ปปง.ส่งหลักฐานมัด5พระเถระ


   

    ภาคประชาชนขอนแก่นยกพลทำหนังสือหนุน “พงศ์พร” ชี้เป็นตงฉิน อย่าให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย พระชั้นผู้ใหญ่เตรียมหนาว “ปปง.” ชงชื่อให้กองปราบฯ ออกหมายเรียกในสัปดาห์หน้า ส่วนพวกบริจาคเกินรายได้เตรียมซวยเข้าข่ายฟอกเงิน อดีตผู้ว่า สตง.โผล่ป้องพระ-วัดโยกงบไม่ผิด วิษณุ-ป.ป.ท.รีบแจงแก้ต่าง คตช.ไม่ประชุมกว่า 8 เดือน แต่ยังจริงจังปราบโกง
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องในกรณี พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) แจ้งความเอาผิดพระชั้นผู้ใหญ่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินทอนวัด โดยที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น นายตุลย์ ประเสริฐศิลป์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมือง จ.ขอนแก่น นำคณะกรรมการฯ และสมาชิกองค์กรเข้ายื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ.ขอนแก่น เพื่อส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการปกป้องข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและกระทำตามกฎหมายบ้านเมือง โดยมีนายรัฐวิชญ์ พาฉิมพลี รักษาการผู้อำนวยการ พศ.ขอนแก่น รับหนังสือแทน 
     นายตุลย์กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนในความผิดคดีทุจริตเงินทอนวัดในขณะนี้ ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมายและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แต่กลับมีกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ และมีเจตนาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอันดีของพลเมือง มาทำการคุกคามและเรียกร้องให้ย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ซึ่งถือเป็นการคุกคามการทำงานของข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และทำตามระเบียบของทางราชการอันถูกต้องชอบธรรม ภาคพลเมืองจึงจำเป็นต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง โดยรวมตัวกันเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในการปกป้องข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ยึดกฎหมายและระเบียบทางราชการอย่างถูกต้องชอบธรรม และไม่ควรให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล
     “ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อที่ได้ส่งหนังสือถึงนายกฯ นั้น สำคัญที่สุดคือการให้กำลังใจ พ.ต.ท.พงศ์พร และให้ นายกฯ ปกป้องให้กำลังใจคณะทำงานทุกคนที่ยืนหยัดต่อสู้และทำตามระเบียบขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งขณะนี้การดำเนินคดีทางอาญานั้นก็คืบหน้าอย่างมาก ซึ่งเรื่องของคดีภาคพลเมืองคงไม่อาจก้าวล่วง แต่การพร้อมใจยื่นหนังสือถึงนายกฯ ครั้งนี้ คือให้ดำเนินคดีกับพระเถระทุกรูปที่กระทำผิดกฎมายโดยไม่ละเว้นไม่ว่าชั้นยศใด โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ละเมิดกฎหมายในเรื่องดังกล่าวทุกคน เพราะเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน” นายตุลย์ระบุ
    นายตุลย์ยืนยันว่า ภาคพลเมืองชาวขอนแก่นทุกคนให้กำลัง พ.ต.ท.พงศ์พร ที่กระทำการอย่างถูกต้อง ทำจริง ทำตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย และต้องการให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ต่อไป เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ส่วนกลุ่มคนที่มารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ปลด พ.ต.ท.พงศ์พรนั้น พบว่าเป็นกลุ่มจัดตั้ง ที่ภาคพลเมืองไม่อยากบอกว่าเป็นมาเฟียพระหนุนหลัง รวมไปถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการตรวจสอบ
ระทึก! ออกหมายเรียกพระ
    สำหรับความคืบหน้าของคดีนั้น มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้นำหลักฐานเส้นทางทางการเงินในคดีเงินทอนวัด เข้าพบ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ออกหมายเรียกพระชั้นผู้ใหญ่เข้ามาพบ โดยคาดจะออกหมายเรียกในสัปดาห์หน้า
