ว่าด้วยการยกระดับทางความคิด


เพิ่มเพื่อน    

 

          โดยปกติ...อาจมีโอกาสได้พบปะ เจอะเจอ หน้าตา แบบตัวเป็นๆ ซักประมาณปีละครั้ง หรือ 2 ปีครั้ง เห็นจะได้ สำหรับคุณน้อง ต้อย-สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แม้จะเป็นพี่ๆ-น้องๆ กันมาไม่รู้กี่ต่อกี่ทศวรรษ แต่เผอิญ...เมื่อช่วงวันอังคาร (10 พ.ย.) ที่ผ่านมา แอบเข้าไปส่อง ไปตรวจสอบความคิด ความเห็น ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ของคุณน้อง ต้อย เขา ดูว่าจะออกไปในแนวไหน หรือจะไปไง-มาไง กันมั่ง ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่า...ฟังแล้วต้องเก็บมานั่งคิด นอนคิด ประมาณ 3 ตลบเป็นอย่างน้อย...

                -------------------------------------------------------

            คือคุณน้อง ต้อย นั้น...โดยรวมๆ หรือโดยภาพรวม ท่านคงไม่ถึงกับ หล่อ หรือ เท่ อะไรมากมายซักเท่าไหร่ ยิ่งช่วงสมัยยังเป็นวัยรุ่น วัยฉกรรจ์ อยู่สำนักงานอ้อยและน้ำตาล หรือแถวๆ ช่อง 3 ผิวก็ออกไปทางคล้ำๆ แบบ ข้นตั๋ย (คนใต้) โดยทั่วไป แม้ว่าช่วงหลังๆ อาจมีโอกาส แต่งหล่อ ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า สูท หรือแว่นตาฉาบฟิล์มสีคล้ำ เข้ากับรูปหน้าได้พอสมควร แต่ด้วยบุคลิกและลีลา ที่หนักไปทาง ลูกกุ้ง หรือ ลูกทุ่ง ที่ยังไม่ถึงกับสามารถยกระดับขึ้นเป็น ลูกกรุง ได้แบบเต็มเม็ด เต็มหน่วย โดยลักษณะการพูด การจา ของคุณน้อง ต้อย ท่าน เลยอาจจะดูหนักหน่วง รุนแรง น่ากลัว น่าสยดสยอง โดยใช่เหตุ...

               ------------------------------------------------------

            แต่ถ้าจะ จับความ กันแบบบรรทัดต่อบรรทัดแล้ว...จาก คลิป รายการ สนธิญาณ-ชัด-ครบ-จบ-จริง ช่วงวันอาทิตย์ (8 พ.ย.) หรือวันจันทร์ (9 พ.ย.) ที่ผ่านมาก็มิอาจสรุปได้แน่ชัด แม้มีความยาวประมาณ 10 กว่านาที ว่าด้วยเรื่องราวของพวกม็อบเด็กๆ ที่ออกมาเดินกันไป-เดินกันมา ตั้งแต่ระดับ แฟลชแดนซ์ หรือ แฟลชม็อบ จนชักไม่ใช่ แฟลช หรือชักเริ่มเปล่ง แสงเฮ้ากวง ยิ่งเข้าไปทุกที คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...ถ้าหากไม่ต้องเสียเวลาคิดถึงเรื่องบุคลิก ลีลา ให้มากเรื่อง มากความ โดย เนื้อหา-สาระ จากคำพูด คำจา ของคุณน้อง ต้อย-สนธิญาณ คราวนี้ เป็นอะไรที่คงต้องเก็บมาคิด มาทบทวน อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว หรืออย่างเป็นระบบอยู่พอสมควรเหมือนกัน...

                       -----------------------------------------------------

            โดยเฉพาะเรื่องของความพยายาม ยกระดับ บางสิ่ง บางอย่าง ของพวกเด็กๆ เขา ที่คงไม่ได้เกี่ยวกับจำนวน ปริมาณ การมีมาก มีไม่มาก มามาก มาไม่มาก ของบรรดาผู้คนที่เข้ามาเกาะกลุ่ม รวมตัว จนกลายเป็น ม็อบ ที่เริ่มเปล่งแสงเฮ้ากวงกันไปเป็นระยะๆ ไม่ใช่แค่แสงแฟลชที่วูบๆ วาบๆ เพียงชั่วครั้ง ชั่วคราว เพราะในเรื่องจำนวนและปริมาณของผู้คนนั้น มันคงเป็นอะไรที่ไม่น่าจะถึงกับหนักอก หนักใจ มากมายซักเท่าไหร่ เพราะระดับออกมากันเป็นล้านๆ จะ 4 ล้าน 5 ล้าน หรือกี่ล้านก็แล้วแต่ อย่าง ม็อบ กปปส. ของคุณลุงกำนัน เทพเทือก สุดท้าย...ถ้าหากไม่ได้ ปืน ในมือของ บิ๊กตู่ เผลอๆ...อาจต้อง ม็อบ ไปจน “หัวล้าน” แบบล้านแล้ว ล้านอีก เอาเลยก็ไม่แน่!!!

