จริงหรือ-เศรษฐกิจจีนจะ แซงหน้ามะกันใน 8 ปี?


เพิ่มเพื่อน    

    โดนัลด์ ทรัมป์ เปิด “สงครามการค้า” กับจีนเพื่อหวังสกัดไม่ให้ปักกิ่งผงาดในเวทีการค้าโลก
    ผลที่ออกมาคือเจ็บทั้งคู่ 
    แต่ทรัมป์เจ็บกว่า เพราะพอเจอโควิดมาซ้ำเติม เศรษฐกิจสหรัฐย่ำแย่...ผลที่ตามมาคือโควิดทำให้ทรัมป์แพ้เลือกตั้ง
    แต่โควิดกลับทำให้จีนสยายปีกต่อได้ แม้ว่าปีกจะถูกถอนขนออกไปบ้าง
    แต่ดูเหมือนทรัมป์จะทำให้คนจีนมีความรักสามัคคีกันมากขึ้น
    และทำให้คนจีนเห็นผู้นำของตนมีความแกร่งกล้าพอที่จะยืนเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาได้
     ล่าสุดมีบทวิเคราะห์จากสถาบันที่อังกฤษทำนายว่าโควิดจะช่วยให้จีนแซงหน้าสหรัฐในฐานะเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกใน 8 ปีข้างหน้า
    เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์กันไว้หลายปีทีเดียว
    รายงานประจำปีของศูนย์เพื่อการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ (CEBR) ในอังกฤษฟันธงเลยว่า ในปี 2028 จีนจะแซงหน้าสหรัฐขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก 
    หากเป็นเช่นนั้นจริง ปรากฏการณ์ช็อกโลกนี้ก็จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้วถึง 5 ปี 
    เหตุผลล่าสุดคือจีนรับมือและฟื้นตัวจาก Covid-19 ได้ดีกว่าสหรัฐอย่างปฏิเสธไม่ได้
    บทวิเคราะห์นี้บอกว่า เพราะการจัดการที่มีทักษะในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ของจีนด้วยการล็อกดาวน์อย่างฉับพลันและเข้มข้นตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้จีนฟื้นได้เร็วกว่าชาติตะวันตก
    ประเทศที่มีอุตสาหกรรมระดับนำของโลกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรปได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจแรงกว่าจีนมาก
    เมื่อโลกตะวันตกหดตัวอย่างแรงและจีนประคองไม่ให้จีดีพีติดลบได้ ก็เท่ากับว่าจีนสามารถสร้างแรงผลักดันด้านเศรษฐกิจได้แข็งแกร่งกว่ายักษ์ใหญ่อื่นๆ
    รายงานนี้บอกว่า ระหว่างปี 2021-2025 เศรษฐกิจจีนจะโตเฉลี่ยปีละ 5.7% ก่อนจะลดลงเหลือปีละ 4.5% ในช่วง 2026-2030 
    ขณะที่สหรัฐมีแนวโน้มเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2021 โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงเหลือปีละ 1.9% ระหว่างปี 2022-2024 และหลังจากนั้นจะขยายตัว 1.6%
    บทวิเคราะห์เดียวกันนี้บอกด้วยว่า หากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ จีนจะขยับขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2023
    ส่วนญี่ปุ่นจะยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของโลกต่อไปจนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 2030 
    แต่หลังจากนั้นญี่ปุ่นจะถูกอินเดียแซงหน้า 
    นั่นแปลว่าเยอรมนีจะเลื่อนลงจากอันดับ 4 ลงไปอยู่อันดับ 5
    ก่อนหน้านี้ไม่นานธนาคารโลกก็ระบุในรายงานฉบับล่าสุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนกลับคืนสู่ภาวะปกติ “เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้” 
    รายงานนี้บอกว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์ในการควบคุมโรคระบาด 
    ประกอบกับนโยบายทางการที่ให้ความช่วยเหลือด้วยการออกนโยบายที่ชัดเจน 
    อีกทั้งการส่งออกก็กลับมาฟื้นตัวได้อย่างทันท่วงที
    ธนาคารโลกคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนจะขยายตัวขึ้น 2% ในปีนี้ และจะขยายตัว 7.9% ในปี 2564
    ถ้าเป็นไปตามแนวทางวิเคราะห์นี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจจีนจะกลับไปสูงกว่าก่อนโควิดอาละวาดด้วยซ้ำไป
    รายงานของธนาคารโลกยอมรับว่าปัจจัยภัยนอกยังคงสร้างความท้าทายและความผันผวนต่อเศรษฐกิจจีน แต่ดูเหมือนปักกิ่งจะสามารถบริหารความไม่แน่นอนนี้ได้ดีกว่าสหรัฐ
     ก่อนหน้านี้ทางการจีนได้เปิดเผยในที่ประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่าจีนยังคงเผชิญกับความแปรปรวนจากปัจจัยภายนอกท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 
    ยอมรับว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจะยังไม่เข้าสู่ในระดับที่แข็งแกร่งมากนัก แต่สัญญาณด้านบวกก็มีมากขึ้นกว่าเดิม
    ความสำเร็จในการบริหารวิกฤติของจีนคือความคล่องตัว ปรับนโยบายไปตามความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    ถ้าเป็นภาษายุคดิจิทัลก็จะเรียกว่า จีนใช้แนวทาง Agile หรือความปราดเปรียวในการบริหารวิกฤติ
    รายงานธนาคารโลกชุดนี้ตั้งข้อสังเกตว่า
    "การระงับการสนับสนุนเศรษฐกิจก่อนเวลาอันควร และการใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปอาจชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งจีนอาจใช้นโยบายการคลังเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ และช่วยสร้างความมั่นใจว่าจะเกิดการหมุนเวียนของอุปสงค์จากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อพยุงเศรษฐกิจ" 
    ในเวลาเดียวกันสำนักข่าวซินหัวของจีนก็รายงานว่า ธนาคารโลกยังได้แนะนำให้จีนปรับเปลี่ยนเป้าหมายด้านการคลัง 
    โดยเสนอให้ปรับทิศทางที่เคยมุ่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม ไปสู่การลงทุนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น 
    เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น
    หากศึกษาสิ่งที่จีนทำอยู่จะเห็นว่าเขาทำทั้งด้านการรักษาอัตราโตทางเศรษฐกิจและขยับเรื่องความยั่งยืนไปพร้อมกัน
    เป็นการแสดงความกล้าหาญทางด้านการเมืองและความมุ่งมั่นทางเศรษฐกิจที่กำลังจะผลิดอกออกผลถึงขั้นจะแซงหน้าสหรัฐได้
    ในความจริงจะเกิดเช่นนั้นได้หรือไม่ อเมริกาภายใต้โจ ไบเดน จะยอมให้เกิดขึ้นหรือไม่ เป็นหัวข้อใหญ่ที่เราต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดต่อไป.


เห็นมั้ย........ ไอ้ตัวอยู่เบื้องหลัง "ขบวนการสามนิ้ว" ที่ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ "ล้มสถาบันกษัตริย์"

ปริศนา"I Roam Alone"? 
ชีวิตรอได้"เพื่อวัคซีนไทย"
ตลกเทพของ "ป๋าเทพ"
เหรียญทองที่เหนือทอง
“พระผู้เพียรเพื่อพสกสุข”
มิติสะท้อน"น้องเทนนิส"