การมีส่วนร่วมของพลเมืองไทยช่วงโควิด-19


เพิ่มเพื่อน    

 

หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส (COVID-19) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือ บทบาทของภาคประชาชน (non-state actors) ตั้งแต่การให้ความร่วมมือ (cooperation) อย่างดีกับมาตรการภาครัฐในการควบคุมโรค และการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ร่วมใส่หน้ากาก ปิดออฟฟิศ กินร้อน ช้อนเรา อยู่บ้าน ล้างมือ ถือเจลแอลกฮอลล์ ไปจนถึงการเข้ามามีส่วนร่วม (participation) ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงเวลาสำคัญต่างๆ เช่น ร่วมจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาล ระดมอาหาร อุปกรณ์ป้องกันโรค และยาสามัญประจำบ้านเพื่อช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบางรักษาระยะห่าง (social distancing) ในช่วงปิดเมือง เป็นต้น ตอนนี้ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วจึงเป็นจังหวะดีที่จะถอดบทเรียนความสำเร็จจากพลังพลเมืองเหล่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับมาของโควิด-19 ระลอกสอง รวมถึงภัยธรรมชาติอื่นๆ หรือแม้กระทั่งการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ

ช่องว่างที่(รอ)พลเมืองร่วมเติม

ในอดีต เรามักจะได้เห็นพลังพลเมือง (active citizenship) ในสังคมไทยช่วงที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดวิกฤตพร้อมกันทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ และสร้างผลกระทบต่อประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เราเลยได้เห็นการขับเคลื่อนพลังมวลชนในหลายระดับ หลากประเภท และกระจายพื้นที่ ซึ่งทำให้เห็นช่องว่างของงานที่ต้องการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การแก้ปัญหาในพื้นที่ การแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน และการเก็บตกกลุ่มที่ถูกทอดทิ้งจากระบบและกลไกภาครัฐ

การรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติทุกครั้งเป็นงานที่ต้องอาศัยการเข้าถึงและความเข้าใจบริบทของพื้นที่ (local outreach and context-specific support) คนที่สามารถจัดการกับหน้างานได้ดีที่สุดจึงเป็นคนที่อยู่ในท้องถิ่นเสมอ การระดมทรัพยากรของคนในพื้นที่ ทั้งกำลังแรงที่ร่วมด้วยช่วยกันในชุมชน ไปจนถึงกำลังทรัพย์เพื่อจัดซื้อจัดหาของที่จำเป็นสำหรับคนในพื้นที่จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผลสูงสุด เราเห็นตัวอย่างได้ชัดมากจากโควิด-19 ชุมชนที่รวมตัวกันได้เร็วและระดมทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือกัน สามารถควบคุมการระบาดและเอาตัวรอดร่วมกันทั้งชุมชนได้ดีกว่าชุมชนที่ต้องรอพึ่งพาการช่วยเหลือจากภาครัฐ อีกตัวอย่างที่เห็นชัดคือถุงยังชีพที่มีการแจกจ่ายให้ครอบครัวเดือดร้อน ถ้าเป็นถุงยังชีพที่คนในท้องถิ่นได้รับการจัดสรรเงินเพื่อทำและกระจายเอง จะมีของใช้และอาหารจำเป็นตามวัฒนธรรมท้องที่และไปถึงเร็วกว่าถุงยังชีพครอบจักรวาลจากส่วนกลางที่ตามมาตอนหลัง

ภาครัฐต่อให้มีความตั้งใจดีและความจริงจังในการแก้ปัญหา ก็จะติดข้อจำกัดในการจัดการกับสถานการณ์เร่งด่วนเสมอ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณใหม่ การเบิกจ่ายงบฉุกเฉิน การคัดเลือกกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือและจัดลำดับก่อนหลัง ฯลฯ ซึ่งระเบียบ กระบวนการ และขั้นตอนเหล่านี้ทำให้ความช่วยเหลือจริงลงไปถึงประชาชนช้ากว่าความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์ 1 อาทิตย์ถึง 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ การระดมทรัพยากรจากภาคประชาชนจึงตอบโจทย์ความต้องการในช่วงวิกฤตที่สุดได้ (timely response) งานที่ต้องอาศัยความเร็วในการแก้ปัญหา และความยืดหยุ่นในการทำงานจึงจำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจากภาคประชาชน ซึ่งเห็นได้จากการระดมของและเงินเพื่อจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ขาดแคลนให้กับโรงพยาบาลในช่วงอาทิตย์ที่วิกฤตเร่งด่วนที่สุดของการระบาดระลอกหนึ่งก็เกิดจากการสนับสนุนและมีส่วนร่วมภาคประชาชน นอกจากนี้แล้ว ภาคประชาชนยังเป็นกำลังสำคัญในโควิด-19 รอบนี้ที่ช่วยช้อนผู้ตกหล่นในสังคมให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งเห็นตัวอย่างได้ชัดมากกรณีชุมชนแออัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ผู้อยู่อาศัยส่วนหนึ่งเป็นประชากรพลัดถิ่นและแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะไม่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์เลยไม่ได้รับการช่วยเหลือจากกลไกภาครัฐ

