แก้ 256 ตั้งสภาร่างรธน. ฉลุยหรือวืด รู้ผลค่ำคืนนี้


เพิ่มเพื่อน    

       หากไม่มีอะไรผิดคิว ช่วงหัวค่ำคืนวันพฤหัสบดีนี้ 24 ก.ย. ก็จะได้รู้ผลการลงมติของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.กันแล้วว่า สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะการแก้มาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

      หลังผลประชุมวิปสามฝ่ายเคาะออกมาแล้วว่า การอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาต่อญัตติแก้ไข รธน.ทั้งหมดจะต้องสิ้นสุดภายในเวลาไม่เกินช่วง 18.00 น.ของวันที่ 24 ก.ย. จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการขานชื่อสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเพื่อลงมติว่าจะ "เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ" ร่างแก้ไข รธน.ฉบับใดบ้างจากทั้งหมด 6 ร่าง ที่สมาชิกได้มีการอภิปรายกันไปแล้วสองวันตั้งแต่ 23-24 ก.ย.

      มีการคาดหมายกันว่า การขานชื่อลงมติที่คาดว่าจะมี ส.ส.-ส.ว.มาร่วมประชุมลงมติกันคับคั่งเพื่อขานชื่อลงมติกันรายบุคคลเรียงตามลำดับตัวอักษรนำหน้าชื่อ แล้วขานชื่อลงมติกันไปทีละร่างให้ครบทั้ง 6 ร่าง ที่มีการคาดหมายกันว่าน่าจะใช้เวลาสัก 3-4 ชั่วโมง หากทุกอย่างเดินไปตามกรอบเวลาที่กำหนด สักประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 24 ก.ย. ก็น่าจะพอทราบผลอย่างไม่เป็นทางการแล้ว   

      ในส่วนของเสียงลงมติที่ทุกฝ่ายจับจ้องก็คือ การขานชื่อของสมาชิกวุฒิสภาว่าจะเห็นชอบ-ไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไข รธน.ฉบับใดบ้าง โดยเสียงเห็นชอบของ ส.ว.ที่จะทำให้ร่างแก้ไข รธน.ฉบับใดผ่านรัฐสภาวาระแรก การลุ้นผล คนที่ติดตามก็จะใช้วิธีนำชื่อของ ส.ว.ทั้งหมด 250 คนที่เรียงลำดับตัวอักษรมากาง มาติ๊กไปทีละคน แค่เห็นร่างใดมี ส.ว.ออกเสียงเห็นชอบเพียงแค่ 84 คน ไม่ต้องถึงกึ่งหนึ่ง ก็รู้แล้วว่าร่างแก้ไข รธน.ฉบับนั้นได้ไปต่อหรือตกรางไม่ถึงสถานีที่หมาย

        ทั้งนี้ ร่างแก้ไข รธน.ทั้ง 6 ร่าง ประกอบด้วย

       1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภากับคณะเป็นผู้เสนอ 2.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่พรรคร่วมรัฐบาลเป็นผู้เสนอ

       โดยทั้งสองร่างดังกล่าวคือการเสนอแก้มาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้งสภาร่าง รธน.ไปยกร่าง รธน.ฉบับใหม่

        3.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ให้ยกเลิกมาตรา 270 และมาตรา 271 ที่พรรคเพื่อไทยเสนอ

        อันเป็นการเสนอให้ยกเลิกอำนาจของ ส.ว.ในการติดตาม เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ

      4.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 ที่พรรคเพื่อไทยเสนอ ที่ก็คือการให้ยกเลิกอำนาจพิเศษของ ส.ว.ชุดปัจจุบันที่มาจาก คสช. ในเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

       5.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมยกเลิกมาตรา 279 ที่พรรคเพื่อไทยและคณะเป็นผู้เสนอ อันเป็นร่างที่เสนอให้ยกเลิกการรับรองประกาศและคำสั่งของหัวหน้า คสช. หรือที่เรียกกันว่านิรโทษกรรม คสช.

        6.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 94 และยกเลิกมาตรา 93 มาตรา 101 (4) และมาตรา 105 วรรคสาม ที่พรรคเพื่อไทยและคณะเป็นผู้เสนอ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมา เพื่อให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างที่เคยบัญญัติไว้ใน รธน.ปี 2540

        สำหรับประเด็น-เนื้อหาการอภิปรายของ ส.ส.ทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ตลอดทั้งวันพุธที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา เข้มข้น-ได้เนื้อได้หนัง-ดุดันกันพอประมาณ โดยบางช่วงก็มีการดวลฝีปาก-เกทับกันอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะระหว่าง ส.ว.กับ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ถึงขั้นยกเรื่อง "ล้มสถาบัน" ขึ้นมาใส่กันไฟแล่บ

        ทั้งนี้ เนื้อหาการอภิปรายของบางฝ่ายก็คาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าต้องออกมาโทนนี้ อย่างเช่นภาพรวมการอภิปรายของ ส.ส.ฝ่ายค้านส่วนใหญ่นำเสนอเนื้อหาสนับสนุนการต้องแก้ไข รธน.ผ่านการตั้ง ส.ส.ร. โดยส่วนใหญ่อภิปรายว่า รธน.ปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตย-เปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจ-บทบัญญัติหลายมาตราสร้างปัญหาให้กับการเมืองไทย เช่น การให้ ส.ว.ที่มาจาก คสช.มีอำนาจเลือกนายกฯ และเน้นย้ำว่าหากการแก้ไข รธน.รอบนี้ไม่เกิดขึ้น ความขัดแย้งยังจะคงอยู่ จะส่งผลให้ประเทศถึงทางตัน

