ว่าด้วยการเคลื่อนไหวมวลชน


   

การเมืองนั้น...ถ้าหากยังไม่ถึงจุดของมัน ไม่ถึงขั้น สุกงอม หรือยัง ไม่ถึงพร้อมด้วยเหตุปัจจัย อะไรประมาณนั้น การจะไปเคลื่อนไหว ผลักๆ ดันๆ ออกเรี่ยว ออกแรง กันชนิดสายตัวแทบขาดก็แล้วแต่ ไม่เพียงแต่เหนื่อย...กับ...เหนื่อยเท่านั้น เผลอๆ ยังเจ็บปวด รวดร้าว ทรมาน ชนิดไม่ใช่แค่เบียดเบียนผู้อื่น แต่ยังกลายเป็นการเบียดเบียนตัวเอง เอาง่ายๆ...

                                                           -------------------------------------------------

                และสถานการณ์การเมืองภายใต้การบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล คสช.ที่ผ่านมาแล้วประมาณ 4 ปี แม้ถือได้ว่าอยู่ในช่วง ขาลง แต่ก็ยังไม่ถึงกับลงแบบล้ม-คว่ำ-คะมำหงาย ยังพอมีศิลปะ ลีลา ฉีกซ้าย ฉีกขวา ตัดเวทีลากตัวเองออกมาจากมุมได้คราวแล้ว คราวเล่า หรือยังไม่ถึงจุดที่จะหักล้าง โค่นล้ม อะไรได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้...การก่อเหตุอะไรก็ตาม ถ้าหากมันเลยจุด ล้ำเส้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปของสถานการณ์ที่เป็นจริง ผู้ก่อเหตุเองนั่นแหละ ที่มีแต่ต้องทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ โดยไม่อาจก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลกับตัวเองหรือผู้อื่นเอาเลยแม้แต่น้อย...

                                                             ---------------------------------------------

                ส่วนผู้ที่มักต้องเจ็บ ต้องเหนื่อย อย่างเป็นพิเศษ...โดยส่วนใหญ่แล้ว ก็มักจะไม่ใช่เป็นผู้ที่รอบรู้ เชี่ยวชาญการเมืองอะไรกันมากมาย แต่เป็นผู้ที่ออกเรี่ยว ออกแรง ออกมือ ออกเท้า ไปตาม อารมณ์ ของตัวเองซะเป็นหลัก อันได้แก่บรรดา มวลชน ทั้งหลาย และเมื่อต้องมาเจอกับ เกมการเมือง ที่มันมักเป็นอะไรที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ แถมยังโหดเหี้ยม อำมหิต มิใช่น้อย บรรดาผู้ที่ถูกเรียกขานกันในนามมวลชนทั้งหลาย จึงมักตกอยู่ในสภาพแบบที่คุณน้า หงา คาราวาน ท่านเคยบรรยายเอาไว้บทเพลงเพลงหนึ่ง แต่จำชื่อไม่ได้ซะแล้ว จำได้แต่เฉพาะท่อนสร้อย ห้อยท้าย ที่สรุปเอาไว้ประมาณว่า... เป็นไพร่พลประชาชนก็คือเบี้ย...แล้วก็โดนเขี่ยแบบลิ่วล้อในหนังจีน อะไรทำนองนั้น...

                                                               ----------------------------------------------

                เท่าที่เหนื่อยๆ เจ็บๆ ตายๆ...ไม่รู้จะกี่ทศวรรษต่อทศวรรษที่ผ่านมา ก็บรรดา มวลชน ทั้งหลายนี่แหละ ที่เหนื่อยที่สุด เจ็บที่สุดและตายมากที่สุด จนผู้ที่ถนัดจัดเจนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบมีมวลชนเป็นเครื่องมือ เขาถึงได้อบรม บ่มสอน กันในระดับถือเป็น ทฤษฎี ชี้นำเอาไว้เลยก็ว่าได้ ว่าจะต้อง ถนอมรักมวลชน ให้มากๆ เข้าไว้ อะไรที่มันอาจจะ เสี่ยง เกินไป อาจได้รับผลได้-ไม่คุ้มกับผลเสีย ต้องหาทางเลี่ยงๆ เพื่อรักษามวลชน หรือถนอมรักมวลชน เอาไว้สำหรับสิ่งซึ่งให้ผลคุ้มค่ายิ่งไปกว่านั้น อย่าไปไหลตาม อารมณ์ ของมวลชน ที่ขึ้นๆ-ลงๆ จนอาจต้องเจอข้อหา พามวลชนไปตาย กันจนได้...