ธรรมาภิบาลความดี นำไปสู่การทำบุญที่ได้ ผล

การระดมความช่วยเหลือกันเองจากภาคประชาชนไม่ได้มีแต่ด้านบวกเสมอไป มีหลากหลายกรณีที่การขอรับบริจาคในช่วงวิกฤตโควิด-19 เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งเรื่องการระดมเงินบริจาคที่มากเกินความจำเป็นเพื่อช่วยคนหนึ่งคน ไปจนถึงการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดประเภท ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ทำให้การบริจาคเพื่อการกุศลที่มักจะถูกยกเว้นจากการตั้งคำถามเรื่องธรรมาภิบาลจากสังคมเพราะวัฒนธรรมไทยไม่คุ้นเคยกับการตั้งข้อสงสัยในความดี นำมาซึ่งข้อเรียกร้องจากประชาชน ที่ต้องการความโปร่งใส ความชัดเจน และความรับผิดชอบของเงินบริจาค เพื่อทำให้การทำดีในช่วงวิกฤตหวัง ผลควบคุมสถานการณ์การระบาด และช่วยให้สังคมไทยเอาตัวรอดได้

 

3 คำถามสำคัญใน 3 ลำดับขั้นตอนการทำงานที่ถูกตั้งคำถามจากคนใจดีที่หวัง ผลและน่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานกำหนดกรอบธรรมาภิบาลของการบริจาคและการทำโครงการเพื่อสังคมต่อไป ประกอบด้วย หนึ่ง ความโปร่งใสในการให้ข้อมูลเพื่อขอระดมทุน คือมีการแจ้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของการระดมทุน ในกรณีที่ดีที่สุดที่เห็นช่วงโควิด-19 คือมีการระบุรายละเอียดว่าต้องการจะทำอะไร (what) เพื่อช่วยใคร (who) ในพื้นที่ไหน (where) เมื่อไหร่ (when) และอย่างไร (how) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในโครงการที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือจำเป็นสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

สอง ความโปร่งใสในการแสดงตัวเลขยอดรวมเงินบริจาคซึ่งเป็นตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจของผู้รับบริจาค และเป็นข้อมูลให้ผู้บริจาคได้ทราบว่าโครงการนั้นๆได้เงินเท่าไหร่แล้วจากเป้าหมายเงินที่ต้องการนำไปใช้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ และสาม ความโปร่งใสในการชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินบริจาค ซึ่งกลุ่มพลเมืองที่ระดมทุนช่วงโควิด-19 มักจะใช้การแจ้งยอดเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการอัพเดทความก้าวหน้าของการทำงานผ่านช่องทางการสื่อสาร social media ของกลุ่ม ตั้งแต่การอัพเดทตัวเลข และ/หรือแสดงภาพสมุดบัญชีที่รับบริจาค ไปจนถึงแสดงหลักฐานการโอนเงินเพื่อทำโครงการ และอีกหลายๆกลุ่มเลือกการระดมทุนผ่าน fundraising platform เช่น เทใจดอทคอม เพื่อให้มีบุคคลที่สาม (third party) ช่วยบริหารจัดการการรับบริจาค และร่วมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หลายโครงการที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่เดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจหลังการปิดเมือง มักจะเป็นการระบุเป้าหมายแบบกว้างในตอนต้น แล้วให้ข้อมูลรายละเอียดการนำเงินไปใช้กับผู้บริจาคตอนดำเนินโครงการแทน

แก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน

ถึงพลังพลเมืองจะเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเอาตัวรอดจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงช่วยบรรเทาหลายปัญหาในอดีต  อีกช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะทำให้มีการแก้ปัญหาเหล่านี้ในเชิงระบบได้อย่างยั่งยืน คือการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของภาครัฐที่เป็นข้อจำกัดในการรับมือกับปัญหาเร่งด่วนแบบนี้ เช่น การกระจายอำนาจและงบประมาณไปยังท้องถิ่นแบบมีกรอบธรรมาภิบาล เป็นต้น รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ การใช้จ่ายงบประมาณและการทำงานของภาครัฐเช่นเดียวกัน

 

คอลัมน์“เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ”

เอด้า จิรไพศาลกุล

มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.