    “ตอนนี้ ปปง.กำลังคัดกรองเงินบริจาคและเงินทุจริต โดยจะพิจารณาจากอาชีพของพุทธศาสนิกชนและจำนวนเงินที่นำมาบริจาค หากพบจำนวนเงินมากกว่ารายได้ หรือมากเกินฐานะ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน” รายงานระบุ
     ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ ปปง.ได้มาเข้าพบเมื่อช่วงบ่าย เพื่อประสานข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางทางการเงินในคดีเงินทอนวัดครั้งล่าสุด ทั้งนี้ ยืนยันว่ายังมีขั้นตอนและรายละเอียดในการดำเนินการอีกจำนวนมาก ยังไม่ถึงขั้นออกหมายเรียกพระผู้ใหญ่มาสอบปากคำ โดยจะต้องรวบรวมหลักฐานและประสานงานกับ บก.ปปป. เพื่อหารือเรื่องการรวบรวมหลักฐานต่อไป
    ขณะที่พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โพสต์เฟซบุ๊กว่า สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจที่มีอยู่ปฏิรูปวงการคณะสงฆ์อย่างจริงจัง และยกเลิกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ย่ำยีพระธรรมวินัยเสียให้หมด เพราะหากยังมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้อยู่ พวกอลัชชีจักไม่มีวันได้ขึ้นศาลสงฆ์แน่นอน
    ขณะที่นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนพระปริยัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาว่ารู้สึกเป็นห่วง เนื่องจากสังคมกำลังสับสนเกี่ยวกับเรื่องเงินทอนวัด กับกรณีงบการศึกษาพระปริยัติธรรมที่ พศ.ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ 5 พระเถระ คือเรื่องเงินทอนวัดนั้นเกิดจากเจ้าหน้าที่ พศ.ดำเนินการโดยมิชอบด้วยวิธีหักค่าหัวคิว ส่วนกรณีงบการศึกษาพระปริยัติธรรม เป็นการกล่าวหาว่า 5 พระเถระ นำงบไปใช้ดำเนินการในส่วนที่ไม่ใช่การศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งหากมองตามหลักการแล้ว การตั้งงบดังกล่าว รวมทั้งการโยกงบที่จะให้แก่วัด การตั้งเรื่องอนุมัติงบ วิธีการต่างๆ ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ พศ. วัดเป็นเพียงผู้ทำเรื่องเสนอของบเท่านั้น การจัดสรรงบก็ขึ้นอยู่กับงบที่มีอยู่ และโอนให้แก่วัดตามที่จัดสรร โดยที่พระหรือวัดไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับวิธีการอนุมัติงบ ของ พศ.
        “เท่าที่ได้เห็นเอกสารการเสนอขอรับงบประมาณในปี 2556-2557 ของวัดที่เป็นข่าวอยู่นั้น จะเขียนแบบกว้างๆ เพื่อได้บริหารจัดการงบในการทำงานได้สะดวก โดยเมื่อวัดได้รับงบมาแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับวัด หากนำไปใช้ในกิจการพระพุทธศาสนาของวัดโดยไม่ได้นำงบไปให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ถือว่าทำได้ แต่ถ้านำงบไปใช้ในนามบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถือว่าเข้าข่ายทุจริต นอกจากนี้วิธีการผันงบของหน่วยงานราชการไปใช้ในอีกโครงการหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นวิธีการที่หน่วยงานราชการปฏิบัติกัน เรียกว่าการบริหารจัดการงบ” นายพิศิษฐ์กล่าว
อดีตผู้ว่าฯ สตง.กล่าวอีกว่า แนวปฏิบัติของ สตง.จะดูที่เจตนาการใช้งบด้วยว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน สังคม ประเทศชาติหรือไม่ อาจไม่ตรงวัตถุประสงค์แบบไม้บรรทัด แต่เมื่อเป้าหมายที่ออกมาเกิดประโยชน์และชี้แจงที่มาที่ไปได้ ก็ถือว่าไม่มีเจตนาทุจริต ดังนั้นจึงเชื่อว่าพระสงฆ์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นวิธีการอนุมัติเงินงบ เนื่องจากก่อนที่วัดจะเป็นผู้ขอเสนองบนั้น ทาง พศ.ต้องแจ้งว่ามีงบหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ พศ.ต้องให้คำแนะนำ
พาเหรดแจงจริงจังปราบโกง
วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “นานกว่า 8 เดือนแล้วที่ไม่มีการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) นี่เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่า รัฐบาลยังเอาจริงเรื่องปราบคอร์รัปชันอยู่หรือเปล่า” โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรารับทราบ แต่อยากให้ทราบว่า คตช.เป็นฝ่ายนโยบาย เมื่อมีเรื่องถึงจะประชุม ถ้าไม่มีเรื่องไม่จำเป็นต้องประชุม และระหว่างที่ คตช.ไม่ได้ประชุม ศูนย์อำนวยการการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติของ คตช.ได้ทำงานอยู่ทุกวัน มีการรายงานนายกฯ อยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ได้รายงานออกสู่สาธารณชน
    “คตช.จะประชุมเร็วๆ นี้ เพราะมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อหารือเรื่องการปรับโครงสร้าง คตช. เนื่องจากมีปัญหาในเชิงบริหาร คณะกรรมการที่แต่งตั้งตามคำสั่ง คสช.หลายคนมีการปรับเปลี่ยน บางคนไม่ได้แต่งตั้งโดยตำแหน่ง แต่แต่งตั้งโดยรายชื่อบุคคล เมื่อบางคนเกษียณอายุราชการไปแล้ว จึงต้องแต่งตั้งคนอื่นเข้า ดังนั้นเมื่อมีการปรับโครงสร้างเสร็จ จะมีการประชุมต่อไป ยืนยันไม่มีอะไรชะงัก เพราะ ศอตช.ยังทำงานได้” นายวิษณุกล่าว 
    เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่ารัฐบาลยังจริงจังในการปราบคอร์รัปชัน นายวิษณุกล่าวว่า รัฐบาลจริงใจ เพราะเน้นย้ำ ศอตช.ให้ทำงานทุกวันหนักขึ้น คสช.มีการติดตามระหว่างการไม่มีประชุม คตช.ว่ามีอะไรสะดุดหรือไม่ ส่วนจะแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามาบ้าง ขึ้นอยู่กับหัวหน้า คสช.
         ส่วนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องนี้ว่า ป.ป.ท.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คตช.ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1.กรรมการ คตช.บางรายพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเกษียณอายุราชการ จึงทำให้มีการเสนอว่าต้องปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการใหม่ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และนำรายชื่อเสนอ คสช.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ 2.ในการดำเนินการที่ผ่านมา แม้ไม่มีการประชุม คตช. แต่หัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน คตช.ได้สั่งการให้กลไกการขับเคลื่อนการทำงานในระดับปฏิบัติคือ ศอตช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพบก กอ.รมน. สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการทั้งในส่วนของการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้เปิดช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น 
“ในส่วนของ ศอตช.นั้น ได้ประชุมและดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประจำปี พ.ศ.2560 ประเภทเงินอุดหนุนเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง และได้รายงานทั้งลายลักษณ์อักษรและรายงานด้วยวาจาให้หัวหน้า คสช.ในฐานะประธาน คตช.รับทราบมาโดยตลอด” เอกสารชี้แจงระบุ
       เอกสารยังชี้แจงอีกว่า หากมีการปรับปรุงองค์ประกอบของ คตช.เสร็จเรียบร้อยแล้ว ป.ป.ท. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ จะได้นำเรียนประธาน คตช. เพื่อกำหนดนัดประชุม คตช.โดยเร็ว เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการต่อต้านการทุจริตให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการจะเสนอแนวทางเพื่อยกระดับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และการขับเคลื่อนทุกองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดความยั่งยืน ตลอดจนให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการทุจริตมากยิ่งขึ้น.


โง่แล้วโทษ "กล้วย"! อย่างนี้ต้องให้ "เพื่อไทย-อนาคตใหม่" กินไข่แทนกล้วย เยื่อหุ้มสมองจะได้แข็งแรง คิดอะไรได้มากกว่าเอะอะ "วอล์กเอาต์"

เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'
พรรคร่วม 'หลวม' ในแกนนำ
มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?
จากสภาสู่ 'พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์'
สภา "ปลาน้ำลึก-ปลาน้ำตื้น"