อะไรจะไม่ฉลาดไปได้ถึงปานนั้น!!!


เพิ่มเพื่อน    

      ฮื่ออ์อ์อ์...เห็นเงียบๆ หงิมๆ ไม่ค่อยพูด-ไม่ค่อยจา มากมายซักเท่าไหร่ เลยพานนึกไปว่าอาจสุขุม ลุ่มลึก อยู่บ้างในบางระดับ แต่ที่ไหนได้...เล่นเอาแทบ ผงะ ต่อความคิด ความเห็น ของอดีตนายทหาร หรือ พลโท อะไรซักอย่างก็จำไม่ได้ซะแล้ว แห่งพรรคอนาคตหมด อนาคตไหม้ เมื่อครั้งอดีต ที่ออกมาเสนอแนะให้ ติดอาวุธมวลชน หรือประชาชน เพื่อ ป้องกันรัฐประหาร อะไรประมาณนั้น...

                                                                    ---------------------------------------------

      คือข้อเสนอช่วงแรกๆ...ที่ท่านพลโทรายนี้ ท่านงึมๆ งำๆ ไว้ใน เฟซบุ๊ก ตัวเอง ก็ต้องเรียกว่า...พอฟังได้ หรือพอ อยู่ๆ กันไปได้ ไม่ว่าการพูดถึงความเป็น รัฐเดี่ยว หรือการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือเป็น สหพันธรัฐ ไม่ได้ และไม่ควร แต่พอมาถึงช่วงข้อเสนอแนะในการ ต่อต้านรัฐประหาร ทั้งๆ ที่เป็นอดีตทหาร เป็นถึงพลโทแท้ๆ เท่าที่ลอกมาจากเนื้อข่าว “ไทยโพสต์” วันวาน ถึงกับระบุไว้ว่า...“ดังนั้นการเปิดช่องให้ประชาชนสะสมอาวุธได้เท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันรัฐประหาร จึงเป็นการสมควร ส่วนจะถึงขนาดมีปืนกลหรือไม่ ก็ไปว่ากันในระดับพระราชบัญญัติได้ ฯลฯ...” อันนี้นี่แหละ...ที่เล่นเอาแทบ ผงะ!!!...

                                                                     ------------------------------------------------

      คืออะไรมันจะคิดมาก คิดเล็ก-คิดน้อย หรือคิดเรื่อยๆ เจื้อยๆ ไปได้ถึงปานนั้น...เพราะต่อให้มีปืนกล บาซูก้า หรือกระทั่งขีปนาวุธ ฯลฯ เอาเลยก็เถอะ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็น ประชาชน ซะอย่างแล้ว ยังไงๆ ก็คงจะไปสู้กับบรรดา ทหาร ที่ผ่านการฝึก การอบรม การสั่งสมความรู้ ความนึกคิด ในด้านการศึก การสงคราม แบบประเภท มืออาชีพ ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงการหาทางสะสมรถถัง เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไร ที่ทำให้ความคิดที่จะต่อต้านการรัฐประหารด้วย อาวุธ นั้น เป็นอะไรที่แทบไม่ได้ใช้ เซลล์ประสาท บริเวณกะโหลก หรือบริเวณมันสมอง มาเป็นองค์ประกอบในการใคร่ครวญ พิจารณา เอาเลยแม้แต่น้อย เพราะย่อมต้องมีแต่  ตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง...

                                                                        --------------------------------------------------

      ทั้งๆ ที่โดย คำตอบ ง่ายๆ และแทบไม่ต้องเสียเวลาร่างไว้ในกฎหมายฉบับใดๆ เอาเลยก็ยังได้ ย่อมมีอยู่แล้วโดยชัดเจน สำหรับการต่อต้านรัฐประหารใดๆ ก็ตาม นั่นก็คือ...ถ้าบรรดานักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั้งหลาย ไม่โกง ซะอย่าง!!! หรือหมั่นประพฤติตน ให้ตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดคุณธรรม มโนธรรม จริยธรรม และโดยเฉพาะศีลธรรมทั้งหลาย เพียงเท่านี้...ใครก็ตามที่คิดจะรัฐประหาร อันนั้นนั่นแหละ...ที่ต้องตกเป็นฝ่าย ตาย...กับ...ตาย อย่างมิมีวันเป็นอื่น แถมหนักไปทาง  ฆ่าตัวตาย ซะอีกล่วย แต่ก็ด้วยเหตุเพราะทั้งโกง ทั้งคดในข้อ งอในกระดูก ทั้งเขี้ยวยาวเฟื้อยเลื้อยลากดิน จนพื้นอาคารรัฐสภาไม่ว่าแห่งไหนก็เถอะ แหกไปเป็นรอยๆ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง เลยกลายเป็นตัวนำไปสู่ เหตุผล และ ข้ออ้าง ในการกระทำรัฐประหารเสมอมา...