        ขณะที่ฝ่าย ส.ว.ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.ก็อภิปรายให้เหตุผลในโทนว่า การตั้ง ส.ส.ร.เป็นเหมือนการตีเช็คเปล่า เพราะไม่รู้ว่าการร่าง รธน.ของ ส.ส.ร.จะออกมาอย่างไร อีกทั้งเกรงว่า ส.ส.ร.อาจถูกครอบงำทางการเมืองได้ จนเข้าไปยกเลิกหรือไม่สานต่อจุดแข็งของ รธน.ปี 2560 เช่น ยาแรงเรื่องการเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริต รวมถึงมองว่าการร่าง รธน.ฉบับใหม่ไม่มีหลักประกันว่าจะลดความขัดแย้งได้ แต่สุ่มเสี่ยงจะก่อให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นไปอีกในช่วงการยกร่าง รธน.และตอนทำประชามติ

        และด้วยการออกเสียงในวาระแรกที่ รธน.กำหนดให้เสียง ส.ว.คือตัวแปรสำคัญว่าการแก้ไข รธน.จะสำเร็จได้หรือไม่ ทำให้ทุกฝ่ายจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของ ส.ว. ว่าสุดท้ายจะเทเสียงหนุนให้การแก้ไข รธน.เกิดขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะการตั้ง ส.ส.ร.ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายฝ่ายในการเรียกร้องเคลื่อนไหวแก้ รธน.

        ท่ามกลางกระแสข่าวว่า จากเดิมที่ ส.ว.จำนวนมากยังมีท่าทีรอการตัดสินใจว่าจะออกเสียงเห็นชอบแบบไหน ซึ่งจะเป็นการเซฟตัวเองได้มากที่สุด และทำให้วุฒิสภากระสุนตกหรือระเบิดลงน้อยที่สุด เพราะเป็นการออกเสียงแบบเปิดเผย เรียกชื่อทีละคน ผ่านหน้าจอโทรทัศน์และเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางการจับจ้องของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มม็อบแนวร่วมประชาชนปลดแอกที่นัดรวมตัวกันที่หน้ารัฐสภาตั้งแต่ 16.00 น. วันที่ 24 ก.ย.

      ข่าวบางกระแสอ้างว่า หลังฟังการอภิปรายในห้องประชุมจากทั้งฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไข รธน.-ฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.-ฝ่ายเห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร. แต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ รธน.รายมาตรา ในอีก 4 ญัตติของฝ่ายค้าน รวมถึงการพูดคุยในวงกาแฟของ ส.ว.หลายกลุ่มตลอดทั้งวันพุธที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันในกลุ่ม ส.ว.ด้วยกันเอง ตลอดจนการที่ ส.ว.บางส่วนมีการตรวจสอบท่าทีของฝ่ายขั้วอำนาจปัจจุบัน ว่าวางหมากคิดแผนทางการเมืองไว้อย่างไรบ้างหากมีการตั้ง ส.ส.ร.เกิดขึ้น รวมถึงการวิเคราะห์กันเองของกลุ่ม ส.ว. ว่าหากการแก้ไข รธน.ไม่เกิดขึ้นเลย ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไร ทั้งกับวุฒิสภาและกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์

      ทำให้จนถึงช่วงเย็นวันที่ 23 ก.ย. คาดได้ว่าหลัง ส.ว.หลายคนได้ฟังการอภิปรายภาพรวมทั้งหมดตลอดสองวันที่ผ่านมา รวมถึงผลจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยกันเองในกลุ่ม ส.ว. ตลอดจนการข่าวการเมืองเชิงอินไซด์ในมุมของฝ่ายขั้วอำนาจปัจจุบันหากมีการแก้ไข รธน. ก็น่าจะทำให้จนถึงช่วงหัวค่ำวันที่ 23 ก.ย. ส.ว.หลายคนที่เคยลังเลใจเริ่มมีคำตอบให้ตัวเองแล้วว่าจะลงมติแบบไหน

      กระนั้นก็คาดว่าจะมี ส.ว.อีกหลายคนเช่นกันที่รอการตัดสินใจจนถึงช่วงบ่ายๆ ของวันที่ 24 ก.ย. เพื่อประมวลข้อมูลทั้งหมด จากนั้นถึงจะตัดสินใจว่าจะขานชื่อลงมติแบบไหน แต่หากดูการอภิปรายของ ส.ว.บางส่วน ตลอดจนรีแอคชันของ ส.ว.ที่ไม่พอใจการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่เสียดสี ส.ว.กลางที่ประชุมหลายครั้ง ก็น่าจะทำให้พอเห็นทิศทางบางอย่างว่า ส.ว.คงมีแรงต้านร่างแก้ไข รธน.ของฝ่ายค้านที่มี 5 ร่างกันพอสมควร

        หัวค่ำวันที่ 24 ก.ย. จะได้รู้กัน สุดท้ายการแก้ไข รธน. โดยเฉพาะการตั้ง ส.ส.ร.จะเกิดขึ้นหรือไม่.

 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก