'แดง'จี้พท.เลิกกินบุญเก่า


เพิ่มเพื่อน    

    "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" สองอดีตนายกฯ   หนีคดีโผล่สิงคโปร์แล้ว ลูกๆ บินไปพบอบอุ่น เพื่อไทยเข้าแถวคารวะนายหญิง-นายใหญ่ ถกปัญหาพรรค วางตัวผู้สมัคร ส.ส. ไม่สนเสียงเตือน กกต.ส่อขัดรัฐธรรมนูญให้คนนอกบงการ "ภูมิธรรม" อ้างมโนไปเอง  เลื่อนลอยมีแค่ข่าว ลั่นคนในโลกก็รู้ว่าเขาไปไหนมาไหนได้ทั้งสิ้น อย่าตีความทุกอย่างเป็นเรื่องครอบงำ   อดีต ส.ส.รุมยำ "สมคิด" ถูกมนต์ดำของเผด็จการครอบ แกนนำแดงแนะ พท.ปฏิรูปตัวเอง จะนั่งรอกินบุญเก่าอยู่อย่างเดิมไม่ได้ 
    หลังนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สองอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งหนีคดีคอร์รัปชันและโทษจำคุก ปรากฏตัวที่ประเทศสิงคโปร์    นอกจากบรรดานักการเมืองพรรคเพื่อไทยที่เดินทางไปพบแล้ว ยังมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ พร้อมนายณัฐพล คุณากรวงศ์ (สามี) เดินทางไปพบด้วย 
    ล่าสุด “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธารได้มีการโพสต์ภาพถ่ายคู่กับพ่อและอา ผ่านอินสตาแกรม @ingshin21 พร้อมแคปชั่นว่า “คิดถึงๆๆๆ ได้เจอกันสักที” ส่วน “เอม” พินทองทา ก็ได้โพสต์ภาพคู่นายทักษิณด้วยเช่นกัน โดยมีแฟนคลับได้มาคอมเมนต์และแสดงความคิดถึงอดีตนายกฯ ทั้งสองเป็นจำนวนมาก
    นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย  กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาเตือนอดีต ส.ส.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่เดินทางไปพบนายทักษิณที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งหากมีผู้ร้องก็อาจมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคว่า เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรยังไม่มีใครทราบ ใครไปเจอ เจอหรือไม่ ไปคุยอะไร ไปในฐานะส่วนตัวหรือไม่ ยังไม่รู้เลย ทำไม กกต.ถึงได้ด่วนที่จะสรุปแล้วกังวลใจไปกับเรื่องนี้ การที่อดีตนายกฯ จะเดินทางมาแถบนี้ ก็ถือเป็นสิทธิของท่านที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีข่าวว่าจะมาสัมมนา ก็เป็นเรื่องของท่าน ส่วนจะมีอดีต ส.ส.ของเราไป ก็ยังไม่ชัดเจน ใครไป ไปคุยเรื่องอะไร
    "เรากำลังคุยเรื่องว่างเปล่า แล้วนั่งมโนไปเองมากังวล ก็ดูไม่ค่อยเหมาะสม ผมคิดว่าไม่มีอะไร จะไปพูดเรื่องการครอบงำต่างๆ ก็ยังไม่มีอะไรเลย เป็นเรื่องเลื่อนลอยหรือไม่ มีแต่เพียงข่าว ผมคิดว่าต้องพูดกันให้น้อยลง อยู่ที่ความเป็นจริง แล้วก็ว่ากันไปตามความเป็นจริง ทุกคนอ่านกฎหมายรู้ ดูกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องดูว่าการครอบงำหรือไม่ เป็นอย่างไร การที่มีคนเดินทางไปพบ ถือว่าครอบงำไหม ผมคิดว่าต้องพิจารณากันให้เหมาะสม ไม่มีเลย ซึ่งผมยังไม่เห็นผู้ใหญ่ในพรรคคนไหนเดินทางไป หรือแม้หากมีผู้ใหญ่ ผู้บริหารหรือเด็กๆ คนไหน หรืออดีต ส.ส.คนไหนจะไปไหนมาไหน ก็เป็นสิทธิของแต่ละคนในการเดินทาง ซึ่งรัฐธรรมนูญก็คุ้มครองอยู่แล้ว"     นายภูมิธรรมกล่าว และว่า คนในโลกก็รู้ว่าเขาไปไหนมาไหนได้ทั้งสิ้น อย่าตื่นตระหนก ตีความทุกอย่างเป็นเรื่องครอบงำ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องพรรคเพื่อไทย ก็ตีความว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีหมด เป็นจำเลยตลอด ทั้งที่ไม่มีอะไรเลย จะไปสงสัย น่าระวังอะไรกัน 
    รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การเลือกตั้งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นไปตามโรดแมปหรือไม่ จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะได้คิดทำนโยบายอะไรออกมา เพราะเท่าที่ฟังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกให้พรรคการเมืองไปคิดเรื่องนโยบายต่างๆ ตนก็อยากให้ท่านจริงใจกับสิ่งที่เสนอหน่อย เพราะถ้าหากต้องการให้พรรคการเมืองทำงานได้ ก็ต้องรีบปลดล็อกการเมืองโดยเร็ว เพราะไม่ปลดล็อก การที่พรรคการเมืองจะดำเนินการคิด ประชุมอะไรต่างๆ ก็ลำบาก 
การเมืองแบบเก่า
    โดยเฉพาะกระบวนการจัดทำนโยบายของพรรคพท. เป็นการทำควบคู่ไปกับการลงไปเรียนรู้ รับฟัง ดึงการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชน ดังนั้นจะต้องมีการทำงานการเมือง ประชุม สัมมนา รับฟังความเห็น รับฟังปัญหา ดูความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน แต่ขณะนี้ยังทำไม่ได้ หากอยากให้เราทำ ก็ต้องรีบปลดล็อก อย่าพูดเท่ๆ อย่างเดียว
    “ท่านบอกว่าคนอื่นทำการเมืองแบบเก่า แต่สิ่งที่ท่านทำอยู่เป็นการเมืองแบบเก่าทั้งสิ้น แต่พูดแล้วดูดี ผมเชื่อทุกพรรคการเมืองรอที่จะให้มีการปลดล็อกการเมือง เพราะต้องมีกระบวนการที่จะลงไปสรุปปัญหากับพี่น้องประชาชนเหมือนกัน” นายภูมิธรรมกล่าว
    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมคิดระบุให้พรรคการเมืองดูเรื่องนโยบายแทนการจับผิดรัฐบาลในเรื่องการดูดนักการเมืองว่า ดูดหรือไม่ดูดนายสมคิดย่อมรู้อยู่แก่ใจ ประชาชนที่ติดตามการเมืองมองออก เพราะมีข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่ามีการเปิดทำเนียบฯ ดูด คนที่ไปคุยออกมาเขาบอกว่าในวงนั้นมีนายสมคิดนั่งอยู่ด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล เข้าไปคุยกลับออกมาก็ได้เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เข้าไปคุยก็กำลังตัดสินใจ ธรรมชาติของคนที่ไปคุยกันแล้วพูดไม่ตรงกัน มันต้องมีคนหนึ่งโกหก 
    "ท่านต้องเอาความจริงมาพูด เปิดเผยได้หรือไม่ว่าท่านเสนออะไร ชักชวน เจรจาต่อรองอย่างไร ใช้ตำแหน่งหรือผลประโยชน์อะไรมาต่อรองหรือไม่ พรรคการเมืองพร้อมทำนโยบายให้ดีที่สุดตลอดเวลา แต่เพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อกทางการเมือง พรรคการเมืองจึงยังไม่สามารถทำกิจกรรมได้"
    นายอนุสรณ์กล่าวว่า ถ้าจริงใจอยากให้พรรคการเมืองคิดนโยบาย อย่างน้อยต้องยกเลิกคำสั่ง 53/2560 ให้เห็นความจริงใจก่อน เพราะการจัดทำนโยบายที่ดีไม่ใช่คิดเองเออเอง ต้องรับฟัง ต้องสำรวจความคิดเห็น ต้องมีกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ปากบอกไทยแลนด์ 4.0 แต่การยืนยันสมาชิกพรรคการเมือง ยังต้องวิ่งถ่ายเอกสาร สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ทำงานธุรการเป็นหลักกันอยู่เลย อย่าเป็นคนคิดอย่าง พูดอย่าง ทำอีกอย่าง อุปมาเหมือนปากบอกให้วิ่ง แต่มัดขาไว้ จะวิ่งยังไง 