                                                                         ------------------------------------------------

      อีกทั้งการ ติดอาวุธ ให้ประชาชนนั้น...ต้องถือเป็นแนวคิดที่ อันตราย เอามากๆ เพราะไม่ว่าใครก็ตาม เด็ก หรือผู้ใหญ่ก็แล้วแต่ ถ้าลองมี ปืน อยู่ในมือ โอกาสนำไปสู่ความ ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย ย่อมเป็นไปได้สูงเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย ในระดับไหนก็ตาม อย่างที่กำลังคิดควักปืนออกมายิงซึ่งกันและกัน ในสังคมประชาธิปไตยอเมริกันทุกวันนี้ นอกเหนือไปจากนั้นยังถือเป็นตัวทำลายบรรยากาศ การอยู่ร่วมกันโดยสันติ อีกด้วยต่างหาก เพราะการที่ มวลชน ไม่ว่ายุคไหน ต่อยุคไหน ไม่ได้ถึงกับมี อาวุธ อยู่ภายในมือ การต่อสู้ การประท้วง การคัดค้านความไม่ถูกต้อง เป็นธรรม ต่างๆ นานา มันจึงไม่ถึงกับเลือดตก ยางออก มากมายเกินไปนัก...

                                                                            ------------------------------------------------

      เหมือนอย่างที่เด็กๆ ยุคนี้เขาสมัครใจที่จะ เดินเข้าคุก กันไปเป็นแถบๆ นั่นแหละ ด้วยเหตุเพราะเขายังพร้อมที่จะเดินไปในแนวสันติ แม้จะหยาบ จะถ่อย เพียงไรก็ตาม อย่างมาก...ก็แค่คงต้องเดินขึ้นโรง ขึ้นศาล จนกว่าส้นรองเท้าสึกกันไปคู่ๆ แต่ถ้าดันไปยุไปเชียร์ ให้เขา ติดอาวุธ หรือสะสมอาวุธขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ยิ่งเท่ากับสนับสนุนและส่งเสริมให้ต้องเกิดการ วิสามัญฆาตกรรม ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น การเสนอแนะในสิ่งที่แทบไม่ได้อาศัย เซลล์ประสาท บริเวณหัวสมอง มาเป็นองค์ประกอบเอาเลยแม้แต่น้อย เลยทำให้แทบ ผงะ ต่อความคิด ความอ่าน ของผู้ที่เคยมีฐานะเป็นถึงระดับ แกนนำ ของอดีตพรรคการเมืองของ คนรุ่นใหม่ ว่าอะไรจะทื่อๆ ดื้อๆ ไปได้ถึงปานนั้น หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่ค่อยฉลาด นั่นแหละ...

                                                                             ------------------------------------------------

      และจะด้วยเพราะเหตุนี้ หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจสรุปได้...ที่ทำให้อดีตพรรคการเมืองหน้าใหม่ รุ่นใหม่ ที่สามารถสะสมที่นั่งในรัฐสภาได้ชนิดเกือบเต็มร้อย โดยถ้าหากยังพอมีความสุขุม รอบคอบ  ไตร่ตรองและตริตรองให้ถ้วนถี่ ไม่เปิดหน้า เปิดศึก แบบ มวยวัด จนเกินไป น่าจะทำอะไรต่อมิอะไรที่ก้าวหน้า ทันสมัย ได้มั่ง แม้แต่เล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี แต่โดย วิบากกรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ประณีต ไม่ลึกซึ้ง ไม่นิ่มนวล หนักไปทางเอาหยาบ เอาถ่อยเข้าว่า ดังนั้น...ไม่ว่าจะอยู่ เบื้องหน้า หรือ  เบื้องหลัง ใครต่อใครก็ตาม มันเลยหนักไปทางเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก หรือออกไปทางสาละวัน...เตี้ยลง  เตี้ยลง ยิ่งเข้าไปทุกที ชนิดเล่นเอา คณะราษฎร ต้องกลายสภาพไปเป็น คณะลาบ นั่งจิ้มจุ่มแกล้มไวน์กันเห็นๆ...เฮ้ออ์อ์อ์ อะไรจะ ไม่ฉลาด ไปได้ถึงปานนี้!!!

                                                                                 ------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Confucius...“To lead untrained people to war is to throw them  away. - นำพาพลเมืองที่ไร้การฝึกเข้าสู่สงคราม ก็คือนำพาพวกเขาไปสู่การทิ้งขว้างโดยเปล่าๆ ปลี้ๆ...”

                                                                                ----------------------------------------------------


"เหงาเหลือเกิน"....ขอบ่นซักคำเหอะ! ก็ทำไมจะไม่เหงาล่ะครับ เข้ามาโรงพิมพ์ มืดตึ๊ดตื๋อ ไม่มีใครมาทำงานซักคน! เคยเห็นแต่บริษัท "ลอยแพพนักงาน" หรือผมเป็นรายแรกที่ถูก "พนักงานลอยแพ"?

เมื่อ"ขาใหญ่"เขาจะใส่กัน
สเตร็คฟัสส์ "แยกอีสาน"
จาก Tony ถึง มิสเตอร์ H
'ไอ้กันวางไข่' มหา'ลัย
กลเกม 'ในศาล-ในถนน'
"โชคดี-โชคร้าย"ในโควิด