เปิดปมสลายการชุมนุมของไทย เป็นตามหลักสากลหรือไม่


เพิ่มเพื่อน    

     นับวันจะเห็นได้ว่า การชุมนุมของกลุ่มราษฎรเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ยิ่งวันที่ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา จากการระบุของรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการทำลายกำแพงแนวกั้น ตัดรั้วลวดหนาม เขวี้ยงก้อนหิน เหล็ก พลุควัน ถุงสี และจุดไฟในบางพื้นที่ และผู้ชุมนุมทำลายกำแพง ส่งผลให้แนวกั้นของฝ่ายเจ้าหน้าที่แตกและผู้ชุมนุมสามารถเข้ามาประชิดที่หน้ารัฐสภาได้ และในวันพุธที่ 25 พ.ย.นี้ ม็อบราษฎรก็เตรียมที่จะไปจัดชุมนุมที่หน้าสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องตั้งแบริเออร์ ลวดหนาม สกัดไว้เป็นบริเวณกว้าง เพื่อสกัดผู้ชุมนุม ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องประเมินสถานการณ์แต่ละครั้งเพื่อความเหมาะสม ถ้าเกิดกรณีที่จะต้องใช้มาตรการสลายการชุมนุมหากมีเหตุรุนแรงจากฝ่ายผู้ชุมนุม โดยอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นไปตามกฎหมาย

            แต่หลังจากทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สลายการชุมนุม จะเห็นได้ว่าทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม นักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย และประชาคมโลกบางประเทศ ได้มีการประณามเหตุการณ์ดังกล่าวว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ เหมาะสมประการใด ซึ่งเกือบทุกประเทศต้องยึดตามกติการะหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) ซึ่งไทยลงนามรับรองเมื่อปี 1996 ข้อ 21 กำหนดว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติหรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

            2.หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles of the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials) ที่รับรองโดยสหประชาชาติครั้งที่ 8 ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อจำเลย เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ถึง 7 ก.ย.2533 ที่กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ข้อ 12 กำหนดว่า ประชาชนมีสิทธิเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะที่ชอบด้วยกฎหมายและโดยสงบ ซึ่งถ้าหากมีการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้กำลังนั้นก็จะต้องเป็นไปอย่างจำกัดตามหลักการที่ว่า หากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง หรือหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้ใช้เท่าที่จำเป็น หากเป็นการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจใช้อาวุธได้ หากไม่สามารถใช้มาตรการอื่นที่อันตรายน้อยกว่านี้ได้

            3.หลักปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials) ที่ได้รับการรับรองโดยมติที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติที่ 34/169 เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2522 ข้อ 2 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องเคารพและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนของบุคคลทุกคนและในข้อ 3 ได้ระบุว่า การใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่จำเป็นอย่างยิ่งและเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น

            4.แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ของ OHCHR ได้กำหนดวิธีการใช้อาวุธแต่ละประเภทไว้ชัดเจนดังนี้ ปืนใหญ่ฉีดน้ำ หรือ Water Canon ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะสลายการรวมกลุ่ม เพื่อปกป้องทรัพย์สินหรือหยุดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรง โดยทั่วไปแล้วปืนใหญ่ฉีดน้ำควรจะใช้ในสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่การเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส หรือการทำลายทรัพย์สินอย่างรุนแรงในวงกว้างเท่านั้น โดยวัตถุประสงค์ที่จำเป็นและได้สัดส่วนการตระเตรียมการใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำควรจะต้องวางแผนการอย่างดี และควรใช้ภายใต้คำสั่งที่เคร่งครัด ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ปืนใหญ่ฉีดน้ำไม่ควรใช้ยิงใส่บุคคลในระดับสูง ในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระดับสอง (Secondary Injury) ความเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงอาการช็อกเพราะอุณหภูมิร่างกายต่ำลงจากน้ำเย็นในภาวะที่อากาศหนาว และความเสี่ยงจากการลื่นล้ม หรือการถูกฉีดอัดกับกำแพง การใช้ปืนใหญ่ฉีดน้ำนั้นต้องให้ผลที่ไม่เฉพาะเจาะจง ไม่สามารถใช้แบบเล็งไปที่ตัวบุคคลโดยเฉพาะได้