    ส่วนการระบุคนที่บอกว่าดูดส้วมรู้จักดี ต้องพัฒนามากกว่านี้ ถ้านายสมคิดหมายถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ นั้น ท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์ว่ารถดูดส้วม ท่านบอกว่ากลัวจะเป็นรถสีเหลืองๆ นายสมคิด ไม่ต้องห่วง คุณหญิงสุดารัตน์ท่านมีประสบการณ์ทางการเมือง ท่านรู้ว่าสิ่งใดควรพูด-ไม่ควรพูด และไม่ได้พูดพาดพิงใคร เพียงแต่พูดในหลักการว่าพรรคการเมืองที่จะเป็นสถาบันทางการเมือง ควรสร้างและพัฒนาบุคลากรทางการเมืองของตัวเอง อย่าไปตกปลาในบ่อเพื่อน ส่วนใครต้องพัฒนามากกว่าใครหรือไม่ เมื่อถึงเวลาประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ
มนต์ดำเผด็จการ
    ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า วันนี้ผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนายสมคิดที่เคยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอย่างงดงาม วันนี้กลับเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ หรือเป็นเพียงอำนาจที่ถูกหยิบยื่นให้ไม่กี่ปีมานี้ของระบอบเผด็จการ จึงยอมรับใช้ระบบนี้ จนกล้าเข้ามารับตำแหน่ง และกำลังทำตัวเป็นสะพานทอดอำนาจให้กับเผด็จการใช่หรือไม่
    นายจิรายุกล่าวอีกว่า นายสมคิดเคยทำงานเป็นลูกน้องของนายทักษิณมานานหลายปี ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ในการบริหารประเทศได้ แนวคิดของนายทักษิณที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย แต่วันนี้กลับใช้วิชาที่ได้เรียนรู้กับนายทักษิณมารับใช้รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจของประชาชน 
    "คุณสมคิดน่าจะซึมซับรับแนวคิดของท่านทักษิณที่ว่า "คิดใหม่..ทำใหม่.." ไปบ้าง แต่กลับทำงานรับใช้เผด็จการแบบไม่ลืมหูลืมตาใช่หรือไม่ ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมา อยากให้นายสมคิดไปเดินตลาดร้านช่อง แล้วถามประชาชนว่าสี่ปีมานี้เป็นอย่างไรกันบ้าง วันนี้ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนบ่นกับผมว่าไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเรียกว่าอาจารย์และเคารพนับถือ เคยร่วมทำนโยบายของประชาชนเพื่อประชาชน จะถูกมนต์ดำของเผด็จการครอบงำเสียจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ซึ่งมาถึงขนาดนี้ คุณสมคิดน่าจะกลับไปพัฒนาตัวเองก่อน เพราะวันหนึ่งอาจถูกมนต์กฤษณะกาลีที่สวดโดยประชาชนทั้งประเทศย้อนกลับคืนได้" นายจิรายุกล่าว
    ขณะที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าไม่มีคนชวนไปสิงคโปร์ก็ไม่ไป ถ้าไปกันแล้วมีคนชวนก็อาจจะไป เพราะไม่ได้มีโปรแกรมอะไรกับท่าน มีเฉพาะคนที่มีปัญหาหัวใจถึงจะไปกัน ส่วนตัวเองไม่ได้มีปัญหาหัวใจ แต่มีเรื่องโดยดูดอยู่บ้าง
    "มีคนมาถามๆ เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ พูดชวนให้ไป แต่เราไม่ได้ตอบเขาไป สุดท้ายคงรู้ได้ว่าเราไม่ไปด้วย ต้องเข้าใจว่าไปไหนไม่ได้หรอก ส.ส.เหนือ อีสาน อย่าคิดไปไหนเลย ใครไปก็สอบตกได้เลย จะว่าส.ส.เขาไม่ได้ เพราะอยู่ที่ประชาชนจริงๆ สำหรับพรรคนี้"
    นายวรวัจน์กล่าวว่า สำหรับตอนนี้ คนที่ไปก็ไปด้วยเหตุผลความจำเป็น คือถูกบังคับ แต่ถ้าใครไปก็เหนื่อย คนไปจะตอบชาวบ้านอย่างไร ไปหาเสียงอย่างไร ตอบอย่างไรว่าไปทำไม ตนเองไปไม่ได้ มันยาก ถ้าไปก็เลิกเล่นดีกว่า วันนี้ต้องเอาบ้านเมืองให้กลับสู่สภาพปกติก่อน ขนาดประชาธิปัตย์ยังทนไม่ไหวเลย เราถอยหลังมาไม่รู้เท่าไหร่ ปล่อยเป็นไปอย่างนี้ไม่ได้ เป็นรัฏฐาธิปัตย์อย่างนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก เมื่อเลือกตั้งแล้วใครจะแพ้ใครจะชนะก็เป็นระบอบของมัน แต่มันต้องกลับคืนสู่ระบบที่ถูกต้อง
ให้นายใหญ่ตัดสิน
    แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า สำหรับการเดินทางมาประเทศสิงคโปร์ของนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมีแกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช, นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล, นายเกรียง กัลป์ตินันท์ และนายไผ่ ลิกค์ เดินทางไปพบ ซึ่งจะมีการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะที่การดูดอดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ไปเป็นแนวร่วมของรัฐบาล คสช. ทำให้พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่ 
    นอกจากนี้ จะมีการหารือถึงการวางตัวผู้สมัครส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งและ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย ที่ขณะนี้มีการวางไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่บางพื้นที่ยังมีปัญหาเรื่องจำนวนเขตเลือกตั้งที่ลดลง ทำให้ผู้สมัครส.ส.บางคนต้องไปลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อแทน อาทิ จ.หนองคายและขอนแก่น  
    นายนิสิต สินธุไพร สมาชิกพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีแนวร่วมเสื้อแดงในภาคอีสานเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ได้โทรศัพท์ไปหาคนที่มีแนวคิดดังกล่าวแล้ว ดูจากคำให้สัมภาษณ์ที่แม้จะอยากทำพรรค แต่ยังห่วงพรรคเพื่อไทย แนวคิดเหมือนยังกลับไปกลับมา ดูแล้วไม่น่ามีอะไร ก่อนหน้านี้คนทำงานเคลื่อนไหวกับเสื้อแดงหลายคนพยายามที่จะทำพรรค แต่ก็ไม่สำเร็จ พรรคเพื่อไทยคนจะมองดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่ยังเป็นพรรคหลักในการต่อสู้อยู่ 
    เขาระบุว่า บางพื้นที่ประชาชนไม่ชอบ ส.ส.เลย บางพื้นที่ร้องให้เปลี่ยนตัว ส.ส.ก็มี เมื่อถึงการเลือกตั้ง เขายังเลือก เพราะที่สุดแล้วกลัวพรรคเพื่อไทยแพ้ ไม่ได้เป็นรัฐบาล ในพรรคประชาธิปัตย์ก็คงเหมือนกัน คงมีบางพื้นที่ที่เป็นเช่นนี้ แต่ประชาชนก็เลือกกลับมาเพราะกลัวจะแพ้ ไม่ได้เป็นรัฐบาล 
    นายนิสิตกล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน การตั้งพรรคใหม่ไม่ง่าย อย่างไรก็ดี เมื่อมีการปลดล็อกให้พรรคทำกิจกรรมการเมือง พรรคเพื่อไทยต้องปรับปรุง ปฏิรูปตัวเอง จะนั่งรอกินบุญเก่าอย่างเดียวคงไม่ได้ เพียงแต่วันนี้ยังไม่ปลดล็อก ให้พูดอะไรมากคงไม่ได้ 
    "พรรคเพื่อไทยต้องปรับปรุง อยู่อย่างเดิมไม่ได้ ถ้ายังอยู่อย่างเดียว หากพรรคใหม่มีความก้าวหน้ามากกว่าคนก็อาจไปเลือก หลังรัฐประหาร 2549 ก็หนักหนา แต่เอาตัวรอดมาได้"
    เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ระบุชัด หากยังมีม็อบคงยากที่จะมีการเลือกตั้ง นายนิสิตกล่าวว่า ในประเทศมีคนเพียง 2 กลุ่ม 1.กลุ่มที่อยากให้มีการเลือกตั้งคือประชาชน 2.กลุ่มที่ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งคือ คสช. ที่อยากอยู่ในอำนาจ โดยมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คนที่เสียประโยชน์คือประชาชน เพราะระบบตรวจสอบทำไม่ได้ สถานการณ์วันนี้จึงเป็นเพียงคนที่อยากให้มีเลือกตั้ง แต่อีกกลุ่มที่ยังขัดขวางก็สู้กันอยู่
แดงตัดพ้อติดต่อแม้วยาก
