รัฐบาล-ส.ว.กำหนดประเทศ แก้รัฐธรรมนูญต้องจริงใจ


เพิ่มเพื่อน    

 

         เวลางวดเข้ามาทุกทีกับคำถามที่ไร้คำตอบ ต้องทำประชามติก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  หรือไม่?

            เท้าความย้อนไปเมื่อวันที่ 23-24 กันยายนที่ผ่านมา การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณา 6 ญัตติ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่าที่ประชุมยังไม่ทันลงมติโหวตในชั้นรับหลักการด้วยซ้ำ ก็มีอันต้องตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขึ้นมาเสียก่อน

            ด้วยเหตุพอสรุปได้ว่า สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งการโหวตวาระหนึ่ง ชั้นรับหลักการนี้ต้องอาศัยเสียงของพวกเขา 84 เสียง ส่วนใหญ่คัดค้านว่าญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่สามารถกระทำได้ 

            เพราะถือเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอนุญาตไว้เพียงแค่ให้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตราเท่านั้น 

            ประกอบกับ ส.ว.เห็นว่าครั้งหนึ่งเมื่อปี 2555 ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยการจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ต้องทำประชามติเพื่อขอคำอนุมัติจากประชาชนเสียก่อน เช่นที่ สมชาย แสวงการ ส.ว. อภิปรายไว้ก่อนที่จะถึงเวลาโหวต

            “ข้อเสนอการตั้ง ส.ส.ร.ยังไกลเกินจริง เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องไปทำประชามติถามประชาชนก่อน จะชะลอการโหวตวันนี้ไว้ก่อนก็ได้ จะไปหาวิธีการใดก็ได้ จะตั้ง กมธ.ศึกษาก่อนก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องไปทำประชามติสอบถามก่อนว่าจะให้แก้หรือไม่”

            นั่นแปลว่า ส.ว.ต้องการให้ทำประชามติก่อนมีการตั้ง ส.ส.ร. เพราะมองว่าการมี ส.ส.ร. คือการให้เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หาก ส.ส.ดึงดันที่จะเล่นเกมบู๊ให้โหวตเสียตั้งแต่วันนั้น ส.ว.ก็จะโหวตไม่เห็นด้วย เป็นการดับฝันแก้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ก้าวแรก 

            ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนั้น และตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภาเปิดช่องไว้ คือการตั้งคณะ กมธ.เพื่อพิจารณาโจทย์ทางกฎหมายที่ ส.ว.ยังคาใจ

            วันนี้การทำงานของคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ จำนวน 6  ฉบับ ที่มี วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ. เหลือเวลาประชุมอีกเพียง 6 ครั้งโดยประมาณ 

            ล่าสุด ดูทิศทางแล้วเหมือน กมธ.ฝั่ง ส.ส. กับ กมธ.ฝั่ง ส.ว.ต่างยังคงยึดมั่นในจุดยืนและบนเหตุผลของตัวเอง โดย ส.ว.นั้นชัดเจนว่าเดินเกมรุก ให้ทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชนก่อนยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เท่านั้น ถ้าผิดจากนี้มี ส.ว.บางคนจะไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่ 

            ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ หลายคนจึงเกิดข้อสงสัยว่าถ้า ส.ว.ยังยืนยันแบบเดิม การเดินหน้าเรื่องรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร? มีการคาดการณ์ว่าหากเปิดประชุมร่วมรัฐสภาอีกครั้ง ส.ว.คงโหวตคว่ำตอกฝาโลงแก้รัฐธรรมนูญแน่นอน

            ทว่า นั่นอาจเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะ ส.ว.รู้อยู่แก่ใจว่าหากโหวตคว่ำประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป นาทีนี้จะเรียกได้ว่า ส.ว.เป็นผู้กำหนดอนาคตบ้านเมืองก็คงไม่ผิดนัก 

            ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ต้องการให้องคาพยพทั้งหลายรับหลักการญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. 

            จะดีกว่าไหม ถ้าเรื่องนี้ได้แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง สังเกตให้ดีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แม้ระบุว่าการจะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องขอประชามติก็จริง แต่ไม่ได้บอกว่าต้องทำกี่ครั้ง ทำเมื่อใด 

            ดังนั้น เพื่อประนีประนอมให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างสงบสุข เปิดประชุมร่วมรัฐสภามา ส.ว.ควรรับญัตติแก้มาตรา 256 ตามคำนายกฯ และตั้งคณะ กมธ.พิจารณาแก้ไขมาตรา 256 และหมวด 15/1

            ขณะที่ ส.ส.ตอนนี้ไม่มีทางเลือกมากก็ต้องทำตามข้อห่วงใยของ ส.ว. โดยการจัดทำประชามติก่อนที่จะมีการเลือก ส.ส.ร. เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เดินหน้าต่อไป

            หากเป็นดังนั้นก็จะต้องมีกฎหมายรองรับการทำประชามติด้วย ซึ่งปัจจุบันยังเป็นร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 บนเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านอนุมัติหลักการไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วย

            ฉะนั้น ระหว่างที่ชั้นกรรมาธิการกำลังพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ก็ต้องเร่งกระบวนการออกกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติด้วย

            ทั้งนี้ ทั้งหมดทั้งมวลเรื่องราวต่างๆ จะสำเร็จได้ ผู้นำต้องจริงจัง อย่าเล่นสองหน้า ขยิบตาให้ ส.ส.ฝั่งตัวเองทีหนึ่ง ขยิบตาให้ ส.ว.อีกทีหนึ่ง ที่สำคัญอย่าอ้างว่าคอนโทรล ส.ว.ไม่ได้ หากย้อนดูที่มาก็รัฐบาลทั้งนั้นไม่ใช่หรือที่ทำคลอด 250 ส.ว.มากับมือ.

 

 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก