จากเชื้อไวรัสโควิด...ถึงม็อบเด็กๆ


เพิ่มเพื่อน    

                             

                ไหนๆ...มวลมนุษย์อย่างหมู่เฮา หรือบรรดาเราๆ และทั่นๆ ทั้งหลาย ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคระบาด ที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าอันตราย อย่างเชื้อไวรัสโควิด-19 มาได้เกือบเป็นปีๆ เข้าไปแล้ว ดังนั้น...ความพยายาม ทำใจ เพื่อหาทางอยู่ร่วมกับบรรดาม็อบพวกเด็กๆ เขา ก็คงไม่ถึงกับเหลือบ่า กว่าแรง มากมายซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเขาออกมาป่าวประกาศว่าจะลากยาวว์ว์ว์ หรือกะจะชุมนุมกันเป็นปีๆ เอาเลยถึงขั้นนั้น...

                                     ------------------------------------------------

                คือทำไงได้ล่ะทั่น!!!...เพราะถ้าลองคิดไปไล่ทุบ ไล่ถีบ ไล่กระทืบ อย่างเป็นระบบและกิจการ มันก็ล้วนแล้วแต่ ลูกๆ-หลานๆ ของหมู่เฮาทั้งหลายไปด้วยกันทั้งสิ้น แถมยังไม่ทันได้ทุบ ไม่ทันได้ถีบ ไม่ทันได้กระทืบ มันก็พร้อมที่จะแหกปาก โวยวาย โอดโอย โหยหวน ครวญคราง อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการไปซะอีกต่างหาก เรียกว่า...แค่โดน ฉีดน้ำ ไม่กี่ปรี๊ดด์ด์ด์เท่านั้นเอง ก็เอาแล้ว!!! ทั้งสิทธิมนุษยชน ทั้งเสรีภาพ เสมอภาค ถูกงัดเอามาถล่มกันเป็นกะบิๆ แม้ว่าบรรดาประเทศเสรีประชาธิปไตยทั้งหลาย ยังหนีไม่พ้นต้องหันมา ปรี๊ดด์ด์ด์ ในลักษณะไม่ต่างอะไรไปจากกัน แต่การเอะอะ โวยวาย การแหกปากร้องตะโกนภายในประเทศประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือจะเรียกว่าเผด็จการก็แล้วแต่ มันออกจะส่งผลร้ายแรงอย่างเป็นพิเศษ...

                                   ------------------------------------------------

                ด้วยเหตุนี้...ก็คงเลี่ยงไม่พ้นต้องปล่อยให้มันต้ม-ยำ-ทำแกง ไปตามความสนุกสนานและความเมามันซ์ซ์ซ์ของมัน อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธนั่นแหละทั่น ไม่จำเป็นต้องไปอับอาย ไปขายหน้า อะไรกันมากมาย ถ้าหากมันจะหลอก มันจะล่อ ให้ต้องเตรียมพร้อม เตรียมกำลัง ให้ต้องตั้งอุปกรณ์เครื่องกีดขวางต่างๆ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า เพราะต่างถือเป็น มาตรฐาน ทางกรรมวิธีในการสรรค์สร้างความสงบและเรียบร้อย ให้กับบ้าน กับเมือง ด้วยการแสดงออกอย่างตรงไป-ตรงมา ด้วยมาตรการจากเบาไปหาหนัก ด้วยความสุภาพ-เรียบร้อย และด้วยความอดทน-อดกลั้นตามหลักสากล ไม่ต่างอะไรไปจากการเตรียมพร้อมรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เคยส่งผลให้ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ขึ้นชั้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านบวก หรือในทางที่สร้างสรรค์มาแล้วนั่นเอง...