                                                               ----------------------------------------------

                ผู้ที่เคลื่อนไหวมวลชน หรือผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยมีมวลชนเป็นเครื่องมือ จึงไม่เพียงแต่ต้องเป็นผู้ที่ประกอบไปด้วย สติ และ ปัญญา อย่างสูงเยี่ยม เทียมเมฆ พอสมควรเท่านั้น ยังต้องเป็นผู้ประกอบไปด้วย ความรับผิดชอบ พอที่จะตระหนักได้ว่า เบี้ย แต่ละตัวนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีชีวิต มีเลือด เนื้อ วิญญาณ ไปด้วยกันทั้งสิ้น มีญาติโกโหติกา มีพ่อ มีแม่ ที่ผูกพัน ห่วงใย ไม่อยากจะเห็นลูกๆ หลานๆ เพื่อนพ้องน้องพี่ ต้องมาบาดเจ็บ ล้มตาย ไม่ว่าในฐานะใดๆ ก็แล้วแต่ เพราะแม้แต่ความเป็น วีรบุรุษ ความเป็น วีรชนคนกล้า เอาไป-เอามาแล้ว...มันมักถูกหยิบพูดถึงกันในวัน เช็งเม้ง หรือวันรำลึกเหตุการณ์โน้น เหตุการณ์นี้ ไปตามวาระแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่ชั่วโมง แต่ช่วงเวลานอกเหนือไปจากนั้น ก็เหลือแต่พ่อ แม่ ญาติพี่น้องเพียงลำพัง ที่จะต้องทุกข์ ต้องโศก กับการถวิลหาไปโดยตลอด...

                                                                   -----------------------------------------------

                ถ้าตระหนักถึง ความรับผิดชอบ ถึงขั้นนี้...การเคลื่อนไหวมวลชน หรือการเมืองที่อาศัยมวลชนเป็นเครื่องมือ มันก็คงไม่ถึงกับเกิดขึ้นได้แบบ วันละ 3 เวลาหลังอาหาร อย่างที่มันเคยเป็นๆ กันมา คืออย่างน้อย...ก็คงต้องรอให้ทุกสิ่งทุกอย่างมัน ตกผลึก มัน ถึงพร้อม ไปด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ชนิด สุกงอม ใกล้จะร่วงคาต้นเต็มที อาศัยแค่แรงเขย่าไม่กี่พัก หรืออาศัยพลังมวลชนในแบบถูกที่ ถูกจังหวะ ถูกเวลา นอกจากจะบรรลุเป้าหมายทางการเมืองที่ได้ตั้งเอาไว้ ยังเป็นการแสดงออกถึง สติ-ปัญญา-ความรับผิดชอบ หรือการถนอมรักมวลชนควบคู่ไปด้วย...

                                                                 --------------------------------------------------

                ดังนั้น...ผู้ที่เคลื่อนไหวการเมือง หรือเล่นการเมืองในแนวนี้ ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ หรือมาจากไหน แบบไหน ก็ย่อมได้ ขอเพียงแต่พูดให้เก่งๆ เข้าไว้ หรือ ปลุกระดมมวลชน ได้ไหลลื่น เร้าใจ ก็สถาปนาตัวเองเป็นแกนนำ แกนนั่ง แกนนอน กันไปตามสภาพ เพราะสุดท้าย...นอกจากจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองใดๆ ดังที่ตัวเองและมวลชนได้ตั้งเป้าเอาไว้ การนำพามวลชนไปตายแล้ว ตายเล่า มันจึงปรากฏให้เห็นเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำๆในทางประวัติศาสตร์มาโดยตลอด ในขณะที่การเมืองมันกลับหันไปเลือกทางด้วยตัวของมันเอง ด้วยการตัดสินใจของคนแค่ไม่กี่คน โดยมีการบาดเจ็บ ล้มตาย ของมวลชน เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบ หรือเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจแค่ไม่กี่มาก-น้อย...

                                                                   ----------------------------------------------------

                ด้วยเหตุนี้...ก็เอาเถอะ ไหนๆ การเลือกตั้ง ก็คงไม่เกินเลยปีหน้า ยังไงๆ ก็น่าจะได้เลือกตั้งอยู่แล้วแน่ๆ และกว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะ สุกงอม กว่าที่ เหตุปัจจัย จะถึงพร้อม มันคงต้องรอจนกว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้วนั่นแหละ บรรดาหนูเล็กๆ เด็กๆ ทั้งหลาย คงต้องหาทางฝึกปรือ หัดทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า การเมือง ให้ลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่านี้ เพิ่มพูนสติและปัญญา ในการพิจารณาเงื่อนไข เหตุปัจจัยต่างๆ ให้ถ่องแท้ ชัดเจน และที่สำคัญเอามากๆ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า ความรับผิดชอบ ที่ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ มีแต่จะต้องสั่งสม เพิ่มพูน ให้เจริญเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับ...

                                                                    -----------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Charles Yost (อีกครั้ง)... Democracy is not a matter of sentiment, but of fore-sight. Any system that not take the long run into account will burn itself out in the short run. ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ หากเป็นเรื่องของการมองการณ์ไกล ระบบอะไรก็ตามที่ไม่ได้คำนึงถึงการณ์ไกล ย่อมต้องเผาไหม้ตัวเองมอดไหม้ไปในท้ายที่สุด...

                                                                       --------------------------------------------------


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์.... รัฐมนตรีว่าการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)

เพิ่งเริ่มต้น "อย่าด่วนสรุป"
ข้อคิดคำนึงจาก 'คำพิพากษา'
'เสรีภาพกับข่าวเฟก-ข่าวมั่ว'
โลกาภิวัตน์ของ พล.ท.พงศกร
อีก ๓๖๔ วัน 'แม่กินอะไร?'
บ้านเมือง 'คนละเรื่องเดียวกัน'