เมื่อคุณธรรม...ยังไม่กลับคืนมา


เพิ่มเพื่อน    

        เท่าที่มีโอกาสได้ฟังคนแก่ คนเก่า ท่านนำมาเล่าสู่กันพอให้ได้รับรู้ รับทราบ อย่างเช่น ท่านองคมนตรี อาจารย์ จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นต้น ขณะยังนั่งรักษาการอยู่ ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า สายพระเนตร หรือ (ประทานโทษ) พระวิชั่น ของล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ซึ่งได้สวรรคตไปแล้วนั้น ช่างเป็นอะไรที่ยาวเหยียด ยาวไกลมากๆ เอาจริงๆ จนผู้คนธรรมดาหรือไม่ธรรมดาก็แล้วแต่ อาจ ตามไม่ทัน เอาง่ายๆ...

                                 --------------------------------------------------------

        อย่างเรื่อง ปัญหา ของบรรดาพวกหนูเล็กๆ และเด็กๆ ทั้งหลายในช่วงนี้...ที่จะด้วย เทคโนโลยี หรือด้วยการเลี้ยงดู ปูเสื่อ แบบไหน อย่างไร ก็แล้วแต่ จนทำให้กลายเป็น เด็กสร้างบ้าน โดยเมื่อดันต้องเจอกับพวก หัวล้านสร้างเมือง เข้าไปอีกดอก เลยก่อให้เกิดความเลอะเทอะ เปรอะเปื้อน เละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก ยากจะหาทางรับมือ เช็ดถู ปัดกวาด ได้ง่ายๆ จะไล่ทุบ ไล่กระทืบ ก็น่าจะลำบาก เพราะแค่ ฉีดน้ำ เข้าใส่ ก็โวยกันไม่จบ หาว่าโหดเหี้ยม อำมหิต เผด็จการไร้เมตตาและปรานี ทั้งที่พวกนักประชาธิปไตยฉบับของจริง-ของแท้ มันหนักซะยิ่งกว่าไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเท่า มีทั้งกดคอ ตีเข่า ไล่ทุบ ไล่ถีบ ยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยางเข้าใส่ แต่ก็ยังดันอยากจะเป็นประชาธิปไตยแบบอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ ชนิดตัวสั่นเร่าๆ อยู่จนบัดนี้...

                                  -----------------------------------------------------

        จะด้วยเพราะเหตุนี้ แนวนี้ หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจสรุปได้...เลยทำให้ช่วงที่ล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ว่ากันว่า...เมื่อท่านอดีตประธานองคมนตรี ป๋าเปรม ของหมู่เฮาทั้งหลาย ที่วายชนม์ไปแล้วอีกเช่นกัน ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และทูลถามถึงสิ่งที่ทรงปรารถนาและต้องการเป็นสิ่งสุดท้าย หลังจากทรงเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต่อบรรดาโครงการไม่รู้จะกี่ร้อยกี่พันโครงการมาโดยตลอด ว่าอยากทอดพระเนตรเห็นโครงการใดๆ ปรากฏขึ้นมาอีกมั่ง จากคำพูด คำจา ของท่านองคมนตรี หรือรักษาการผู้อำนวยการทรัพย์สิน ฯลฯ ขณะนั้น กลายมาเป็นคำตอบ ว่าด้วยเรื่อง โรงเรียนคุณธรรม ที่มีท่านองคมนตรี คุณหมอ เกษม วัฒนชัย ได้กลายมาเป็นผู้รับหน้าเสื่อ หรือเป็นผู้โดดลงมาขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว นับตั้งแต่เริ่มแรกนั่นเอง...

                                  --------------------------------------------------------

        ซึ่งก็แน่นอนนั่นแหละว่า...ถ้าหากโครงการ หรือสิ่งที่เรียกๆ กันว่า โรงเรียนคุณธรรม นั้น สามารถผลิดอก ออกผล ได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง เต็มเม็ด เต็มหน่วย ได้ถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ ไม่ว่าโดยภาครัฐ หรือภาคเอกชน ชนิดอาจถือเป็น วาระแห่งชาติ เอาเลยก็ยังได้ โอกาสที่เราทั้งหลายจะต้องตกตะลึง ตาค้าง มึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ สับสน ระส่ำระสาย กับความห้าว ความกร้าว ความถ่อยและหยาบคาย ไปจนความลามก จกเปรต ฯลฯ ของพวกเด็กๆ สร้างบ้านในช่วงระยะนี้ อาจแทบไม่มีโอกาสได้พบ ได้เห็น เอาเลยก็ไม่แน่ เพราะสิ่งที่เรียกๆ กันว่า คุณธรรม หรือ ศีลธรรม ทั้งหลาย ออกจะเป็นอะไรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเอามากๆ ในการชะล้าง ปัดกวาด และเช็ดถู สิ่งใดๆ ก็ตาม ที่ออกไปทางสกปรก รกรุงรัง ให้หายเกลี้ยงไปได้ไม่ยาก เหมือนอย่างที่อภิมหาพระ ท่าน พุทธทาสภิกขุ ท่านเคยบ่งบอกถึงอานุภาพและศักยภาพของสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยข้อสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ นั่นแหละว่า...ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา...โลกาจะวินาศ นั่นเอง...

