'ช่อ'อาลัย'พี่โต้ง'ย้อนอดีตร่วมสนทนาตั้งพรรคอนาคตใหม่ที่ห้องสมุดบ้านธนาธร


เพิ่มเพื่อน    

13 ม.ค.64-  น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pannika Chor Wanich แสดงความอาลัยต่อการจากไปของนายฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการเครือมติชน ใจความว่า

พี่โต้งคะ

เราไม่ได้เจอกันนานเลย ตั้งแต่พี่โต้งเริ่มป่วยเยอะ เลยไม่ค่อยได้ออกงาน ส่วนช่อก็ยุ่งกับงานหาเสียงโค้งสุดท้าย จนมารู้อีกที พี่โต้งก็จากไปเสียแล้ว

ช่อเคยให้สัมภาษณ์สื่อไปนับครั้งไม่ถ้วน ถึงเหตุการณ์ที่ชักนำช่อมาอยู่บนเส้นทางการเมือง ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2561 บทสนทนาที่ห้องสมุดบ้านธนาธร ไวน์นับสิบขวด และการรวมตัวของสื่ออาวุโสที่มานั่งวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองกันว่า พรรคตั้งใหม่ที่เปิดหน้าชนคสช. จะไปรอดหรือไม่ และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้สักแค่ไหน 
แต่ที่ช่อไม่เคยเล่าที่ไหน ก็คือพี่โต้งเป็นหนึ่งในคนที่นั่งอยู่ในวงนั้นด้วย 

บทสนทนาลากยาวจากค่ำจนถึงเช้ามืดของอีกวัน สหายสื่ออาวุโสทยอยกันกลับ จากนับ 10 เหลือเพียง 4-5 คนที่อยู่จนถึงเลิกวง พี่โต้งเป็นหนึ่งในนั้น 

ไม่ใช่เพราะคอแข็ง หรือดื่มสุขุมกว่า แต่เพราะพี่โต้ง “เป็นห่วง” มากกว่าทุกคน วันนั้นสมาชิกส่วนใหญ่ในวงลงความเห็นว่าเสี่ยงเกินไป และไม่มีประโยชน์ที่จะตั้งพรรคท่ามกลางกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวย พี่โต้งเองก็ดูจะเห็นไปทางนั้น แต่กลับไม่ได้ห้ามปราม เพียงแต่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่อาจเกิดกับพรรคใหม่ คืออะไรบ้าง 

อาจเพราะพี่โต้งรู้ดีในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงาน ว่าคนอย่างธนาธร เมื่อตัดสินใจทำอะไรแล้วก็ไม่มีใครห้ามได้

วันนั้นอ.ป๊อกชักชวนช่อด้วยประโยคชวนโมโหว่า “คนมีความสามารถอย่างคุณช่อไม่ควรเป็นแค่นักข่าว มาทำงานการเมืองกับพวกเราเถอะ” 

ช่อตอบกลับไปว่า “คิดว่านักข่าวทำอะไรได้น้อยหรือคะ ถ้างั้นอาจารย์การันตีได้มั้ยว่าถ้าช่อไปอยู่พรรคนี้ จะทำอะไรให้ประเทศได้มากกว่าเป็นนักข่าว”

เวลาเกือบ 3 ปี พิสูจน์แล้วว่า “ช่อ” ที่เป็นนักการเมือง ได้ทำอะไรให้ประเทศนี้มากกว่าตอนเป็นสื่อมวลชน 
แต่พี่โต้งคะ 

พี่โต้งเป็นคนที่พิสูจน์ว่า สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ทำอะไรได้น้อยกว่านักการเมืองเลย หากเขาเป็นสื่อที่แน่วแน่ในจรรยาบรรณ มุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นไฟส่องทางสังคม

เราต่างทำคนละบทบาท แต่มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน

ตั้งแต่ช่อมาทำงานการเมือง ในบทบาทโฆษก ก็ได้รบกวนพี่โต้งอยู่เสมอ ทั้งขอคำแนะนำ สอบถามข้อมูล ไปจนถึงขอความเห็นในฐานะสื่ออาวุโส ว่าการเมืองในขณะนั้นจะออกหน้าไหน และทุกครั้งพี่โต้งก็ช่วยเหลือช่ออย่างเต็มที่ 

ในฐานะสื่อที่สะท้อนความต้องการของสังคมสู่นักการเมือง

ในฐานะสหายอาวุโสที่ชี้แนะผู้อ่อนประสบการณ์กว่า

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นประเทศก้าวหน้า สู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่า

อีกหลายครั้ง พี่โต้งเจอช่อทีไรก็มักฝากคำเตือน ข้อคิดเห็น ไปถึงคุณเอก ถึงอ.ป๊อก ที่มักงานยุ่งจนไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน เจองานฝากแบบนี้ทีไร ช่อก็นึกขำในใจทุกครั้งว่า พี่โต้งคงเป็นห่วงกลัวเด็กๆอย่างพวกเราจะเอาตัวไม่รอด เจอทีไรต้องมีเทศนาทุกครั้งไป 

วันนี้ไม่มีพี่โต้งมาคอยเป็นห่วง คอยเตือนพวกเราแล้ว 

เวลา 3 ปีพาเรามาไกล พาประเทศไทยมาไกล แต่ยังไม่ถึงฝันที่พี่โต้งอยากเห็น ประเทศไทยที่ก้าวหน้า เท่าเทียม และเป็นประชาธิปไตย ยังเป็นภารกิจที่พวกเราจะเดินหน้าทำต่อไป คงต้องระมัดระวังขึ้น ต้องเตือนตัวเองมากขึ้น เพราะ
ขาดคนคอยหยิกหู ดึงชายเสื้อ คอยเทศนาพวกเราไป 1 คน 

ฝันของเรา จะเป็นจริงให้ได้ พี่โต้งคอยดูนะคะ

ช่อ.
 


การที่ "ไต้หวัน" ตกอยู่ในสภาพ "เศรษฐีขาดไฟ" เป็นกรณีศึกษาด้าน "สะท้อนคิด" คือ โควิดมารอบแรก ไต้หวันสยบราบคาบ

๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"
มิติ"ปัจจุบัน-อนาคต"
เมื่อ"มั่นใจ"ก็ไปท่องเที่ยว