรวจยึดเอกสารที่จะนำมาร่วมชุมนุม หากเข้าข่ายความผิดก็ต้องดำเนินคดี
    สำหรับการยื่นเอกสารเปิดผนึกถึงประธานองคมนตรีผ่าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์นั้น โฆษก ตร.กล่าวว่า  พล.ต.ท.ภัคพงศ์รับเอกสารมา ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในขณะนั้น และได้ดำเนินการตามกระบวนการ โดยส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังตรวจสอบเนื้อหา แล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป หากพบว่าเนื้อหาเข้าข่ายผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดีด้วย ซึ่งขณะนี้พบชัดเจนว่าผู้ชุมนุมเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ชุมนุมโดยไม่ขออนุญาต ซึ่ง ผกก.สน.ชนะสงครามดำเนินคดีแล้ว นอกจากนี้ยังเข้าข่ายความผิดอื่นๆ ตามที่กรมศิลปากร กรุงเทพมหานคร และที่ประชาชนคนอื่นๆ เข้าแจ้งความก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด เบื้องต้นกลุ่มนี้มีอย่างน้อย 10 ราย
    “ต้องขอบคุณผู้ชุมนุมที่ชุมนุมโดยสงบ แต่ก็มีบางส่วนที่ทำผิดกฎหมาย แกนนำหรือผู้ชุมนุมรายใดทำผิดซ้ำก็ต้องนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนประกันต่อไป ทั้งนี้การชุมนุมต่อไปจากนี้ขอให้อยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่อาศัยโอกาสทำสิ่งไม่เหมาะสม หากทำผิดอีกก็ต้องดำเนินคดีซ้ำ ถือเป็นต่างกรรมต่างวาระ” พล.ต.ท.ปิยะกล่าว
กทม.แจงความเสียหาย
    ต่อมาที่ บช.น. พล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ปิยะ, พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง  ผบช.น., พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม. และนายสถาพรได้ร่วมกันแถลงการชุมนุมที่สนามหลวงของกลุ่ม 19 กันยาอีกครั้ง โดย พล.ต.ท.โสภณกล่าวว่า จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบแผงเหล็ก 7 แผง แม่กุญแจที่ใช้คล้องระหว่างแผงเหล็ก 92 อัน รวมถึงจุดที่เจาะพื้นเพื่อปักหมุดได้รับความเสียหาย จึงให้ ผอ.เขตพระนครในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่แจ้งความดำเนินคดี ส่วนความเสียหายอื่นๆ อาทิ ต้นไม้ สนามหญ้า ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประเมินความเสียหายมากน้อยเพียงใด
พล.ต.ต.สุคุณกล่าวว่า เรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ เบื้องต้นพบผู้ที่เกี่ยวข้อง 16 คนที่เกี่ยวข้องกับการจัดชุมนุม การโฆษณาชักชวนคนมาร่วมการชุมนุม และปราศรัยบนเวที เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันจัดให้ชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนความผิดอื่นๆ อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งคาดว่าเมื่อรวบรวมความผิดได้ชัดเจนแล้ว  จะเริ่มออกหมายเรียกให้ผู้กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนกรณีบุกรุกเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เบื้องต้นยังไม่พบมีการแจ้งความให้ดำเนินคดี
    ทั้งนี้ที่ สน.ชนะสงคราม นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ น.ส.ปนัสยา, นายอานนท์ และนายพริษฐ์ ในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 กรณีการปราศรัยบนเวทีชุมนุม 19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร โดยนำหลักฐานเอกสารข่าว ไฟล์ภาพและเสียงการปราศรัยบนเวทีของบุคคลทั้งสามมาประกอบการแจ้งความ
    ขณะที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็เดินทางเข้ามายัง สน.ชนะสงครามเพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.พรรคไทยศรีวิไลย์, นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.พรรคไทรักธรรม และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในข้อหาร่วมชุมนุมในสถานที่ห้ามชุมนุม จากกรณีที่มีภาพของทั้ง 3 คนปรากฏระหว่างการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ โดยแสดงตัวด้วยการชูสามนิ้วในสถานที่ห้ามชุมนุม 
    นายสิระกล่าวอีกว่า ในวันพุธที่ 23 ก.ย.จะยื่นประธานรัฐสภาเพื่อขอให้สอบจริยธรรมของ ส.ส.ทั้ง 3 คนด้วย เพราะการชุมนุมที่เกิดขึ้นมีการโจมตีให้ร้ายต่อสถาบันอย่างต่อเนื่อง โดยส่อไปถึงการล้มล้างการปกครอง ซึ่ง ส.ส.ทั้ง 3 คนมีพฤติกรรมร่วมสนับสนุน โดยกำลังให้ทีมกฎหมายตรวจสอบอยู่ว่าจะยื่นศาลเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองของทั้ง 3 คนหรือไม่
    นายมงคลกิตติ์โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ว่า "ต่อไปไม่ชู 3 นิ้วแล้ว เพราะผิดกฎหมาย งั้นชู 1 นิ้วพอ ถ้าอยากยุบพรรคยุบไปเลย จะได้ลงถนนเต็มตัว เจอกัน จำชื่อไว้เต้ พระราม 7 สะกดคำว่ากลัวไม่เป็น"
    วันเดียวกัน ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งได้นัดนายอานนท์, นายพริษฐ์, นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคอนาคตใหม่,  น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์  ระยอง แกนนำกลุ่มเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย มาส่งตัวพร้อมสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาสำนวน ในคดีความผิดฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจร และ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาด้วยเครื่องขยายเสียง กรณีจัดการชุมนุมปราศรัยหน้ากองบัญชาการกองทัพบกเมื่อ 20  ก.ค.63
    โดยระหว่างเดินทางมายังสำนักงานอัยการฯ นายพริษฐ์ได้คุยกับนายอานนท์ขณะเจอหน้าว่า "ของเราหายแล้วนะ" ซึ่งหมายถึงหมุดคณะราษฎร 2563 ได้ถูกถอนออกไปจากสนามหลวงแล้ว และให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ไม่แปลกใจ แต่เชื่อว่าสำหรับหมุดคณะราษฎร 2563 มันได้ถูกปักลงกลางใจกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคน และต่อจากนี้จะทำการแจกไฟล์แบบหมุดคณะราษฎร 2563 เพื่อให้กลุ่มผู้ร่วมชุมนุมนำไปหล่อ และไปปักตามที่ต่างๆ ที่อยากปัก ส่วนตัวต่อจากนี้ อาจนำหมุดไปปักตามจุดสำคัญต่างๆ ทั่วกรุง สำหรับหนังสือข้อเรียกร้องที่ยื่นไป เชื่อว่าสุดท้ายแล้วไปไม่ถึงมือคนที่ตนเองตั้งใจไว้ แต่แกนนำได้อ่านคำเรียกร้องต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศรับรู้ถึงเจตนารมณ์และข้อเรียกร้องแล้ว
หวังถอดถอนนายกฯ
    นายพริษฐ์กล่าวต่อไปว่า หนังสือข้อเรียกร้องไม่ได้กำหนดเวลาของคำตอบที่ได้ เชื่อว่าจากข้อเรียกร้องทั้งหมดในส่วนประเด็นการถอดถอนนายกฯ น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะขณะนี้นายกฯ  ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ถูกทอดทิ้งทางการเมืองพอสมควร ซึ่งหากนายกฯ จะลาออกก็ควรนำคนที่รับใช้ทั้งหมดออกไปด้วย ส่วนการชุมนุมครั้งต่อไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 ก.ย.63 ทราบว่าเป็นของกลุ่มประชาชนปลดแอก ส่วนตัวไม่ทราบเวลา แต่ทราบว่าสาเหตุที่ต้องมีการชุมนุมวันดังกล่าว เพราะรัฐสภามีการพิจารณาญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีการแสดงพลังให้เห็นว่ามวลชนตั้งใจต้องการให้เกิดการแก้ไข และป้องกันการเพิกเฉยหรือทำให้ญัตติตกลงไป
    นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงกิจกรรมในวันที่ 14 ต.ค.นี้ว่า อยากขอเชิญชวนให้ผู้ที่เห็นด้วยกับกลุ่มผู้ชุมนุมให้หยุดงาน เพื่อแสดงพลังให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของรัฐบาล จะหยุดงานเพื่ออยู่บ้านเฉยๆ หรือออกไปเที่ยวก็ได้ทั้งหมด ส่วนแกนนำจะมีการจัดกิจกรรมให้มวลชนเข้ามาร่วมหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพูดคุยหารือร่วมกันซึ่งจะมีความชัดเจนต่อไป ส่วนประเด็นการเอาผิดทางกฎหมายกับแกนนำนั้น สนามหลวงเป็นสถานที่ที่ประชาชนคนไทยสามารถใช้ได้อย่างเสรีตั้งแต่อดีต ทั้งการเล่น การพักผ่อนหย่อนใจ รวมถึงการชุมนุมที่แสดงออกทางความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ในอดีตที่ผ่านมาก็หลายครั้ง แต่มาในรัฐบาลนี้กลับพยายามยึดสนามหลวงให้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว และปิดกั้นการเข้าถึงของประชาชน อีกทั้งปูนที่กลุ่มแกนนำมีการเจาะเพื่อฝังหมุดคณะราษฎร ก็ไม่ได้มองว่าเป็นโบราณสถานหรือโบราณวัตถุ เพราะปูนเพิ่งเทมาเพียงสามปี 
“กลุ่มแกนนำกลับมองว่าตัวหมุดคณะราษฎร 2563 น่าจะเป็นศิลปวัตถุที่ทางกรมศิลปากรควรต้องเข้ามาดูแลรักษามากกว่าการดำเนินคดีกับพวกผม เพราะถือเป็นศิลปวัตถุที่จะมีผลทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต เป็นหมุดที่แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญ" นายพริษฐ์ระบุ
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งสำนวนต่อพนักงานอัยการในครั้งนี้ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งไม่ได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากโทษและข้อหาที่แจ้งต่อกลุ่มแกนนำไม่ได้มีอัตราโทษสูง
    มีรายงานต่อมาอีกว่า วันนี้พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงครามได้นัดส่งสำนวนเห็นควรฟ้องพร้อมตัวผู้ต้องหาอีกสำนวน ประกอบด้วย น.ส.สุวรรณา, น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล,  นายชาติชาย แกดำ, นายชูเวช เดชดิษฐรักษ์ และนายณรงค์ ดวงแก้ว ผู้ต้องหาในคดี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ จากการเป็นผู้ร่วมจัดการชุมนุม ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 กรณีร่วมกิจกรรม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 ส.ค.63 
    ภายหลังการส่งสำนวนในคดีชุดของนายอานนท์และชุดของ น.ส.สุวรรณาแล้ว พนักงานอัยการ สำนักงานคดีศาลแขวง 3 ได้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีของผู้ต้องหาทั้งหมดไปวันที่ 24 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.  ซึ่งเป็นวันครบกำหนดผัดฟ้องฝากขัง เนื่องจากเพิ่งได้รับสำนวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ จึงต้องใช้เวลาพิจารณาสำนวน
    ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ว่าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น หนทางอีกยาวไกล ซึ่งมั่นใจว่ารัฐบาลได้รับความชำรุดน้อย เนื่องจากเป้าในการเคลื่อนไหวที่ชู 10 ข้อไม่ได้พุ่งเล่นงานรัฐบาล ขณะเดียวกันเป้าหมายนั้นไม่ได้ง่ายในทางปฏิบัติ และถ้ายิ่งเคลื่อนไหวรุกมากขึ้นก็จะยิ่งเกิดกระแสตีกลับเช่นกัน 
“บอกมาแต่ต้นว่าสนับสนุน 3 ข้อ ไม่เอา 10 ข้อ มีหลายคนไม่พอใจ แต่ถ้ามองปรากฏการณ์ยาวๆ แล้ว ถึงที่สุดปลายทางต้องเจอกับอะไร เชื่อมั่นว่าถ้าเอาการต่อสู้ใน 3 ข้อ กระแสจะแรงมากที่สุด เพราะประชาชนเดือดร้อน ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อเลือกเส้นทาง 10 ข้อ แม้เป็นเสรีภาพการตัดสินใจ แต่ระยะเวลาเดินต่อไปนั้นจะถูกกล่าวโทษร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีหลากหลายเรื่องราว” นายจตุพรระบุ.


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก