“บิ๊กตู่”รอด ทำแฮตทริก ลุยงานต่อ รับมือภารกิจหิน


เพิ่มเพื่อน    

            แรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดของพรรคฝ่ายค้าน-ม็อบสามนิ้ว ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เมื่อ 2 ธ.ค. ยกคำร้องคดี “บ้านพักหลวง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

            “วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์พักอาศัยบ้านพักรับรองของกองทัพบก ซึ่งกองทัพบกพิจารณาจัดบ้านพักรับรองกองทัพบก สนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำประปาใช้งานในบ้านพักรับรอง เป็นไปตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก 2548 จึงไม่เป็นกรณีการถือประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของประเทศ ไม่เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง ไม่เป็นการขอ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ และไม่เป็นการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นการรับที่มีบทบัญญัติกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ให้รับได้

            ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรม ข้อ 27 ประกอบข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 อันเป็นกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) อาศัยเหตุผลดังกล่าวจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ” คำวินิจฉัยกลางของศาล รธน.ในคำร้องคดีดังกล่าวระบุเหตุผลในการยกคำร้องไว้ตอนหนึ่ง

                ส่วนที่มองว่าปฏิกิริยา-แรงเหวี่ยงของฝ่ายค้านไม่เหนือความคาดหมาย ก็เพราะในความเป็นจริงข่าวที่ได้รับมา แกนนำพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่เป็นโต้โผในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องบ้านพักทหาร รวมถึงหลายคนในเพื่อไทยที่เป็นแกนหลักในการยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล รธน. ก็ประเมินออกและรู้ข่าวมาร่วมสัปดาห์แล้วว่า

                “บิ๊กตู่-ฉลุย ศาล รธน.ยกคำร้อง”

                แต่ที่ฝ่ายค้านต้องทำกระฟัดกระเฟียด ออกมาชี้นำศาล รธน.ก่อนหน้าการอ่านคำวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ผิดเต็มประตู-รอดยาก ก็เป็นเรื่องของแท็กติกที่ต้องการสร้างกระแสทางการเมืองให้เห็นว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์รอด ก็เป็นเพราะมีการช่วยเหลือจากศาลรัฐธรรมนูญหาช่องทางตามกฎหมายให้บิ๊กตู่พ้นผิด เพื่อดิสเครดิตทั้งศาล รธน.และ พล.อ.ประยุทธ์

      ยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ ศาล รธน.เคยยกคำร้องคดีที่ฝ่ายค้านเคยยื่นคำร้องให้วินิจฉัยคุณสมบัติและการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์มาแล้วสองคำร้อง คือ

            1.คดีถวายสัตย์ไม่ครบ ที่ตุลาการศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง เพราะศาล รธน.เห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่ได้อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

            2.คดีเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ฝ่ายค้านขอให้พิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ หรือไม่ กรณีตอนเลือกตั้งมีนาคม 2562 พล.อ.ประยุทธ์ควบตำแหน่งหัวหน้า คสช.พร้อมกับนายกฯ แล้วลงสมัครเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ

            ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีลักษณะต้องห้าม เพราะตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

                ฝ่ายค้านที่คาดการณ์ผลคดีบ้านพักหลวงไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ศาล รธน.จะยกคำร้องคดีบ้านพักหลวงเป็นคดีที่สามติดต่อกัน เลยต้องปั่นกระแสดักทางไว้เพื่อรอถล่มหลังศาล รธน.มีมติออกมา

                ขณะเดียวกัน ม็อบสามนิ้วก็จะได้นำเรื่องนี้ไปขยายผลรับลูกต่อเช่นกัน เพราะอย่างน้อยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมจะได้มีประเด็นนำไปเคลื่อนไหว หลังระยะหลังประเด็นในการนัดเคลื่อนไหวถูกมองว่ายิงมาแล้วมุกแป้ก เช่น ชุมนุมต้านรัฐประหาร แต่เมื่อเกิดกรณีบิ๊กตู่รอดคดีบ้านพักทหารแบบนี้ มันก็เข้าทางแกนนำม็อบสามนิ้วที่เอาเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นการเคลื่อนไหวได้อีก 1-2 รอบ เพื่อหล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหวไปพลางก่อน

            ด้านฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงานข้างกาย โดยเฉพาะฝ่ายกฎหมาย ก็คงประเมินสถานการณ์ออกว่ายังไงก็รอดชัวร์ เลยทำให้ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐไม่ได้เตรียมการรับมืออะไร

            และเมื่อผลการวินิจฉัยของศาล รธน.ออกมาเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องลุยงานในหน้าที่ต่อไป ทั้งเรื่องการรับมือกับสถานการณ์ทางการเมือง ที่ม็อบสามนิ้วแม้จะไม่ร้อนแรงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะยุติการเคลื่อนไหวง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องรับมือ-แก้ปัญหาหน้างานไปแบบวันต่อวัน เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง การเผชิญหน้าใดๆ               

            อีกทั้งยังมีปัญหาอื่นๆ ที่เป็นงานหินซึ่งรอการแก้ปัญหาจากรัฐบาลอยู่ เช่น การคุมเข้มป้องกันการแพร่ระบาดโควิดที่ยังวางใจไม่ได้ หลังพบคนไทยจำนวน 10 รายติดเชื้อโควิด-19 มาจากประเทศเมียนมา และเดินทางไปสถานที่ต่างๆ โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างการกักตัวและรักษาในโรงพยาบาล แม้จะพบว่าผู้สัมผัสของผู้ป่วยทั้ง 10 ราย จากการตรวจหาเชื้อยังไม่พบว่ามีรายใดติดก็ตาม แต่รัฐบาลก็ต้องเตรียมการเฝ้าระวังให้ดี เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ หากประชาชนไม่มั่นใจก็อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตประจำวันได้ รวมถึงรัฐบาลก็ต้องพยายามหานโยบายและวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ-การลงทุนออกมาอีกหลายแพ็กเกจ เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเดือนสุดท้ายของปีนี้และต้นปีหน้ากระเตื้องขึ้นแบบยั่งยืน

            สถานการณ์ต่อจากนี้ แม้บิ๊กตู่จะรอดคดีในชั้นศาล รธน. แต่เมื่อม็อบสามนิ้วยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แม้สถานการณ์เฉพาะหน้าประเมินดูแล้วคงยากต่อการโค่นล้ม พล.อ.ประยุทธ์ได้ แต่มันก็ทำให้การเมืองไทยก็คงอยู่ในสภาพตึงๆ และเขม็งเกลียวในบางจังหวะแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักพักใหญ่.

.............................

 


พูดถึง "ธนาธร" ไปสองวัน เว้นบ้างดีมั้ย? บ่อยไปจะเป็นการ "ให้ราคาขยะสังคม" เกินมูลค่าจริงมากไป!

"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'
กาสิโนในมุม"ศีลธรรม"
เมืองไทย"มีบ่อน"เอามั้่ย?