                   ------------------------------------------------

            แต่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความหนักอก หนักใจ มิใช่น้อย...ก็น่าจะเป็นเรื่อง ความคิด-ความอ่าน อันเป็นสิ่งที่อภิมหานักเขียน นักประพันธ์ ชาวฝรั่งเศส อย่าง วิกเตอร์ ฮูโก (Victor Hugo) ท่านเคยเอ่ยอ้างเอาไว้เป็นวาทะเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วนั่นแหละว่า An invasion of armies can be resisted, but not an idea whose time has come.” หรือที่อาจารย์ กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ท่านถอดความ แปลความ เอาไว้ประมาณว่า... “การบุกของกองทัพนั้นต้านทานได้ แต่การบุกของความคิด เมื่อมาถึงไม่มีใครต้านทานได้” อะไรทำนองนั้น....

                ---------------------------------------------

            และดูเหมือนว่า...ความพยายาม ยกระดับ บางสิ่ง บางอย่างที่ว่า ก็น่าจะเป็นเรื่องของ ความคิด-ความอ่าน นั่นเอง ซึ่งออกจะเป็นความคิดที่น่ากลัว น่าขนลุกขนพอง มิใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมันถูกขับเคลื่อนโดยอาศัย ความจงเกลียด-จงชัง เป็นพื้นฐานในการทำให้ความเป็น ขบถ หรือ สำนึกขบถ อันเป็นสิ่งปกติ ธรรมดา ของบรรดาวัยรุ่นใจร้อนทั้งหลาย กลายสภาพไปเป็นความหยาบ ความถ่อย ความเกรี้ยวกราด พร้อมที่จะเหยียดหยาม ดูหมิ่น ดูแคลน ต่ออะไรก็ตาม แม้จะเป็นสิ่งที่สอดคล้อง กลมกลืน ไปกับวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยมทางสังคม ฯลฯ มานับเป็นร้อยๆ พันๆ ปี...

                       --------------------------------------------------

            อันนี้นี่เอง...ที่ออกจะเป็นอะไรที่น่าหนักอก หนักใจ อยู่พอสมควร เพราะการอัดฉีดความเกลียด ความโกรธ แบบต่อเนื่อง แบบเป็นระบบและเป็นกระบวนการ โอกาสที่จะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นความเคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย หรืออาจก่อให้เกิดอาการ ไร้สติ แบบที่บรรดามวลชนชาวฝรั่งเศสทั้งหลายเมื่อยุคอดีต ถึงกับพร้อมจะจับใครต่อใครมาตัดหัว คั่วแห้ง ไปเป็นรายๆ ไปจนแม้แต่ตัดหัวกันเอง ด้วยเครื่อง กิโยติน ชนิดกว่าจะ ได้สติ หรือกว่าที่ความมีเหตุมีผลจะกลับคืนมา ก็ต้องรอไปจนนายทหารปืนใหญ่ อย่าง นโปเลียน โบนาปาร์ต ลากปืนใหญ่มาระดมยิงใส่ใครต่อใคร ก่อนกระทำการรัฐประหาร แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น จอมจักรพรรดิ หนักซะยิ่งกว่าเดิมไปจนได้...

                        ---------------------------------------------------

            ความพยายามที่จะ ยกระดับ ในสิ่งที่ว่านี้นี่เอง...ที่คุณน้อง ต้อย-สนธิญาณ ท่านนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ไว้ในรายการสั้นๆ ได้อย่างน่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย รวมทั้งความพยายามที่จะเสนอแนะให้บรรดาผู้ที่ มีอำนาจและความรับผิดชอบ คงต้องหาทาง ทำอะไรซักอย่าง ที่มากไปกว่าการยื้อไป-ยื้อมา หรือการคิดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ที่ทำให้เกิดการ ดองเค็ม และ ดองฟอร์มาลิน ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้นนั่นแล ดังนั้น...ไม่ว่าจะกระโชก โฮกฮาก ไปบ้าง แต่สิ่งที่คุณน้อง ต้อย-สนธิญาณ ท่านได้พูดเอาไว้ คงต้องเก็บเอามานั่งคิด นอนคิด ซักประมาณ 3 ตลบ หรือ 8 ตลบเป็นอย่างน้อย...

                    ------------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก V.I. Lenin”... It is impossible to predict the time and progress of revolution. It is governed by its own more or less mysterious laws. But when it comes it moves irresistibly. – เป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายถึงเวลาและความคืบหน้าในการปฏิวัติ เพราะมันถูกครอบงำด้วยกฎอันลี้ลับของมันเองไม่มากก็น้อย แต่เมื่อถึงเวลามันจะเดินหน้าไปโดยไร้การทัดทาน...”.

        -----------------------------------------------------

 

 


วันนี้ "๑๓ เมษายน" เป็นวัน "มหาสงกรานต์" เรารู้ แบบชินว่า..... ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่สากล ส่วน ๑๓ เมษายน วันสงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย

หมอ 'สงกรานต์' หมอ
"สัตว์เศรษฐกิจ" ตัวใหม่
ฤๅ "ฟ้าใส" จะล่มรัฐบาล?
'ศิษย์-อาจารย์' ในวันจักรี
ประยุทธ์-ปรีดีใน 'ดี-เลว'
'จูราสสิก ปาร์ก' ภาค OctDem