'นคร มาฉิม' ยังไม่สิ้นหวัง 'ปฏิวัติประชาชน' คงเป็นทางเลือกสุดท้าย


เพิ่มเพื่อน    

19 พ.ย.63 - นายนคร มาฉิม สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปฏิวัติประชาชน คงเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่จะแก้ไขทุกปัญหา และพัฒนาประเทศนี้ได้

แนวรบในสภา รัฐสภาที่โจรกบฏออกแบบ ตามรัฐธรรมนูญเผด็จการ คสช ปี 60 ประกาศชัดเจนผ่านการลงมติเมื่อวานแล้วว่า พวกเขาไม่แคร์ต่อเสียงอันแท้จริงของประชาชน ที่พยายามร่วมลงชื่อกว่า 1 แสนคนเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเผด็จการ โดยเจาะไปที่หัวใจของระบอบเผด็จการ คือ 1. ยกเลิก ส ว. 250 คน ที่ คณะรัฐประหาร คสช. แต่งตั้งมา 2. ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศ ที่ คณะรัฐประหาร คสช. ใช้เป็นเครื่องมือล่ามโซ่คนไทย และประเทศไทยไว้ 3. ยกเลิกที่มาขององค์กรอิสระ และองค์กรตรวจสอบ ที่ คณะรัฐประหารแต่งตั้งเพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองของระบอบเผด็จการ และใช้เป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตย ทำลาย อำนาจของประชาชน 4. ให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นของประชาชน โดย ประชาชน และ เพื่อประชาชน 5. เปิดทางร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่มีเงื่อนไข หรือข้อยกเว้น ทุกหมวด เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ซึ่งทั้ง 5 ข้อข้างต้น ไม่มีอยู่ในร่าง รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายรัฐบาลเผด็จการทรราช และ ฝ่ายค้านเสนอ ร่างที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาโจรกบฏ จึงไม่อาจแก้ไขปัญหาของชาติ บ้านเมืองได้เลย เป็นแต่เพียงเอาไว้หลอกคนไทยส่วนหนึ่งที่ไม่มีเวลาดูรายละเอียดว่า มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามสัญญาแล้ว ไม่ได้หลอกลวงประชาชน แต่หลักการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น -อำนาจของ สว. แต่งตั้ง 250 คน ลิ่วล้อบริวารของเผด็จการทรราช ยังคงมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ต่อไป -แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ ที่ใช้เป็นโซ่ตรวนพันธนาการคนไทย พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย หรือโครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ ที่ขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นรัฐราชการ เป็นรัฐทหาร เป็นรัฐที่สถาบันกษัตริย์มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ เหนือกฎหมาย ยังคงอยู่เช่นเดิม

พวกเขาจึงใช้รัฐสภาโจรกบฏ เป็นเครื่องมือในการสกัดกั้น ไม่ให้มีการแก้ไขได้ และไม่เคยมีประเทศใดๆในประวัติศาสตร์โลกที่ระบอบเผด็จการ จะส่งมอบเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนได้ประชาธิปไตย โดยไม่มีการปฏิวัติ หรือ ต่อสู้ของประชาชน พวกเขาจะไม่ยอมสูญเสียอำนาจการปกครองและผลประโยชน์ในทุกกรณี ยกเว้นพ่ายแพ้ ยอมจำนนต่อประชาชน เช่นที่เคยเกิดขึ้นในรัสเซีย ในฝรั่งเศส ในจีน เป็นต้น

แนวรบในสภาจึงเป็นแค่เพียงละครเวทีที่จอมเผด็จการใช้เป็นเวทีหลอกลวงประชาชน หลอกลวงชาวโลกว่าไทยเป็นประชาธิปไตยแล้วแต่แท้จริงแล้วมันคือเผด็จการทรราชในเสื่อคลุมประชาธิปไตย พรรคการเมืองฝ่ายค้านจึงควรพิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะลาออกทั้งหมด ไม่ยอมเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการทรราชอีกต่อไป แล้วมาร่วมกันสู้กับมวลชนอย่างเต็มที่

