บำบัดผิวด้วยแสงสีแดง เทคนิคคืนความอ่อนเยาว์


เพิ่มเพื่อน    

    สำหรับการบำบัดด้วยแสงสีแดง หรือ RLT คือการส่งแสงธรรมชาติที่มีคลื่นความยาวเข้มข้นและปลอดภัยเข้าไปสู่ผิวหนังของคุณ ที่คิดประมาณ 5 มิลลิเมตร ทั้งนี้เซลล์ผิวหนังของคุณก็จะดูดซึมรังสีสีแดงดังกล่าวเข้าไป เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฟโบรบลาสต์ หรือเซลล์ผิวที่คอยผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินซึ่งสูญเสียไปตามธรรมชาติ เพื่อให้กับมาฟื้นฟูดูมีสุขภาพที่ดี ด้าน “ดร.โรนดา ไคลน์” แพทย์ผิวหนังที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการในรัฐคอนเนตทิคัต ประเทศอเมริกา ได้บอกว่า “รังสีสีแดง หรือ RLT เป็นสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิด ATP หรือสารที่ให้พลังงานสูงแก่เซลล์ในปริมาณที่เล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญรังสีสีแดงก็ยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และนำออกซิเจนตลอดจนสารอาหารไปเลี้ยงบริเวณเนื้อเยื่อของคุณให้แข็งแรงมากขึ้นเช่นกัน
    ดร.โรนดา ไคลน์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “เมื่อเซลล์ผิวของคุณถูกกระทบจากคลื่นความยาวของแสงสีแดง ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับผิวพรรณของคุณ คือทำให้ผิวที่ได้รับการซ่อมแซมจากแสงสีแดงกลับมาดูอ่อนเยาว์กว่าวัย และทำให้กล้ามเนื้อใต้ผิวกระชับมากขึ้น อีกทั้งก็จะช่วยลดรอยแผลเป็นบนผิวหนังได้เช่นกัน 
    ทั้งนี้ ประโยชน์ของการเข้ารับการบัดบัดด้วยแสงสีแดง หรือ RLT เพื่อให้ผิวหนังของคุณดูชุ่มฉ่ำนั้น จำเป็นต้องได้รับการบำบัดโดยสถาบันเพื่อสุขภาพต่างๆ และแพทย์ผิวหนังในสปา ตลอดจนห้องออกกำลังกายสุดหรู ที่อาจจะมีห้องบำบัดแสงสีแดงจากแผงควบคุมอัตโนมัติ ไปจนถึงเซตอุปกรณ์ที่มีแสงสีแดงดังกล่าวออกมา เพื่อให้ส่งตรงรังสีไปยังผิวของคุณ ที่สำคัญคุณยังสามารถทำทรีตเมนต์ผิวเองได้จากที่บ้านของคุณ เพียงใช้เซตอุปกรณ์ขนาดเล็กคล้ายกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ปล่อยแสงสีแดงดังกล่าวออกมา หรือจะใส่หน้ากากปล่อยแสงสีแดง กระทั่งการนอนบนเตียงที่มีอุปกรณ์ปล่อยแสงสีแดงออกมาบำบัดผิว เป็นต้น 
      แต่ไม่ใช่ว่าแสงสีแดงอะไรก็ได้ที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับผิวของคุณ เพราะแสงสีแดงดังกล่าวจะต้องปล่อยคลื่นความยาวของแสงที่ 660 นาโนเมตร และ 850 นาโนเมตรเท่านั้น ถึงจะส่งผลดีกับผิวหนังของคุณ ด้าน "รศ.มิเชล ฮามบริน” จากโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า “เป็นที่รู้กันดีว่าคลื่นแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่น 660 นาโนเมตร จะดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วกว่าผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่เกี่ยวกับการคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวชนิดอื่นๆ ส่วนความยาวของคลื่นแสงสีแดงที่ 850 นาโนเมตร จะเจาะลึกเข้าสู่ผิวพรรณและร่างกายส่วนอื่นๆ ของคุณ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและยังช่วยลดอาการปวดข้อต่อ”