                                  ------------------------------------------------------

                ส่วนไม่ว่าเชื้อโรค หรือเชื้อไวรัสของพวกเด็กๆ มันจะออกฤทธิ์ ออกเดช ไปในแนวไหน แบบไหน ก็ตามที แต่ด้วยการตั้งรับอย่างมีสติ มีระเบียบ-วินัย มีความร่วมมือ-ร่วมใจที่เกิดจากอารมณ์-ความรู้สึกในเชิงรังสรรค์ ไม่ได้มุ่งหักล้าง โค่นล้ม ทำลาย ไม่ต้องออกแรงกระตุ้นความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง ให้กลายไปเป็นเชื้อเพลิง หรือเชื้อไฟแห่งการเผาผลาญทั้งตัวเองและผู้อื่นไปโดยตลอด ที่เบาไม่ได้-เบาเมื่อไหร่...เชื้อก็มอด ก็วอดวาย ลงไปเมื่อนั้น ดังนั้น...ไม่ว่าเขาจะพยายามเติมฟืน เติมไฟ กันไปในลักษณะไหน พยายามโหมฟืน โหมไฟ กันซักกี่รอบ กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปีก็เถอะ สุดท้าย...ถ้ามันไม่หมดเชื้อไปเอง หรือเหี่ยวปลายไปเอง โอกาสที่มันจะเผาผลาญตัวเอง ให้มอดไหม้กลายไปเป็นเถ้าถ่าน ติดคุก ติดตะราง เดินพาเหรดเข้าสู่ห้องขังกันไปทีละราย สองราย แบบเดียวกับ กุมารจีน หรือแบบ ฮ่องกงโมเดล ย่อมพอจะเห็นๆ กันอยู่...

                                  -----------------------------------------------------

                ด้วยเหตุนี้...ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การหาทาง ทำใจ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า แบบเดียวกับการหาทางอยู่ร่วมกับเชื้อไวรัสโควิด-19 มาได้เกือบเป็นปีๆ โดยไม่ถึงกับต้องตายโหง ตายห่า อะไรกันมากมายนั่นแหละทั่น ด้วยความมีระเบียบ-วินัย มีสติและปัญญาพร้อมที่จะสวมหน้ากาก พร้อมที่จะเว้นระยะห่าง และพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามข้อมูล ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่จำเป็นต้องไปกล่าวหา กล่าวโทษ ใครต่อใครให้เสียเวลา หันมาปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อให้เกิด ภูมิคุ้มกัน หันมาบ่มเพาะตัวเอง เพื่อให้เกิด บารมี ในเชิงสร้างสรรค์ หรือเกิดพลังอำนาจแห่ง ขันติธรรม อันจะนำไปสู่ สามัคคีธรรม ในบั้นปลาย ได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง และอย่างมิมีผู้ใดกล้าที่จะปฏิเสธ...

                                    ----------------------------------------------------

                ส่วนบรรดาพวกเด็กๆ นั้น...เท่าที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้ ก็น่าจะ เหี่ยว พอสมควรแล้ว!!! ไม่ว่าจะบิ๊กๆ-เบิ้มๆ กันในจังหวะไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร อย่างมาก...ก็ประมาณ หะ-มอย-รอม-แรม เท่านั้นเอง คือเหลืออยู่แค่ไม่กี่ กระจุก นับหัว นับตัว ได้ไม่เกินไปกว่าหลักหมื่น ยิ่งล่าสุด...ยิ่งหันมา กัดกันเอง อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ตามประสาพวกเด็กๆ ทั้งหลาย หรือตามประสาวัยรุ่นใจร้อน ก็ยิ่งมีแต่ ตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง เทียบไม่ได้กับบรรดาปวงชนชาวไทยนับไม่รู้กี่ต่อกี่สิบล้าน ที่ไม่ว่าจะแสดงออก-ไม่แสดงออกก็ตาม แต่อย่างน้อย...ก็ยังคงหลงเหลือ ความเป็นไทย ติดปลายนวมเอาไว้เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเมตตา ปรานี ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น อันถือเป็นด้านตรงกันข้ามกับความโกรธ เกลียด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ริษยาและชิงชัง แบบคนละเรื่อง-คนละม้วน และด้วยสิ่งเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้ไม่ว่าจะโหมฟืน โหมไฟ กันในลักษณะไหน แต่สุดท้าย...ย่อมหนีไม่พ้นต้องมอดไหม้ไปเอง ไปตามกาลและโอกาส ไม่วันหนึ่งก็วันใดนั่นแล...

                                   ----------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Anon... “Heat not a furnace for your foe so hot, that it do singe yourself. - จงอย่าโหมฟืน โหมไฟ ในเตาให้ร้อน เพียงเพื่อเผาผลาญศัตรูของท่าน เพราะสุดท้าย...มันจะไหม้ตัวท่านเอง...”

                                  ---------------------------------------------------

 

 


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