            สำหรับ ขั้นตอนสลายการชุมนุมจากหนักไปหาเบานั้น เริ่มจาก 1.ต้องมีการประกาศเตือนก่อนว่าจะมีการเข้าไปดำเนินการสลายการชุมนุม โดยการประกาศต้องทำให้ฝูงชนทราบและเข้าใจอย่างทั่วถึง 2.เมื่อประกาศเตือนแล้วไม่มีทีท่าว่าจะสลายการชุมนุมไป (โดยให้ระยะเวลาพอสมควร) เจ้าหน้าที่อาจประกาศเตือนว่าหากไม่สลายตัวไปด้วยความสมัครใจ เจ้าหน้าที่จะต้องใช้น้ำฉีดใส่ฝูงชน 3.หากผู้ชุมนุมยังไม่สลายตัว เจ้าหน้าที่จะต้องประกาศถึงขั้นตอนต่อไปด้วยการใช้แก๊สน้ำตา โดยใช้แก๊สน้ำตาที่ไม่เป็นอันตราย กล่าวคือ ต้องเป็นชนิดที่ผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตาสามารถทำให้อาการระคายเคืองบรรเทาเบาบางลงได้ด้วยตัวเอง 4.เมื่อขั้นตอนดังกล่าวไม่อาจใช้การได้ จะมีการประกาศเตือนว่าเจ้าหน้าที่อาจจะต้องใช้กระบองเข้าควบคุมฝูงชน โดยการใช้กระบองจะใช้ได้ต่อเมื่อฝูงชนปฏิเสธที่จะสลายตัวเท่านั้น และการใช้กระบองนั้นต้องตีไปในส่วนที่ไม่เป็นอันตราย

            5.หากฝูงชนไม่มีทีท่าจะสลายไป ต้องมีการประกาศเตือนถึงการใช้อาวุธปืนด้วยกระสุนตาข่ายและกระสุนยางตามลำดับอย่างชัดเจน และต้องใช้เวลากับผู้ชุมนุมในการตัดสินใจสลายการชุมนุมด้วย 6.หากสถานการณ์ยังไม่ดี และคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่อาจประกาศว่ามีความจำเป็นต้องใช้กระสุนจริง แต่ต้องเป็นการใช้เพื่อป้องกันตัว หรือป้องกันชีวิตผู้อื่นที่ตกอยู่ในอันตรายที่จวนตัวมากจริงๆ เท่านั้น และเจ้าหน้าที่ต้องพยายามรักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับผู้ชุมนุมด้วย 7.หากมีความจำเป็นที่จะต้องยิงจริงๆ การยิงควรเป็นการเล็งยิงในที่ต่ำ และเป็นการเล็งยิงไปในส่วนของฝูงชนที่มีลักษณะของการใช้ความรุนแรงมากที่สุดเท่านั้น โดยจะต้องมีแผนกปฐมพยาบาล จะต้องเตรียมการไว้เสมอเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล

            ซึ่งการสลายชุมนุมในประเทศไทยอยู่ขั้นตอนที่รุนแรงสุดคือการใช้แก๊สน้ำตา ยังไม่มีการยิงกระสูนยาง แม้ว่าเจ้าหน้าที่ได้เตรียมพร้อมที่จะใช้อยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับการสลายการชุมนุมในต่างประเทศ ประเทศไทยถือว่าเป็นไปตามหลักสากล เพราะในประเทศฝรั่งเศส เบลารุส เยอรมนี และอิสราเอล ใช้มาตรการแบบเดียวกันกับไทย เพิ่มเติมคือใช้กระบองกับผู้ชุมนุม หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตยที่ม็อบคณะราษฎรต้องการ ก็ตอบโต้ผู้ชุมนุมด้วยการใช้แก๊สน้ำตา ระเบิดแสง และสเปรย์พริกไทย

            และในวันพุธนี้ (25 พ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่กลุ่มราษฎรยกระดับการชุมนุม ที่มีจุดมุ่งหมายถึงสถาบันโดยตรง จะมีเซอร์ไพรส์อะไร หรือจะมีความรุนแรงหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะต้องจับตาสถานการณ์อีกครั้ง ถ้าผู้ชุมนุมละเมิดคำสั่งขอเจ้าหน้าที่ ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการที่กล่าวมาข้างต้น.

 

 


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