      นอกจากนั้น ไม่ใช่ว่าคุณจะเปลี่ยนใส่หลอดไฟสีแดงในโคมไฟตั้งโต๊ะทำงานของคุณ และก็คาดหวังว่าแสงจากหลอดไฟสีแดงจะเริ่มทำงานกับผิวของคุณได้ เพราะความยาวของคลื่นสีแดงที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะช่วยดูแลผิวพรรณของคุณได้ แต่ถ้าคุณเลือกซื้อเซตอุปกรณ์ดีไอวายผิวหน้าที่มีแสงสีแดง ก็ควรตรวจสอบความเข้มข้นขณะที่ใช้งาน ส่วนผู้ที่ชอบซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจากโลกออนไลน์นั้น ก็ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง หรือผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ แทนการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อมาใช้งานโดยลำพัง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับการใช้งาน ส่วนข้อควรระวังเกี่ยวกับการเปลี่ยนหลอดไฟ UV หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดนีออนที่ไม่ได้เคลือบผงฟอสเฟอร์ ที่ให้รังสีคลื่นสั้น UV-C 253.7 นาโนเมตร เป็นหลอดไฟสีแดงบนเตียงอเนกประสงค์สำหรับบำบัดผิว อาจเสี่ยงทำให้ผิวหนังของคุณไหม้ลอกได้ ที่สำคัญคุณอาจจะต้องเสียเงินโดยใช่เหตุจากการที่เลือกการทำทรีตเมนต์ผิวด้วยวิธีดังกล่าว เพื่อแลกกับผิวอ่อนเยาว์”
      ประโยชน์ของการบำบัดด้วยแสงสีแดง อาทิ การรักษาบาดแผล หรือแผลหลุมจากการเป็นสิว มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนเกี่ยวกับผลการวิจัยดังกล่าวในการช่วยรักษาแผลเป็นของคุณให้หายเร็วยิ่งขึ้น เช่น การศึกษาในปี 2014 ได้ออกมาระบุว่า การบำบัดด้วยแสงสีแดงจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะริ้วรอยแผลเป็นที่เกิดจากการเป็นสิวหลุม หรือแผลที่เกิดจากไฟลวก ไฟไหม้ 
    ซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การศึกษาในปี 2014 พบว่าเทคนิคการรักษาดังกล่าวทำให้การสูญเสียความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นลดลง ดังนั้นจึงทำให้อาการปวดกล้ามเนื้อน้อยลง และขณะที่คุณเคลื่อนไหวก็จะช่วยลดอาการบาดเจ็บลงได้ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกาย 4 วันต่อสัปดาห์ และการศึกษาในปี 2018 ยังพิสูจน์ให้เห็นว่า แสงสีแดงนั้นช่วยลดความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อหัวเข่าหลังการเอกเซอร์ไซส์ 
    โดยสรุปแล้วประโยชน์ของการบำบัดด้วยแสงสีแดง RLT จะช่วยลดการอักเสบและลดอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ โดยนักวิจัยได้ค้นพบว่าแสงสีแดงยังช่วยลดอาการปวดข้อเข่าและปัญหาโรคเข่าเสื่อม โรคไขข้ออักเสบ และลดอาการปวดหลัง ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับการบำบัดด้วยแสงสีแดงเพื่อบรรเทาอาการปวดนั้น องค์การอาหารและยาของอเมริกัน (FDA) ออกมาระบุว่า ได้อนุมัติให้เป็นรูปแบบการรักษาอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงอาการปวดจากโรคข้ออักเสบได้นั่นเอง
      อย่างไรก็ตาม มีข้อความระวังเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการบำบัดด้วยแสงสีแดง ทั้งนี้ ในกรณีแสงสีแดงกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก โดยเฉพาะจำนวนของรังสีที่คุณต้องใช้รักษา เพราะเมื่อพิจารณาดูผลลัพธ์ของการรักษาแล้ว นักวิจัยยังไม่ได้ระบุขนาดยาหรือปริมาณแสงสีแดงที่เหมาะสม ในการตัดสินใจว่าจะต้องระมัดระวังมากน้อยเพียงใด หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ซึ่งให้การรักษาด้วยรังสีดังกล่าว ก็ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนความงามดังกล่าวอย่างถูกต้อง ที่สำคัญแม้ว่าการบำบัดด้วยแสงสีแดงจะมีความเสี่ยงหรือมีอันตรายที่ไม่ได้มากเกินไป แต่ก็มีข้อควรระวังคือ การที่ร่างกายหรือผิวหนังของเราสัมผัสรังสีดังกล่าวมากเกินไป อาจทำลายเนื้อเยื่อซึ่งนำไปสู่ปัญหาผิวไหม้ หรือก่อให้เกิดปัญหาผิวหนังพุพองได้ ดังนั้นหากคุณได้รับปัญหาดังกล่าวในขั้นตอนของการดูแลผิวก็ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวไวต่อแสงจ้า หรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตาขณะที่เข้ารับการบำบัดด้วยแสงสีแดงก็จะดีที่สุด.


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก