“ธรรมะ”คือคุณากร


เพิ่มเพื่อน    

         ดูเหมือนว่า อภิมหาพระ อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ นั่นแหละ...ที่ท่านเคยปรารภ รำพึง ขณะช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ว่าไม่ว่า เผด็จการ ใดๆ ก็แล้วแต่ จะคอมมิวนิสต์ คอมมูหน่อย คอมเพรสเซอร์ ฯลฯ หรือคอมอะไรก็ตามที แต่ถ้าเป็น เผด็จการโดยธรรม ซะอย่างแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ พอรับได้ ไปด้วยกันทั้งสิ้น!!!

                       ------------------------------------------------

            แม้ว่าคำพูด คำปรารภ ที่ว่านี้...จะถูกนำมาถกเถียง โต้แย้ง คัดค้านคอเป็นเอ็นกันไปในลักษณะไหน แต่ถ้าลองคิดลึกๆ คิดซักสามรอบ สี่รอบ ก็ออกจะเป็นอะไรที่ เถียงลำบาก อยู่พอสมควร ยิ่งท่านชี้แนะ ชี้นำ เลยไปถึงสิ่งที่เรียกๆ กันว่า ประชาธิปไตย ว่าถ้าดันคิดนำมาใช้กับบรรดาผู้คน หรือปวงชน ที่ไร้ศีล ไร้ธรรม ผู้ที่บาปหนา ปัญญาทึบ เป็นหลักแล้วล่ะก็ โอกาสจะกลายสภาพไปเป็น ประชาธิป...ตาย ย่อมมีความเป็นได้สูงเอามากๆ ก็เลยยิ่ง เถียงไม่ออก หนักขึ้นไปใหญ่ ได้แต่สาธุ และเจริญพร กันไปตามสภาพ...

           --------------------------------------------------

            และคงไม่ใช่แต่เฉพาะพระสงฆ์ องคเจ้า อย่าง ท่านพุทธทาสฯ ของหมู่เฮา เท่านั้น...กระทั่งอภิมหานักคิด นักปรัชญา ที่บรรดาพวกฝรั่งตะวันตก หนีไม่พ้นต้องสรรเสริญ เยินยอ ว่าเป็นต้นราก ต้นคิด ถึงเรื่องระบอบการเมือง-การปกครองนับตั้งแต่อดีต อย่างระดับ โสเครติส หรือ เพลโต โน่นเลย ก็ไม่ได้ออกไปทาง ประชาธิปไตยจ๋า เอาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหันไปเพรียกหา ถวิลหา ถึงสิ่งที่เรียกว่า กษัตริย์นักปรัชญา หรือ Philosopher King กันแทนที่ คือผู้ที่ได้รับการอบรม บ่มเพาะ ให้ต้องยึดมั่นใน ธรรม อย่างมิอาจผันแปรไปเป็นอื่น ถึงจะเป็นสุดยอดปรารถนา หรือเป็นระบอบการเมือง-การปกครองที่ดีที่สุด...

                       ---------------------------------------------------

            ด้วยเหตุนี้...การหมกมุ่น มัวเมา อยู่กับการแสวงหา ค้นหา ระบอบการเมือง-การปกครองแบบหนึ่ง แบบใด เพื่อที่จะเอามา ครอบ หรือเอามาควบคุม บังคับ สังคมแต่ละสังคม โดยเชื่อว่าสามารถก่อให้เกิดอาการ ออกัสซัม กันได้ในทุกรูป ทุกแบบ สามารถกินก็ได้ ทาก็ได้ ใช้ดม ใช้อม ใช้หยอด สอด เสียบ ได้โดยตลอด โดยเฉพาะระบอบที่เรียกๆ กันว่า ประชาธิปไตย จึงอาจถือเป็นส่วนหนึ่ง หรือส่วนสำคัญ ที่ทำให้ระบอบการเมือง-การปกครองในประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา เลยไม่คิดจะไปไหนซักกะที ได้แต่วนไป-วนมา อยู่ภายในอ่าง ปาเข้าไปร่วมๆ ศตวรรษเข้าไปแล้ว...

                      -----------------------------------------------------

            คือไปๆ-มาๆ...แทบไม่ต่างอะไรไปจากการควานหา หนวดเต่า-เขากระต่าย อะไรประมาณนั้น ต้องตั้งหน้า-ตั้งตาเขียน รัฐธรรมนูญ ฉบับแล้ว ฉบับเล่า เขียนแล้วก็ฉีก ฉีกแล้วก็เขียนใหม่ แล้วนี่...ก็ตั้งท่าว่าจะเขียนกันอีกรอบ โดยระหว่างที่กำลังเขียนมาและเขียนไป กลับแทบไม่ได้หันมาสำรวจ ตรวจสอบ ถึง ระดับศีลธรรม ในหมู่ผู้คน พลเมือง เอาเลยแม้แต่น้อย ว่าหนักไปทางรินหนาปัญญาเกิด หรือปัญญาบอด กันแน่!!! ไม่ได้มองลึกไปถึงต้นเหตุ สาเหตุ เหตุปัจจัยอันเป็นตัวก่อให้เกิดกิเลสและตัณหา ในอันที่จะไหลไปตามกระแสเชี่ยวกรากของวัตถุนิยม บริโภคนิยม และนำไปสู่ ประชาธิป...ตาย แบบตายแล้ว ตายอีก ไม่ต่างอะไรไปจากประชาธิปไตยของพวกฝรั่งตะวันตก ที่เริ่มตายกันไปเป็นรายๆ อยู่ในทุกวันนี้...

                        ---------------------------------------------------

            อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยกลายเป็น หญ้าปากคอก หรือเป็น เส้นผมบังภูเขา ชนิดต้องออกเรี่ยว ออกแรง ค้นหา แสวงหา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกลายมาเป็น ภาระ ของพวกเด็กๆ โดยเฉพาะประเภทที่ใจร้อน ใจเร็ว หรือประเภทที่อยากให้ จบในรุ่นเรา แต่ในเมื่อมันแทบไม่ต่างไปจากการค้นหา หนวดเต่า-เขากระต่าย ทุกสิ่งทุกอย่าง...เลยหนีไม่พ้นต้องออกอาการเละตุ้มเป๊ะ เละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก ไปตามสภาพ ต้องหันไปลาก ค้อน ลาก เคียว เข้ามาเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย ความอิสรเสรีไปจนกระทั่งความเป็นพอร์นฮ้ง พอร์นฮับ ฯลฯ อะไรไปโน่นเลย...

                     -------------------------------------------------

            ทั้งๆ ที่ถ้าว่ากันตามแนวทาง แนวนโยบาย ของ อภิมหาพระ อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว...ไม่ว่ามันอาจต้องหนักไปทางเผด็จการในบางช่วง บางระยะ หรือต้องประชาธิปไตยไปตลอดชั่วนิจนิรันดร์กาล สิ่งสำคัญที่เป็นตัวชี้ขาด...ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณี ทุกๆ ระบบและระบอบเอาเลยก็ว่าได้ มันคงต้องขึ้นอยู่กับ ธรรมะ หรือการดำเนินไปตามครรลอง คลองธรรม นั่นแหละสหาย!!! มันถึงจะเกิดสันติภาพ สันติธรรม เกิดการได้มาในสิ่งที่ปรารถนาและต้องการได้จริงๆ ไม่ว่ามันจะอุบัติขึ้นมาในรุ่นไหน ต่อรุ่นไหน ก็แล้วแต่...

                         ---------------------------------------------------

            เพราะไม่ว่าระบบหรือระบอบใดๆ ก็ตามที...ถ้าหากไม่ได้ตั้งมั่นอยู่ใน ธรรมะ ซะอย่าง ย่อมหนีไม่พ้น ตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง ไม่เว้นแม้แต่ระบอบ ประชาธิป...ตาย ที่กำลังตายโหง ตายห่า ไปเป็นรายๆ ในหมู่ประเทศตะวันตกทั้งหลาย ขณะที่ประเทศเผด็จการบางประเทศ กลับอยู่ได้ อยู่สบาย เมื่อสามารถแสดงให้เห็นถึงความถูกต้อง ชอบธรรม โดยเฉพาะในบางเรื่อง บางกรณี เช่น ความมุ่งมั่นที่จะขจัดความทุกข์ ความยาก ของผู้คนในสังคมแบบจริงๆ จังๆ สามารถช่วยใครต่อใครให้พ้นไปจากความจนนับเป็นสิบๆ ล้าน ขณะประชาธิปไตยของแท้แต่ดั้งเดิม กลับกลายเป็นตัวเพิ่มช่องว่าง ขยายช่องว่าง เป็นตัวมอบเสรีภาพให้แต่เฉพาะคนรวยๆ แล้วยัดเยียดความไม่เสมอภาค ไม่ภราดรภาพ ให้คนจนๆ อย่างมิอาจปฏิเสธ ดังนั้น...อย่าไปเสียเวลาตามหา หนวดเต่า-เขากระต่าย ต่อไปอีกเลย หันมาใคร่ครวญ พิจารณา ถึงอะไรก็ตาม สิ่งใดๆ ก็ตาม ที่พร้อมดำเนินไปตาม ธรรมะ ตามครรลอง คลองธรรม อันเป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่มิบังควรจะ ปฏิเสธ แต่ยังต้องหาทาง สนับสนุนและส่งเสริม ให้กลายมาเป็นแบบอย่าง แนวทาง ในอันที่จะก้าวข้ามไปจาก วัฏจักร-วงจร ที่วนไป-วนมา เกือบๆ ร่วมๆ ศตวรรษเข้าไปแล้ว...

                       -----------------------------------------------------

            ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Burke” (อีกครั้ง...และอีกครั้ง)... What is liberty without wisdom and without virtue? It is the greatest of all evils. - เสรีภาพที่ปราศจากปัญญาและคุณธรรม จะต่างอะไรไปจากความชั่วที่ร้ายกาจที่สุด...”.

                --------------------------------------------------------

 

 

 

 


ทราบกันไปแล้วนะครับ!คดี "กบฏ กปปส." ที่กำนันสุเทพกับพวกรวม ๓๙ คน เป็นจำเลย เมื่อวาน (๒๔ ก.พ.๖๔) ศาลอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ ๙  โมงเช้า ไปจบเอาตอน ๕ โมงเย็นกว่าๆ

วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'
ครึ่งหลัง"รัฐบาล"ชักจะแย่
ก้าวไกล 'ปักทวน' สถาบัน