“อาคม” กับบทขุนคลัง ผู้แบกภารกิจความหวังฟื้น ศก.ไทย


เพิ่มเพื่อน    


    "ไม่น่าแปลกใจที่อาคมได้เป็น รมว.การคลัง เพราะถือเป็นคนใน และเคยเป็น รมว.คมนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ทนแรงกดดันการเมืองได้ มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจดี แต่จากนี้จะมีแรงกดดันอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจ ให้อยู่ได้หลังมรสุมโควิด-19"


    ในที่สุดก็ได้บุคคลที่เหมาะสมมานั่งตำแหน่ง รมว.การคลัง นั่นคือ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ถือเป็นขุนคลังคนที่ 54 หลังจากที่ “ปรีดี ดาวฉาย” อดีต รมว.การคลัง ที่ดำรงตำแหน่งเพียง 27 วัน ได้ลาออกไปเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2563 ตำแหน่งดังกล่าวว่างลงประมาณ 1 เดือน พร้อมกระแสข่าวรายชื่อบุคคลมากหน้าหลายตาที่คาดเดากันว่าจะมารับตำแหน่ง รมว.การคลังคนต่อไป
    ก่อนหน้านี้ “อาคม” ก็เป็นรายชื่อหนึ่งในแคนดิเดตที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดย “อนุชา นาคาศัย” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้เคยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่า “อาคม” มีความเหมาะสม เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่เข้าใจงานทางการเมืองอีกด้วย ดังนั้นจึงมั่นใจว่า “อาคม” จะทำงานได้เป็นอย่างดีในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และจะสานงานต่อจาก รมว.การคลังคนเดิม รวมถึงการทำงานให้สอดคล้องกับแนวทางของนายกรัฐมนตรีได้อีกด้วย
    ย้อนไปดูประวัติของ “อาคม” เรียกว่าไม่ธรรมดา โดยพบว่า สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2520 และระดับปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากวิทยาลัยวิลเลียม ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2526 หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการในสังกัดสภาพัฒน์ เรียกว่าเป็นลูกหม้ออยู่นาน ก่อนที่ปี 2553 จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์
    หลังจากนั้นก็มาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเพื่อมารับตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 และต่อมาในปี 2558 ก็ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม
    เรียกได้ว่า “อาคม” เป็นบุคคลที่มีดีกรีครบเครื่อง และแว่วว่าเป็นบุคคลที่ พล.อ.ประยุทธ์ไว้วางใจในการสอบทานข้อมูล-ตัวเลขด้านเศรษฐกิจ และยังเป็นรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในโควตากลาง-สายตรงของนายกรัฐมนตรีในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
    ทั้งนี้ การมาของ “อาคม” ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เรียกว่าเป็นช่วงสำคัญ หลังจากประสบปัญหาอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัจจัยนอกประเทศที่ซ้ำเติมหลายๆ อย่าง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจของทั้งภาคเอกชนและภาคประชาชน ซึ่งถือเป็น “งานหินชิ้นล่าสุด” ที่เป็นตัววัดฝีมือของขุนคลังป้ายแดงคนนี้
    ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายฝ่ายต่างจับตาดูฝีไม้ลายมือของขุนคลังคนใหม่ว่าจะงัดกลยุทธ์ กระบวนท่าอะไรเพื่อมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยามนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เรียกว่า “อาคม” แบกความหวังของภาคเศรษฐกิจไว้พอสมควร
    “สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์” นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และการเมือง ระบุว่า “อาคม” เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสม เพราะมีประสบการณ์ทางการเมือง และมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจในภาพใหญ่และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ปกติ
    การทำงานของ “อาคม” ขณะนี้จะมีแรงกดดันจากการบริหารเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะภารกิจสำคัญที่ต้องทำ คือ การทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากผลกระทบจากโควิด-19 ให้รวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้น ดังนั้นต้องมีการผลักดันมาตรการต่างๆ ออกมาให้เห็นผลในทางปฏิบัติว่าสามารถบรรเทาความเดือดร้อนในทุกๆ ภาคส่วนได้จริง และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว
    อีกเรื่องที่เป็นภารกิจสำคัญของ รมว.การคลังคนใหม่ คือ การผลักดันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย หลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 เพราะในรอบ 10-20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครบริหารเศรษฐกิจไทยให้มีขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นได้เลย ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับลดลงอย่างต่อเนื่อง
    “สมชาย” มองว่า การบริหารเศรษฐกิจของประเทศตอนนี้มีข้อจำกัด คือ มีเงินไม่มาก ทั้งเงินจากงบประมาณและจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน ซึ่งเมื่อใช้เต็มจำนวนก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยปี 2564 อยู่ที่ระดับ 59% ต่อจีดีพี ซึ่งเสี่ยงหลุดกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เพราะรัฐบาลยังต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ และภาวะหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยก็อยู่ระดับสูง 84% ของจีดีพี เพิ่มมากสุดในรอบ 18 ปี ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
    "ไม่น่าแปลกใจที่อาคมได้เป็น รมว.การคลัง เพราะถือเป็นคนใน และเคยเป็น รมว.คมนาคม ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ทนแรงกดดันการเมืองได้ มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจดี แต่จากนี้จะมีแรงกดดันอย่างมากที่จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเศรษฐกิจให้อยู่ได้หลังมรสุมโควิด-19"
    ขณะที่ “สุพันธุ์ มงคลสุธี” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า การที่ รมว.การคลังคนใหม่เป็น “อาคม” ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเป็นบุคคลที่เอกชนยอมรับได้ ผ่านงานมาหลายตำแหน่ง มีความรู้ความสามารถในด้านเศรษฐกิจหลากหลาย มีประสบการณ์ทั้ง รมว.คมนาคม ที่ดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน, เลขาธิการสภาพัฒน์ และสามารถทำงานประสานกับนายกรัฐมนตรีได้ดี
    “เชื่อว่าเมื่อมารับตำแหน่งแล้วจะสามารถสานงานต่อได้ทันที เพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องการมืออาชีพเข้ามาเป็น รมว.การคลัง เพื่อเข้ามาเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด ส่วนนโยบายเร่งด่วนที่ภาคเอกชนต้องการให้ รมว.การคลังคนใหม่เข้ามาสานต่อ เช่น การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี, การขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีก 2 ปี, นโยบายเมดอินไทยแลนด์ ส่งเสริมใช้สินค้าไทย และกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ”
    ขณะที่ฝั่งตลาดทุน โดย “กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด มองเรื่องนี้ว่า ประวัติการทำงานของ “อาคม” ในด้านการเมือง หรือตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้มีภูมิคุ้มกันการเมืองเป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยสานต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเดิมที่สะดุด ให้เดินหน้าต่อได้ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงสูง ส่วนการทำงานร่วมกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือ รมช.การคลัง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น  
    โดยที่ผ่านมา ตลาดทุนไม่ได้คาดหวังรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.การคลังมากนัก เพราะคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ว่าหากเป็นคนนอกจะต้องเป็นข้าราชการเกษียณอายุ และต้องปกป้องผลประโยชน์ได้ โดยการเข้ามาจะเป็นการสานต่อนโยบาย แต่คงไม่มีนโยบายแปลกใหม่ และไม่คาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้มีผลอะไรต่อตลาดหุ้นไทย
    ตรงนี้เป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า “อาคม” เข้ามารับตำแหน่ง รมว.การคลัง พร้อมความคาดหวังในด้านการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกมิติ โดยเฉพาะในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่ง่าย แต่หลายฝ่ายก็ยังมั่นใจด้วยประวัติและความสามารถของ “อาคม” ที่สั่งสมมานาน...! 


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์