    ถามย้ำว่า ที่มั่นใจปี 62 จะไม่มีเลือกตั้งเพราะอะไร นายนิสิตกล่าวว่า ได้ข้อมูลมาหลายทาง คสช.เองไม่ได้รีบเร่งที่จะให้มีการเลือกตั้ง ถ้าเขายื้อได้ก็ยื้อออกไป ถ้าเลื่อนไม่ได้ก็ปล่อยให้เลือกตั้ง อนาคตจะมีหรือไม่มีจึงอยู่ที่ประชาชน พรรคการเมือง กลุ่มต่างๆเป็นหลัก ถ้าอยากให้มีเลือกตั้ง ก็ร่วมกันเรียกร้อง ไม่เรียกร้อง รัฐบาลก็จะอยู่ในอำนาจ อินฟินิตี หรืออยู่ไป ไม่รู้จบ 
    ส่วนเรื่องที่มีอดีต ส.ส.เดินทางไปหานายทักษิณ นั้น ตนไม่ได้เดินทางไป เนื่องจากมีหลายคดี หากจะไปต้องขออนุญาตจากศาลก่อน และไม่ได้พบ พูดคุยกับท่านนานแล้ว ช่องทางติดต่อกับท่านทั้งทางไลน์ โทรศัพท์ ท่านก็เปลี่ยนตลอด นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยิ่งห้ามไม่ให้คนภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค มาบงการด้วยแล้ว ท่านคงยิ่งต้องระมัดระวังตัวมาก 
    นายสิระ พิมพ์กลาง แกนนำเสื้อแดงสกลนคร  กล่าวว่า หลังจากออกมายืนยันจะทำพรรค นายนิสิต ได้โทรศัพท์มาสอบถามต้องการทำพรรคจริงหรือไม่ เพราะหลังจากที่พูดไป มีคนเสื้อแดงโทร.มาเช็กกับส่วนกลางเยอะมาก เลยบอกไปต้องการทำจริง เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีทุน ในส่วนของแนวร่วมนั้นพร้อมแล้ว ได้พูดคุยคนเสื้อแดงหลายพื้นที่ แม้แต่วันนี้แนวร่วมนครพนม มหาสารคม ร้อยเอ็ด ที่ต่างยืนยัน หากทำให้การเมืองเกิดความรัก สามัคคี โดยยึดหลักระบอบประชาธิปไตยเป็นหลักได้จริง ทำให้ไม่มีการปฏิวัติได้อีก ต่างยินดีร่วมด้วย โดยตนจะไม่เอาแนวคิดเสื้อแดงแบบหลุดโลกมาใช้ อยากทำให้เกษตรกรมั่งคั่ง ราคาพืชผลการเกษตรดีขึ้น อยากให้ทั้งฝ่ายแดง เหลือง ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ จับมือกันเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำให้เกิดความรัก สามัคคี ปรองดองในชาติ เราต้องทำประเทศให้สามัคคีกันให้ได้ก่อน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ไม่เช่นนั้นอายเขา ส่วนใครที่ยังมีแนวคิดวางแผนจะรบกัน ขอให้หยุดเสีย ไม่ได้ประโยชน์อะไรกับสังคมไทย มีแต่คนไทยเสียเลือด น้ำตา คนจน เจ็บ ตาย ติดคุกกันอีก
    “ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์วางตัวเป็นกลาง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ถ้าจริงใจต่อการเลือกตั้ง ควรใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศให้ชัดไปเลย ในวันนั้น เดือนนี้จะมีการเลือกตั้งแน่นอน พวกรุ่นน้อง ลูกหลานจะได้หยุดเคลื่อนไหว ชาวบ้านเองก็จะได้กลับไปทำมาหากิน ตอนนี้คนจนกันทั้งประเทศแล้ว” นายสิระกล่าว
    ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีประโยชน์ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเปลี่ยนชื่อพรรคฝ่ายค้านเพื่อสร้างความปรองดอง เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่รากเหง้า แต่หัวใจของการสร้างความปรองดองคือการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อพรรคฝ่ายค้าน หรือเปลี่ยนชื่อตัวละครทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม ไอเดียของ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนความตื้นเขินทางความคิดและการขาดความรู้ความเข้าใจต่อการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ทำให้สถานการณ์ความเป็นธรรมในสังคมไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ 
"เจี๊ยบศรี" พูดไปเรื่อย
    เห็นได้จากรายงานความเป็นธรรมโลก 2017-2018 ซึ่งจัดทำโดยองค์กร World Justice Project (WJP) พบว่า ดัชนีหลักนิติธรรมของประเทศไทยตกต่ำลงจากปีที่แล้วถึง 7 อันดับ โดยไทยหล่นลงมาอยู่อันดับที่ 71 จาก 113 ประเทศทั่วโลก แพ้เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียซึ่งอยู่อันดับที่ 53 โดยในปี 2016 ไทยอยู่อันดับที่ 64 ทั้งนี้ วิธีการศึกษาของ WJP นั้นให้คะแนนไทยโดยดูตัวชี้วัด 8 ด้าน เช่น การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ความโปร่งใสในการใช้อำนาจของรัฐ และการเคารพสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ เป็นต้น 
    "ซึ่งผลงานที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ ในการรักษาหลักนิติรัฐและนิติธรรม ทั้งๆ ที่การสร้างความปรองดอง การคืนความเป็นธรรม และการปราบโกง ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจและเป็นข้ออ้างเพื่อขออยู่ในอำนาจต่อไปของรัฐบาลและ คสช.มาตลอด แต่ยิ่งทำก็ยิ่งล้มเหลว ไม่มีใครเชื่อถือ เพียงแต่ไม่มีคนกล้าวิจารณ์มากนัก เพราะกลัวอำนาจของเผด็จการ ทำให้ไม่กล้าพูดในสิ่งที่คิด เพราะรู้สึกเหมือนมีปืนหรือมีดกำลังจ่อคอหอยอยู่ จึงไม่กล้าพูดความจริง ถ้าปล่อยให้ พล.อ. ประยุทธ์ครองอำนาจนานเกินไป ก็น่ากลัวว่าบ้านเมืองจะเสื่อมถอยจนเกินเยียวยา" ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว
    ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวประเด็นเดียวกันนี้ว่า เป็นอาการหนึ่งของคนที่เสพอำนาจนานจนคิดว่ามีอำนาจสูงสุด จะพูดจะทำอะไรก็ได้ เหมือนยุคนายทักษิณ ที่คิดจะเปลี่ยนเพลงชาติไทย หรือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตรมช.พาณิชย์ ที่เสนอเปลี่ยนชื่อร้านโชห่วยเป็นร้านโชว์สวย แต่ที่สุดก็ล้มเหลวฝืนธรรมชาติ และความจริงไม่ได้ การเสนอของ พล.อ.ประยุทธ์ให้เรียกฝ่ายค้านและสนับสนุนผิดแผกแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เพราะท่านไม่เข้าใจในระบบพรรคการเมือง ถึงขั้นปล่อยไก่ว่าการดูดเป็นครรลองของระบอบประชาธิปไตยมาแล้ว ท่านสามารถใช้มาตรา 44 แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เปลี่ยนชื่อผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้นำฝ่ายค้านและสนับสนุนได้ แต่คงไม่เหมาะสม เพราะถ้าจะมีคำว่าสนับสนุนด้วย ก็ต้องไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ควรมาเป็นฝ่ายค้าน ถ้านโยบายรัฐบาล คสช.ดีจริง ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ก็ไม่ต้องให้ฝ่ายค้านไปสนับสนุนเพราะประชาชนเห็นได้และสนับสนุนเอง
     นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ทุกพรรคต้องดูแล ส.ส.ในสังกัดเพื่อให้ยืนหยัดอยู่กับพรรค เพราะการดูดหรือดึงตัวนักการเมืองนั้น ไม่ต่างจากทีมฟุตบอลที่ทุกทีมต้องการชัยชนะ ดังนั้นจึงต้องมีการดึงตัวนักเตะฝีเท้าดี ซึ่งไม่ต่างกับระบบการเมืองก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม หากต้องการสร้างการเมืองแบบใหม่ ก็ไม่ควรใช้แนวทางเดิม เช่น การรวบรวมนักการเมือง กลุ่มทุน เข้ามาในพรรคแล้วมีผลประโยชน์ต่อกัน แม้การดึงนักการเมืองเข้าไปอยู่ด้วยจะเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรมีการข่มขู่ คุกคาม ต่อรองผลประโยชน์
จบด้วยคอร์รัปชัน
