คุมเข้มสกัด ‘โควิด’ ฟื้น ศก. 'ปากท้อง' ต้องไม่สะดุด!


เพิ่มเพื่อน    

      หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของของโควิด-19 ในประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เรายังสามารถควบคุมได้ และกำลังเร่งฟื้นตัวในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว แต่สถานการณ์ทั่วโลก โดยเฉพาะบริเวณพรมแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรมแดนที่ติดกับประเทศ "เมียนมา" ซึ่งเป็นประเทศที่แนวโน้มมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ที่ต้องจับตาคือ ในส่วนของรัฐที่ติดกับชายแดนไทย ได้แก่ รัฐมอญ ติดต่อกับ จ.กาญจนบุรี, รัฐกะเหรี่ยง ติดกับ จ.แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี, รัฐฉาน ติดกับ จ.เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และภาคตะนาวศรี ติดกับ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

            และจากสถานการณ์ที่น่ากังวลนี้ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จำเป็นต้องคงมาตรการป้องกันต่างๆ ต่อเนื่อง และตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อนุมัติการช่วยเหลือประชาชนในหลายๆ ด้าน รวมถึงให้โบนัสสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในห้วงเวลาที่สถานการณ์ยังไม่มีจุดสิ้นสุดลง โดย "บิ๊กตู่" ได้เรียกประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือศบค. ชุดเล็ก เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

            มีพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

            ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ต่ออายุการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ออกไปอีก 1 เดือน ซึ่งจะครอบคลุมตลอดเดือนตุลาคม และจะนำเข้าประชุม ศบค.ชุดใหญ่อีกครั้งในวันที่ 28 กันยายนนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสกัดการระบาดในระลอก 2

            และนอกจากการต่อ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสกัดไวรัสโควิด-19 ให้เป็นไปอย่างราบรื่นแล้ว รัฐบาลยังได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ : กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระยะการระบาดระลอก 2 จำนวน 204 ล้านบาท

            เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นในระลอก 2 ให้อยู่ในวงจำกัด ลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศ ลดผลกระทบทางสุขภาพ รวมถึงสามารถดูแลคนไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ใช้ในการดำเนินการลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและสัมผัสกับผู้ป่วยด้านการสอบสวนโรคและการรักษา

            ขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจ การค้า และการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวของไทยก็กำลังเดินหน้าควบคู่กันไป ซึ่งล่าสุดตัวแทนผู้ประกอบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทย ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์เพื่อเสนอข้อคิดเห็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ โดยจะนำศิลปวัฒนธรรม อาหาร สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทยสอดแทรกในภาพยนตร์ เพื่อสร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ผ่านมาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วยเช่นกัน

            โดยเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมบูรณาการการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม สอดคล้องกับงบประมาณและกฎหมายที่มีอยู่ พร้อมเสนอให้มีการจัดหมวดหมู่ เนื้อหาของภาพยนตร์หรือชีรีส์ให้ชัดเจนน่าสนใจเหมือนต่างประเทศ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งตลาดบน ตลาดกลาง และตลาดล่างด้วย

            นอกจากนี้ เรื่องการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ "บิ๊กตู่" ยังให้คงมาตรการต่อไป เช่น การขยายมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาให้กับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปอีก 1 ปี จนถึงเดือนกันยายน 2564 พร้อมกันนี้ยังมอบโบนัสสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยอนุมัติเงินพิเศษ 7 เดือนให้กับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ

            และมอบค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัย สำหรับผู้ปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในชุมชน ในกรอบวงเงินกว่า 1,575 ล้านบาท และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการอนุมัติเงินช่วยเหลือในกลุ่มต่างๆ ที่เป็นแนวร่วมป้องกันโควิด-19 เพิ่มเติมอีก

            อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ทั้งหมดนี้นอกจากเพื่อป้องกันการระบาดในระลอกที่ 2 แล้ว การให้เม็ดเงินเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และการคงมาตรการลดภาระค่าครองชีพ ประชาชนในภาวะเช่นนี้ ยังเป็นสิ่งที่ "บิ๊กตู่" ให้ความสำคัญ เพื่อให้การเดินหน้าแก้ปัญหาโควิด-19 และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน สามารถเดินหน้าไปได้ควบคู่กันโดยไม่สะดุด.

 

 


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'