'กสิกร'ลุ้นปีหน้าจีดีพีพลิกโต2.6%ชี้มาตรการกระตุ้นศก.ยังจำเป็น!


เพิ่มเพื่อน    

 

9 ธ.ค.2563 นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ได้ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 จะขยายตัวดีขึ้นที่ ติดลบ 6.7% จากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 10% จากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาล ขณะที่ตัวเลขการส่งออก เติบโตดีขึ้นที่ติดลบ 7% จากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 12% โดยการส่งออกยังมีทิศทางการฟื้นตัวช้าจากปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องเงินบาทที่มีแนวโน้มหลุด 30 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ปี 2564 มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นบวก ที่ระดับ 2.6% โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ ทั้งการบริโภคและการลงทุน แต่อัตราการเติบโตของจีดีพียังถือว่าไม่สูงมากนัก สะท้อนภาพของความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า

“ปีหน้าแม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องวัคซีนโควิด-19 ออกมา แต่ในรายละเอียดเรื่องการนำวัคซีนมาใช้จนกระทั่งปัจจัยเรื่องวัคซีนดังกล่าวจะมีผลบวกต่อเศรษฐกิจนั้นยังคงเร็วไป คงจะเริ่มเห็นปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อเศรษฐกิจได้ในช่วงปลายปี 2564 และจะเห็นผลชัดเจนช่วงต้นปี 2565” นางสาวณัฐพร กล่าว

นางสาวณัฐพร กล่าวอีกว่า ในส่วนภาคการท่องเที่ยวของไทยนั้น แม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องวัคซีนเข้ามา แต่ทั้งหมดก็ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ประเมินว่าการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคงค่อย ๆ ทยอยเปิดได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะอยู่ที่ 4.5-7 ล้านคน จากปีนี้อยู่ที่ 6.7 ล้านคน รวมทั้งมองว่าปีหน้ายังเผชิญสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปี โดยประเมินว่าค่าเงินบาทจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 29.00-29.25 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และเงินต่างประเทศยังไหลเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มองว่ายังมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะในครึ่งแรกของปี 2564 คาดว่าจะยังไม่มีการเปิดประเทศมากนัก ดังนั้นการพึ่งพิงการใช้จ่ายในประเทศอาจจะไม่เพียงพอที่จะมาทดแทนเม็ดเงินรายได้จากนอกประเทศ จึงจำเป็นที่มาตรการด้านการคลัง ผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังต้องดำเนินต่อไป ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีงบประมาณเพียงพอหรือไม่นั้น มองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้จะใช้งบไม่มากเหมือนช่วงที่มีการล็อกดาวน์ โดยประเมินว่ามาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นการบริโภคน่าจะใช้เม็ดเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากพระราชการกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ที่ยังมีเม็ดเงินเหลือ 4 แสนกว่าล้านบาท รวมกับงบกลาง ปีงบประมาณ 2564 ที่กันไว้ดูแลสถานการณ์โควิด-19 อีก 1.4 แสนล้านบาท รวมแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท ก็น่าจะเพียงพอดูแลเศรษฐกิจในปีหน้า หรือจนกว่าจะมีวัคซีนออกมาอย่างชัดเจนได้

ส่วนปัจจัยเรื่องความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบันนั้น มองว่ายังทำได้ยากที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายจากประเด็นดังกล่าว เพราะยังไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นภาครัฐไม่สามารถเบิกจ่ายได้ หรือเบิกจ่ายงบประมาณได้ล่าช้าลง ทำให้การคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีในปี 2564 จึงยังไม่ได้รวมเรื่องความวุ่นวายทางกมารเมืองที่มีผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าไป เพราะยังยากที่จะคาดเดาว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทิศทางไหน

นางสาวธัญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ธปท. คงประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นระยะ โดยหากปรากฎสัญญาณลบของการฟื้นตัว คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ยังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยนโยบายได้เพิ่มเติมอีก 0.25% หรือลดเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เพื่อนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งการดำเนินการต้องควบคู่กับนโยบายอื่น ๆ ที่น่าจะมีประสิทธิผลตรงจุดมากกว่าด้วย เช่น การปรับปรุงโครงการซอฟท์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อโดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นต้น

ทั้งนี้ เห็นว่า โจทย์สำคัญของภาคการเงินในปี 2564 คือ การดูแลเรื่องคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ได้รับมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน ที่ยังมีจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ให้สามารถประคองการจ่ายหนี้ปกติได้ต่อเนื่อง ขณะที่มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์จัดชั้นหนี้ของ ธปท. คงทำให้คุณภาพหนี้ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย แม้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.53% ในสิ้นปี 2564 จากสิ้นปีนี้คาดว่าอยู่ที่ 3.35% แต่ก็ถือเป็นระดับที่ไม่สูงนัก ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะสัดส่วนหนี้เอกชนต่อจีดีพียังเร่งตัวสูงขึ้น แตะระดับ 165-166% ต่อจีดีพี สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ ภาคท่องเที่ยว ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย

“ยืนยันว่าหนี้เสียในปีนี้ยังไม่พีค แม้ว่าทิศทางหนี้เสียจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ทั้งหมดยังอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนปรนของ ธปท. แต่ในปี 2565 ต้องกลับมาดูว่ามาตรการผ่อนปรนดังกล่าวจะมีการต่ออายุหรือไม่ และจะมีผลกับสัดส่วนหนี้เสียเพียงใด ขณะที่ปีหน้าสถานการณ์สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ที่ 4% ชะลอลงจากปีนี้ที่ 4.5% โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย ที่ปีหน้าจะขยายตัวที่ 4% ลดลงจากปีนี้ที่ 5.5% เนื่องจากปี 2563 มีการเติบโตที่สูง และปีหน้ากำลังซื้อยังไม่ชัดเจนด้วย” นางสาวธัญลักษณ์ กล่าว

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ปีหน้าแม้อุตสาหกรรมหลักจะฟื้นตัวเป็นบวก แต่ก็ยังมีอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวช้าและต้องติดตาม ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว ที่ยังได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 ซึ่งภาครัฐยังต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น, ภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีประเด็นเรื่องสภาพคล่อง รวมทั้งหน่วยเหลือขายสะสมที่คาดว่าจะสูงถึง 2.2 แสนยูนิต ในปีหน้า รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวและคงผ่านปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่โจทย์หลังจากนี้คือ การยกระดับไปสู่รถยนต์แห่งอนาคต ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียศักยภาพการเติบโตในตลาดส่งออกได้


ทราบกันไปแล้วนะครับ!คดี "กบฏ กปปส." ที่กำนันสุเทพกับพวกรวม ๓๙ คน เป็นจำเลย เมื่อวาน (๒๔ ก.พ.๖๔) ศาลอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ ๙  โมงเช้า ไปจบเอาตอน ๕ โมงเย็นกว่าๆ

วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'
ครึ่งหลัง"รัฐบาล"ชักจะแย่
ก้าวไกล 'ปักทวน' สถาบัน