    นายอลงกรณ์กล่าวว่า นับจากอดีตที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองใดประสบความสำเร็จด้วยการรวบรวมคนโดยให้ผลประโยชน์ตอบแทน เพราะสุดท้ายแล้วจะจบที่มาทุจริต คอร์รัปชัน และรัฐประหาร ดังนั้น พรรคที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยมีนายสมคิดเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ควรจะต้องตั้งลำให้ดี ว่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งด้วยแนวคิดใหม่ หรือจะใช้วิธีการเดิมๆ เพราะวิธีการเดิมๆ ไม่ใช่แนวทางปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเหมือนรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลผสมของพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่เกิดการพัฒนาการการเมืองขึ้นเลย สุดท้ายก็จบที่รัฐประหาร ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
    เมื่อถามว่า มองว่าแม้แต่พรรคของนายสมคิดเอง ถ้าเล่นการเมืองแบบเก่า ก็ไม่มีทางรอดใช่หรือไม่ นายอลงกรณ์กล่าวว่า ทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่า ถ้ายังไม่ก้าวพ้นระบบธุรกิจการเมืองแบบเดิม ในที่สุดจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่สามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยได้ ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และแผนปฏิรูปประเทศ ได้สร้างแนวทางการเมืองแบบใหม่ไว้แล้ว เช่น ระบบไพรมารีโหวต ที่พรรคการเมืองเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ผู้สมัครรับเลือกตั้งล้วนมาจากฐานการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ได้มาจากฐานนายทุนพรรค หรือผู้มีบารมี โดยทุกพรรคต้องหาช้างเผือกของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงในจังหวัดต่างๆ
         ถามว่าการดูดนักการเมืองพบในพื้นที่ จ.เพชรบุรี บ้างหรือไม่ นายอลงกรณ์กล่าวว่า ยืนยันไม่ยอมรับระบบนี้อยู่แล้ว เมื่อครั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เคยดึงนักการเมืองต่างพรรคเข้าไปอยู่ด้วย แต่เป็นการทำด้วยมารยาท โดยให้เจ้าตัวมีความประสงค์ย้ายสังกัดเอง เมื่อเห็นว่าแนวทางและอุดมการณ์ตรงกัน แต่การจะสร้างการเมืองใหม่ ไม่ควรใช้วิธีการเหล่านี้ เพราะจะทำให้ทุกอย่างผิดไปหมด เหมือนกับติดกระดุมเม็ดแรกผิด แล้วยังจะติดเม็ดต่อๆ ไป
    “วันนี้ผมยังวางตัวเป็นกลาง และผมยังไม่เห็นชัดเจนว่ามีปรากฏการณ์ คสช.ดูดนักการเมืองจนผิดจากวัฒนธรรมการเมืองไทย แต่ผมเห็นว่าถ้าจะเดินหน้าการเมือง ก็ไม่ควรเดินหลงทาง อย่าสร้างการเมืองโดยการรวบรวมกลุ่มทุน ผู้มีอิทธิพล รวมถึงนักการเมืองที่มีประวัติไม่โปร่งใส มิเช่นนั้นจะเกิดระบบอุปถัมภ์ในธุรกิจการเมือง แล้วรับใช้กลุ่มทุนทางการเมืองมากกว่ารับใช้ประชาชนและประเทศชาติ”นายอลงกรณ์กล่าว
    นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำจัดตั้งพรรคเกรียน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เข้าใจว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คงใช้อารมณ์ขันตัดสิน โดยใช้หลักอาจจะ ในการวินิจฉัยการจดแจ้งชื่อพรรคเกรียนเป็นไปได้มากว่า กกต.อาจจะมโนไปเองว่าความหมายของคำว่าเกรียนที่มีอยู่ถึง 3 ความหมายนั้น เป็นความหมายในลักษณะที่เป็นแสลง ซึ่งอาจนำไปสู่การขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งได้พรรคเกรียนได้ย้ำหลายครั้งว่า ความหมายของคำว่าเกรียนคือ สั้น มีระเบียบ กระชับ สะอาด ไม่เป็นเหา แต่ท่านก็มิได้นำพา แม้ว่าเรื่องนี้ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่พรรคเกรียนเห็นว่าเป็นเรื่องหลักการในการใช้สิทธิเสรีภาพในการตั้งชื่อพรรค ซึ่งในโลกประชาธิปไตยมีเสรีในการตั้งชื่อพรรคกว่า กกต.ไทยมาก จึงขอโอกาสนี้สร้างมาตรฐานใหม่ กกต. ในการต่อสู้กันในศาลปกครอง อยากเห็นการโต้แย้งด้วยเหตุผล ไม่มโนเอาเอง ดังนั้น พบกันที่ศาลปกครอง พรรคเกรียนไม่เน้นหาเสียง หาแต่เรื่อง
อดีต ขรก.ร่วมพรรค
    นายชวน ชูจันทร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรตลาดน้ำคลองลัดมะยม ในฐานะผู้จดแจ้งตั้งพรรคการเมืองพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงความคืบหน้าของพรรคว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมสมาชิกจำนวน 500 คน เพื่อยื่นจดตั้งพรรคการเมืองต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายใน 180 วัน โดยตนมีหน้าที่รับผิดชอบหาสมาชิกประมาณ 200 ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน เช่น เครือข่ายชาวนา เกษตรกร ซึ่งภายหลังรวบรวมสมาชิกและตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จะดำเนินการขอจัดประชุมพรรค โดยขณะนี้ยังไม่ได้วางแผนว่าวันประชุมพรรคควรเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะต้องดูความพร้อมของบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในพรรคกำลังประสานงานกัน
    ส่วนที่นายสมคิดประกาศว่าพร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ทำงานการเมืองต่อไป โดยมีกระแสข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐคือพรรคที่ตั้งขึ้นมารองรับเรื่องนี้นั้น นายชวนกล่าวว่า “ท่านไม่ได้บอกว่าจะมาพรรคไหน ท่านเข้าได้หลายพรรค ให้ท่านพูดดีกว่า จุดยืนของพรรคคือช่วยกันทำงานสานต่อนโยบาย หากพรรคอื่นมีจุดยืนเป็นอย่างอื่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา เราไม่เป็นปฏิปักษ์กับใคร”
    ซักว่ามีคนในรัฐบาลเข้ามาร่วมงานกับพรรคด้วยหรือไม่ นายชวนกล่าวว่า วันนี้ยังไม่มี ถ้าจะมีก็ต้องให้คนในรัฐบาลพูดเอง ยืนยันว่าในส่วนสมาชิกที่ตนรับผิดชอบนั้นไม่มี แต่ในพรรคพลังประชารัฐนั้น มีผู้ที่มีหน้าที่หาสมาชิกอีก 2-3 คน ดังนั้นสมาชิกนอกเหนือจาก 200 คนที่ตนรับผิดชอบ ก็อาจจะมีคนจากเครือข่ายอื่นเข้ามาร่วมพรรคด้วย เช่น อาจมีทหารหรืออดีตข้าราชการ เพียงแต่ตอนนี้ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่ความรับผิดชอบของตน
    ถามว่า มีการปรึกษากับสมาชิกพรรคหรือไม่ว่าหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐควรมีคุณสมบัติอย่างไร นายชวนกล่าวว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ วันนี้มีเพียงการพูดกันเพื่อชักชวนเครือข่ายมาร่วมทำงาน คิดหาหนทางพัฒนาประเทศ ส่วนเรื่องหัวหน้าพรรค คิดว่ายังไม่ต้องรีบร้อน เพราะยังมีเวลา
    “หลักคิดในการทำงานให้พรรคคือต้องคิดเรื่องการขับเคลื่อนประเทศ ไม่ใช่ใช้วิธีการเดิมๆ ไปแห่แหนกันบ้าง ข่มขู่บ้าง เรี่ยไรบ้าง การเมืองเก่าพอเข้ามาแล้วก็อยากได้นู่นได้นี่ วันนี้ต้องเปลี่ยนวิธีการ ต้องปรับความเข้าใจกับชาวบ้านที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้อง” นายชวนกล่าว.