ไปกันเกินเลยแล้วจริงๆ


เพิ่มเพื่อน    

 

            พวกเขาบอกว่า พวกเขาเป็นประชาธิปไตยที่ถูกรัฐบาลเผด็จการคุกคาม แต่คำพูดและการกระทำของพวกเขาเป็นเผด็จการมากกว่ารัฐบาลที่พวกเขากล่าวหา ทั้งวาจาและการกระทำของเขานั่นแหละที่คุกคามคนที่เห็นต่าง ทั้งด่าหยาบคาย ทั้งกล่าวสาปแช่งด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ในขณะนี้พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองบางกลุ่มกล่าวยกย่องพวกเขาว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ แต่แท้ที่จริงแล้วคนที่ออกมายกย่องพวกเขานั่นแหละที่อาจจะเรียกว่าเป็นศาสดาที่ครอบงำความคิดของพวกเขา และอาจจะเป็นคนกำหนดพฤติกรรมต่างๆ ให้พวกเขาด้วยก็ได้ ศาสดามีความสามารถสูงมากในการสร้างวาทกรรมครอบงำความคิดของพวกเขา

               พวกเขามองคนที่เคยทำรัฐประหารเป็นเผด็จการ แม้รัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารจบสิ้นไปแล้ว กลับมาเป็นรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยมาแล้ว ก็ยังเป็นรัฐบาลเผด็จการที่สืบทอดอำนาจ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างในยุคของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารเป็นรัฐบาลเผด็จการ

               เมื่อเคยเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารที่มีผู้นำเป็นทหาร เขาก็เชื่อว่าทหารทำอะไรไม่เป็น ดังนั้นการบริหารของรัฐบาลที่มีรัฐมนตรีเป็นทหารหลายคนย่อมไม่สามารถพัฒนาประเทศได้ ทำให้ประเทศถอยหลัง ไม่ว่ารัฐบาลจะมีผลงานมากแค่ไหน พวกเขาก็จะทำเป็นมองไม่เห็นและไม่พูดถึง แต่ก็จะกล่าวหาว่าทำงานไม่เป็น จึงต้องลาออกไป อย่าทำตัวเป็นปัญหาของประเทศชาติ ดังนั้นพวกเขาจึงมีพฤติกรรมที่ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่รัฐบาล

               ศาสดาทำผิดกฎหมายหลายประการ แทนที่จะพิจารณาตัวเองแล้วปรับพฤติกรรมเสียใหม่ กลับทำผิดกฎหมายซ้ำซาก และเมื่อโดนคดีก็จะกล่าวหาว่ารัฐบาล (ที่พวกเขากล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ) ทำ “ศึกสงคราม” คือให้กฎหมายทำลายพวกเขา ปิดปากพวกเขา ลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก และเมื่อศาลตัดสินให้พวกเขามีความผิด พวกเขาก็จะด่ากระบวนการยุติธรรมของไทยว่าล่มสลาย รับใช้เผด็จการ ทั้งๆ ที่มีหลายคดีที่พวกเขาไม่มีความผิด ศาสดามีความสามารถในการทำให้คนในเผ่าคล้อยตามและไม่พอใจกระบวนการยุติธรรมของไทย

               ศาสดาถูกผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากการเป็น ส.ส. เพราะทำผิดกฎหมาย เขากลับมองว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา ต้องร่างใหม่ เขากล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นเพื่อการสืบทอดอำนาจ ในขณะที่หลายพรรคที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่แตะต้องหมวด 2 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พวกเขากลับยืนยันที่จะแก้ทุกมาตรา แสดงตนเป็นปรปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง โดยอ้างว่าประชาชนจะต้องเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เป็นวาจาที่ต้องการลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือถ้าหากยิ่งไปกว่านั้นก็คือต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ให้หมดไป

               เพื่อตอบสนองความต้องการของศาสดาที่พวกเขารักและบูชา เราจึงได้เห็นป้ายที่พวกเขาถือในการชุมนุม เราจึงได้ยินถ้อยคำการปราศรัยบนเวทีของการชุมนุมที่กล่าวจาบจ้วงล่วงละเมิดองค์พระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ด้วยเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริง รวมทั้งละครล้อเลียนที่เป็นการเสียดสี เย้ยหยันอย่างไม่น่าให้อภัย เป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย จนคนไทยที่จงรักภักดีทั้งหลายทนไม่ได้ และมองว่าเด็กๆ ที่ทำตามความต้องการของศาสดากำลังทำสิ่งที่เกินเลย และกำลังจะทนไม่ได้ที่พวกเขาเหิมเกริมกันขนาดนี้

               ศาสดาไม่เคยพูดถึงการกระทำที่เลวร้ายของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จงใจสร้างวาทกรรมว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นปัญหาของประเทศ รัฐบาลที่มาจากการสืบทอดของรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารเป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งไม่เป็นความจริง นักการเมืองชั่วๆ ต่างหากที่เป็นปัญหาของประเทศ และในที่นี้รวมทั้งศาสดาและพรรคพวกที่มีความทะเยอทะยานมากกว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย จึงต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศ โดยเน้นเรื่องประชาชนต้องมีอำนาจสูงสุด และย้อนไปถึงภารกิจของคณะราษฎรกับการปฏิวัติ 2475 ด้วยการให้ความจริงไม่หมด เลือกพูดแต่เรื่องการช่วงชิงอำนาจพระมหากษัตริย์ พวกเขาเกินไปแล้วจริงๆ.

 


"แดงส้ม ๓ นิ้ว" เกิดการยิงกันเองในหมู่คณะ เป็นเรื่องไม่ผิดคาดหมาย! ประหนึ่ง "อาถรรพณ์แผ่นดิน" เคยเกิดเช่นนี้มาก่อนแล้วเมื่อ ๘๘ ปีก่อนโน้น!

'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"