กว่าจะรู้ได้...ก็อาจสายไปแล้ว


เพิ่มเพื่อน    


     บัดนี้ชัดเจนแล้วว่า ลูกหลานของเราที่กำลังเรียนในระดับมัธยมและระดับมหาวิทยาลัยถูกล้างสมองให้มีความชิงชังสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยข้อความที่บิดเบือนประวัติศาสตร์บ้าง เลือกพูดบางเรื่องนอกบริบท เพื่อให้เด็กๆ มองสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยทัศนคติที่เป็นลบในหลายๆ ด้าน โดยที่พวกเขาสามารถดึงเด็กๆ เป็นพวกได้ เพราะพวกเขาเข้าใจปัญหา (Pain point) ของเด็กๆ ดังนั้นก่อนที่พวกเขาจะใช้ชุดข้อความที่ทำให้เด็กๆ มีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ เขาสามารถดึงเด็กๆ เป็นพวกกับเขาได้ ด้วยการแสดงตนเป็นผู้เข้าใจเด็กๆ ว่ามีปัญหาอะไร พวกเขาเรียกปัญหาของเด็กว่า “แอก” พวกเขาตอกย้ำปัญหาของเด็กๆ ที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่มีเสรีภาพ กลุ่มนักการเมืองที่ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แสดงความเห็นใจเด็กๆ และปวารณาตนว่าจะมาช่วยเด็กๆ ปลดแอก ทำให้เด็กๆ มองพวกเขาเป็นคนที่จะมาช่วยปลดปล่อยพันธนาการที่เด็กๆ ต้องการที่จะหลุดพ้น
     แอกอันที่หนึ่งก็คือ “กฎบ้าน” ที่พ่อแม่ตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดพฤติกรรมของลูกๆ ด้วยความหวังว่าลูกๆ จะเติบโตเป็นคนที่มีระเบียบวินัย กฎที่พ่อแม่ตั้งขึ้นถูกตอกย้ำว่าเป็นแอกที่เด็กๆ จะต้องพยายามที่จะปลด กลุ่มนักการเมืองจึงได้พูดให้เด็กๆ มองพ่อแม่เป็นไดโนเสาร์ที่ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ มาทำให้ชีวิตของลูกๆ ขาดเสรีภาพ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือเด็กๆ เริ่มที่จะไม่พอใจพ่อแม่ ไม่เคารพพ่อแม่ ไม่เชื่อพ่อแม่ กลุ่มนักการเมืองทำให้เด็กๆ มองว่าพ่อแม่ที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นคนที่งมงาย เป็นคนที่ถูกหลอกให้หลงรักพระมหากษัตริย์อย่างไร้เหตุผล ดังนั้นพวกเขาจะต้องคิดต่างจากพ่อแม่ นั่นคือ ต้องการที่จะให้ประเทศไทยไม่มีพระมหากษัตริย์ตามที่กลุ่มนักการเมืองพร่ำบอกกับพวกเขาว่า ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยใช้วาทกรรมที่สวยหรูว่าจะต้องสานต่อพันธกิจของคณะราษฎร 2475 ในการจะทำให้อำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะต้องไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์
     แอกที่สองก็คือ “ระเบียบของโรงเรียน” โดยเฉพาะเรื่องการไว้ทรงผมและการแต่งเครื่องแบบ นักการเมืองที่พยายามครอบงำเด็กๆ ตอกย้ำให้เด็กๆ มองว่าระเบียบว่าด้วยทรงผมและการแต่งเครื่องแบบคือการกดทับไม่ให้เด็กๆ มีเสรีภาพ เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของเด็กๆ การพูดเรื่องเครื่องแบบและทรงผมเป็นที่ถูกใจของเด็กๆ ที่ต้องการแต่งตัวตามสบายและไว้ทรงผมตามที่ตัวเองต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กๆ ก็มองว่านักการเมืองที่พูดเรื่องเสรีภาพของการแต่งตัวและการไว้ทรงผมเป็นพวกเดียวกับเขา เมื่อคนพวกนี้พูดจาให้เขาปลดแอกด้วยการไม่ยอมอยู่ใต้กฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นการกดทับ รวมทั้งการที่จะต้องหมอบกราบพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ พวกเด็กๆ จึงเชื่อพวกเขา และคล้อยตาม เมื่อถูกยุให้เป็นปรปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ พวกเขาก็พร้อมที่จะทำตาม ไม่ว่าการปราศรัย การยกป้าย การแสดงท่าทางล้อเลียน การด่าทอต่อว่าพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย พวกเขาจาบจ้วงล่วงละเมิดในลักษณะที่ผิดกฎหมายมาตรา 112 ที่เสี่ยงต่อการที่จะต้องได้รับโทษ