แนวรบนอกสภา มวลชนฝ่ายประชาธิปไตย มีจำนวนมาก และกำลังขยายตัว อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความพร้อมสรรพ ของระบอบเผด็จการ ที่มีทั้ง เงิน อำนาจรัฐ อำนาจปืน อำนาจกฎหมายอยู่ในมืออย่างเต็มที่พวกเขา เริ่มตั้งหลักได้ จึงใช้วิธีการ ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ -การโฆษณาชวนเชื่อ -การทำสงครามจิตวิทยา -การสั่งให้ผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ ส ม. จิตอาสา และผู้นำท้องถิ่น เข้าไป ชักนำ ไม่ให้มวลชนมาชุมนุม -การส่งทหาร ตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคงไปคุกคาม ข่มขู่ ถึงหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย -การจับกุม คุมขัง ดำเนินคดี ตั้งแต่ข้อหาเล็กน้อย ไปจนถึง ข้อหาอุกฉกรรจ์หรือการจ้างกลุ่มเสื้อเหลืองมาก่อกวน ทำร้าย ทำลาย เด็ก เยาวชน และประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยที่มาชุมนุม และพวกเขาจะใช้มาตราการต่างๆ หนักหน่วง รุนแรง มากขึ้น จะติดตาม ไล่ล่า มวลชนโดยเฉพาะแกนนำ ให้ได้รับโทษ จำคุก กักขัง บาดเจ็บ ล้มตาย หรือสาปสูญ อย่างไร้ความปราณี เพราะฝ่ายเผด็จการทรราช คิดเสมอว่า นี่มันคือสงคราม สงครามระหว่าง ประชาธิปไตย กับ เผด็จการทรราช เมื่อพวกเราฝ่ายประชาธิปไตยทุกคนตั้งใจมั่นว่า ให้มันจบที่รุ่นเรา พวกเราฝ่ายประชาธิปไตย จึงต้องผนึกกำลังกันอย่างเด็ดเดี่ยว เสียสละ ทุ่มเทและรุกกลับอย่างต่อเนื่องทั้งมิติ สังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง เช่น

1. การขับไล่ พลเอกประยุทธ์ ให้ลาออก และขยายเครือข่ายออกไปทุกแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเขตชนบท คนยากจนที่ได้รับบัตรประชารัฐ และนิยมชมชอบรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปนี้ให้เข้าใจว่า เงินที่พวกเขานำมาแจก นำมาให้ เป็นเงินกู้ เป็นเงินภาษีประชาชน หากไล่ประยุทธ์ออกไปได้ และบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์จากรัฐสวัสดิการมากกว่านั้น มีชีวิตที่มั่นคงกว่านั้น ซึ่งทำได้จริงเมื่อประเทศไทยของเราเป็นประชาธิปไตย

2. รุกฆาตให้พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล หยุดเป็นนั่งร้าน เป็นเสาค้ำยัน ให้ระบอบเผด็จการทรราช ให้ลาออกจากการร่วมรัฐบาล

3. มวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่อยู่ในเขตของฝ่ายค้าน ร่วมกันสื่อไปยัง สส. ฝ่ายค้านให้ลาออก เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการทรราช

4. เครือข่ายมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ควรร่วมมือกัน บอยคอตสินค้า ที่สนับสนุนเป็นพรรคพวก สมคบคิด สมประโยชน์กับเผด็จการ อย่างต่อเนื่อง

5. ใช้มาตราการทางภาษี

6. ช่วยกันกดดันคนรู้จัก คุ้นเคยที่เป็นข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ศาล อัยการ องค์กรอิสระ และผู้นำท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น อบต ส ท. และอสม. ให้หยุดรับใช้เผด็จการทรราช แต่ให้กลับมารับใช้ประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของเราให้เป็นประชาธิปไตย ไม่ให้คนไทย ลูกหลานไทยจะต้องเป็นทาส ไพร่ ชั่วลูกชั่วหลานอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเผด็จการทรราช

7. ให้ความรู้ ความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการคสช ปี 60 เลวร้ายอย่างไรบ้าง และรัฐธรรมนูญฝ่ายประชาธิปไตยควรเป็นเช่นไร ประชาชน และ ประเทศชาติ จะดีขึ้นอย่างไรบ้าง

เพราะนี่มันเป็นสงครามครั้งสุดท้ายระหว่าง ระบอบประชาธิปไตย กับ ระบอบเผด็จการ หากไม่ลุกขึ้นสู้อย่างถึงที่สุด ด้วยความเสียสละ ด้วยความเด็ดเดี่ยว พวกเราจะไม่มีโอกาสชนะ แต่หากพวกเราร่วมกันต่อขอย่างเต็มกำลัง เต็มรูปแบบ พวกเราฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะ นั่น คือการปฏิวัติประชาชนอย่างแท้จริง

นคร มาฉิม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก อดีตประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสภาผู้แทนราษฏร


วันนี้่...คุยกันสบายๆ ตามประสา "โควิดรักโลก" ละกัน! เมื่อวาน (๒๒ ม.ค.๖๔) รัฐบาลออนไลน์ข่าว "ขึ้นทะเบียน อย.แล้ว วัคซีนแอสตราเซเนกา"

ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"