                                --------------------------------------------------------

        แต่ก็นั่นแหละ...สิ่งที่เรียกว่า โรงเรียนคุณธรรม ของ หมอเษม เอาไป-เอามาก็อาจคล้ายๆ กับสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง คือเป็นสิ่งที่ล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทอดสายพระเนตร สายพระวิชั่น มองเห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็น เอาไว้ ประมาณกว่า 30-40 ปี ก่อนหน้าที่ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัย และได้พยายามนำเอาความสำคัญและความจำเป็นเหล่านั้น มาเปิดเผย ชี้แจง ให้บรรดา ทวยไทย ทั้งหลายได้รับรู้ รับทราบอย่างจริงๆ จังๆ และอย่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า มาโดยตลอด แต่สุดท้าย...ก็คงได้แค่ ประมาณนั้น หรือได้เท่าที่พอไปได้ นั่นแหละทั่น ไม่ถึงกับต้องจริงๆ จังๆ อะไรกันมากมาย ฟังหูซ้ายแล้วร่วงทะลุไปทางหูขวามาเป็นสิบๆ ปี กระทั่งแม้โลกทั้งโลกเกิดความอับตันกับ เศรษฐกิจทุนนิยม จนหาทางออก ทางไปแทบไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง อันถือเป็น ทางเลือก และ ทางรอด ก็ยังไม่ถึงกับถูกหยิบมาเป็น วาระแห่งชาติ แต่อย่างใด ยังไปกันแบบเรื่อยๆ เจื้อยๆ เป็นคาถา หรือเป็นคำพูดติดปาก แบบของใคร-ของมัน กันไปตามสภาพ...

                                  -------------------------------------------------------

        ด้วยเหตุนี้...ก็เลยอาจไม่ถึงกับถือเป็นเรื่องแปลก ที่เมื่อต้องเจอกับอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ของท่านเชื้อไวรัส COVID-19 เข้าไปไม่กี่ดอก ประเทศที่ต้องพึ่งพาตลาดโลก พึ่งพาการส่งออก พึ่งพานักท่องเที่ยว ฯลฯ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ก็เลยแทบหงายท้อง หลับกลางอากาศ เอาดื้อๆ ไม่ต่างอะไรไปจากที่ต้องเจอกับพวก เด็กอาจารย์กู้ ที่ทั้งหยาบ ทั้งถ่อย ทั้งก้าวร้าวรุนแรง ไม่คิดจะฟังเหตุ ฟังผล ไม่สนใจกาละและเทศะใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย อันเนื่องมาจาก ศีลธรรม...ไม่กลับมา นั่นเอง หรืออันเนื่องมาจากความไม่มุ่งมั่น ไม่เพียรพยายาม ไม่พยายาม เข้าถึง และ เข้าใจ ต่อสายพระเนตร พระวิสัยทัศน์ อันยาวไกล ของล้นเกล้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างจริงๆ จังๆ อย่างเอาเรื่อง เอาราว อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ...

                                   ------------------------------------------------------

        ดังนั้น...โอกาสที่จะแก้ไข เยียวยา บรรเทาเบาบางสิ่งที่มันได้เกิดขึ้นมาแล้ว อุบัติขึ้นมาแล้ว ก็คงไม่ถึงกับ ง่าย กันซักเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ...คงไม่ถึงกับช้าไป หรือสายไป เพราะการหวนกลับคืนมาสู่ความถูกต้อง ความเป็นไปตามครรลองคลองธรรมนั้น ยังไงๆ ย่อมต้องดีกว่าการจ่อมจมไปกับกิเลสและอวิชชา หรือการไม่คิดจะ รู้ตื่น แต่อย่างใด ส่วนจะออกไปในแนวไหน แบบไหน อันนี้...คงต้องถือเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ คงต้องไปว่ากันเอาเองก็แล้วกัน...

                                  -------------------------------------------------------

        ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Chinese proverb (อีกครั้ง)... “There is a wide avenue to Haven, but few people walk on it; there is no door to Hell, but many choose to bore a hole in order to get in. – ทางไปสวรรค์นั้นกว้าง แต่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจจะเดิน นรกไม่มีประตู แต่คนจำนวนมากพยายามเจาะช่องเพื่อที่จะมุดเข้าไปให้จงได้...”

                                  -----------------------------------------------------


จัดหนักจัดเต็มทั่วหน้า ไม่มีคำว่าสองมาตรฐาน อ่านบทความอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ใน www.thaipost.net วานนี้ มองเห็นหลายๆ เรื่องในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้ชัดเจนขึ้น

"ทักษิณ" ท้ารบ "จตุพร"
หมาเยี่ยวรดภูเขาทอง
บาปหนาของคณะราษฎร
'ท่านสส.ครับ...โปรดฟังสักนิด'
เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'