     แอกที่สามคือ “กฎหมาย” ที่รัฐบาลใช้ในการบริหารประเทศให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ในบรรดากฎหมายต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ในการบริหารประเทศ มีหลายอย่างเป็นที่ขัดใจเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเที่ยวผับบาร์ โดยที่กลุ่มนักการเมืองจะใช้วาทกรรมว่ารัฐบาลที่ทำให้เด็กๆ ไม่อาจจะทำอะไรหลายๆ อย่างที่เด็กต้องการจะทำเป็น “เผด็จการ” โดยอาศัยเหตุการณ์ที่รัฐบาลนี้เคยเป็นรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารมาก่อน กลุ่มนักการเมืองจึงใช้วาทกรรม “สืบทอดอำนาจ” มาทำให้เด็กๆ มีความชิงชังรัฐบาล รวมไปถึงรัฐธรรมนูญที่นักการเมืองพยายามสื่อสารให้เด็กๆ มองว่าเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการกดขี่ประชาชน ใช้อำนาจในการลิดรอนสิทธิของประชาชน รวมถึงเด็กๆ ที่จะมีอนาคตที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาลเผด็จการที่ทำให้ประชาชนเป็นทาส ด้วยวาทกรรมว่า “สู้เป็นไท ถอยเป็นทาส”
     ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการที่นักการเมืองเหล่านั้นนำเด็กเข้าสู่ “ห้องกักกัน” ที่เรียกว่า Twitter เด็กๆ รับชุดข้อมูลที่เต็มไปด้วยความเท็จ การบิดเบือน การโกหก การใส่ร้าย แล้วมีทัศนคติชิงชังรัฐบาล ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญคือกลายเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ และด้วยทัศนคติและพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่น พวกเขามองว่าการใช้วาจาหยาบคาย การพูดจาด่าทอด้วยข้อความที่รุนแรง เป็นการกระทำที่จะได้รับความชื่นชอบจากเพื่อนๆ พวกเขาเรียกมันว่าเป็นการ “เกรียน” และพวกเขาก็จะแข่งกันเกรียนเพื่อสร้างความโดดเด่นในระดับที่เป็น “Idol” ของคนในวัยเดียวกัน
     เนื่องจากกลุ่มนักการเมืองที่เป็นคนครอบงำเด็ก มีเป้าหมายในการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ชุดข้อความที่พวกเขานำเสนอให้เด็กๆ จึงเป็นการจูงใจให้เด็กๆ เป็นปรปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ การกระทำของเด็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยกเพดานขึ้นเรื่อยๆ เป็นการแสดงความเหิมเกริมแบบที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนในที่สุดประชาชนที่จงรักภักดีทนไม่ได้ มีเสียงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ใช้มาตรา 112 จัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมาย และเวลานี้มีประชาชนที่จงรักภักดีเข้าฟ้องร้องแกนนำหลายคนว่ามีความผิดตามมาตรา 112 แต่ละคนได้กันไปคนละหลายคดี มากน้อยต่างกันไป สิ่งที่เราเห็นเวลานี้คือ เด็กๆ ที่ทำตามการยุยงของกลุ่มนักการเมืองกำลังเผชิญชะตากรรมตามกฎหมายของบ้านเมือง ในขณะที่กลุ่มนักการเมืองที่ครอบงำเด็กๆ ยุยงเด็กๆ ยังคงลอยนวลอยู่ และคงไม่สามารถช่วยอะไรเด็กๆ ได้ นอกจากสร้างวาทกรรมต่อว่ารัฐบาลว่าใช้ “นิติสงคราม” ปิดปากประชาชน เด็กๆ น่าจะรู้ตัวแล้วสินะ.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"