เฮ้ออ์อ์อ์...คนรุ่นใหม่!!!


เพิ่มเพื่อน    

 

           โดยสถานะของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น...แทบไม่ต่างไปจาก เทพ ไปแล้วก็ว่าได้ โดยเฉพาะนับจากได้เสด็จสู่สวรรคาลัยไปเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น...ใครที่คิดไปแตะ ไปจาบจ้วง ล่วงละเมิด ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม ก็แล้วแต่ ต้องเรียกว่า...ช่างเป็นอะไรที่ ไม่ฉลาด เอามากๆ ไม่ได้ เข้าถึง-เข้าใจ ต่ออารมณ์ความรู้สึกของชาวบ้าน-ชาวช่อง เอาเลยแม้แต่น้อย...

                                   ------------------------------------------------------

                แต่ก็จนได้!!!...จะด้วยเหตุเพราะความพยายามเบี่ยงประเด็น บิดประเด็น ไม่อยากให้ใครพูดถึง กล่าวถึง เรื่องร้ายๆ ที่ครอบครัวตัวเอง กำลังเป็นปัญหา หรือได้สร้างปัญหามาแล้วก่อนหน้านี้ หรือจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที การ โชว์โง่ แบบบริสุทธิ์ ร้อยโปเซ็ง แสดงออกถึงอาการขาดสติ ไร้สติ พร้อมละลาบละล้วงจ้วงจาบ ในสิ่งที่มิบังควร และบังอาจ จึงอุบัติขึ้นมาโดยอดีตหัวหน้าพรรคการเมือง ที่พยายามแสดงตัวตน แสดงออกถึงความเป็น คนรุ่นใหม่ มาโดยตลอด ว่าอะไรจะ โง่สมบูรณ์แบบ เท่านี้ ย่อมไม่มีอีกแล้ว...

                                -------------------------------------------------------

                คือในแวดวงการเมืองนั้น...อะไรก็ตามที่ตัวเองเห็นควรด้วย หรือไม่เห็นควรด้วย แต่อย่างน้อย...การคำนึงถึงอารมณ์-ความรู้สึกของชาวบ้าน-ชาวช่อง เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่พยายามแกว่งปากหาเท้าจนเกินไป ย่อมส่งผลให้ไม่น่าจะถึงกับ ด้วน ชนิดแทบไม่เหลือตอใดๆ ติดตัวเอาไว้เลย ยิ่งเป็นอารมณ์-ความรู้สึกของผู้คน ส่วนใหญ่ หรืออาจเรียกว่า...แทบทั้งประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาเอาเลยก็ว่าได้ ยิ่งต้องระมัดระวัง ต้องหัดรู้จักเก็บปาก เก็บลิ้น เอาไว้มั่ง จะออกมากู่ร้องปองรัก เพรียกหา ส้นตีน โดยทั่วไปในทั่วทุกสารทิศนั้น มีแต่ต้องโง่...กับ...โง่ หรือโง่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ถึงจะคิดอ่านกระทำการในแบบที่ว่า โดยมิได้มีการประเมิน หรือไม่ได้สนใจ ปฏิกิริยา ใดๆ ที่จะตามมาเอาเลยแม้แต่น้อย...

                                 ---------------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าลองย้อนกลับไปมอง มธุเรศวาจา หรือคำพูด คำจา ในอดีตที่ผ่านมา คนหนุ่มรุ่นใหม่รายนี้ ท่านก็น่าจะโง่กับโง่ มาโดยตลอด เช่น การออกมาพูดจาดูหมิ่น ดูแคลน รอยยิ้มของผู้คนในแผ่นดินเดียวกัน สังคมเดียวกัน แบบที่เรียกๆ กันว่า ยิ้มสยาม อะไรประมาณนั้น ว่าเป็นการแสดงออกของผู้ที่ไม่มีอะไรอยู่ในสมอง ไม่มีกึ๋น มีม้าม ออกมาแสดงความรังเกียจ เดียดฉันท์ การนับญาติ นับพี่ นับน้อง ของบรรดาลุง-ป้า-น้า-อา ไปจนโคตรพ่อมม์ม์ม์-โคตรแม่มม์ม์ม์ หรือไม่ อย่างไร ก็แล้วแต่ อันเป็นสายใยไมตรีที่ไม่ว่ามนุษย์มนาในสังคมไหนๆ ต่างพยายามหาทางยึดโยง เชื่อมโยง สิ่งเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกันทั้งสิ้น ว่าถือเป็นการแบ่งชน แบ่งชั้น แบ่งเกรด แบบแบ่งไพร่ แบ่งศักดินา อะไรไปโน่นเลย...ฯลฯลฯ...

                                 ------------------------------------------------------

                อันนี้นี่แหละ...ก็เลยไม่ถึงกับน่าแปลกใจ มากมายซักเท่าไหร่ ว่าเหตุใดถึงได้ โง่ซ้ำซาก ไปได้ถึงปานนั้น คือไม่ว่าจะมีเหตุผล-ไม่มีเหตุผล หรือพยายามจะประดิษฐ์ คิดค้น เหตุและผลของตัวเองขึ้นมาเอง แบบประเภท เอกมโน-โทจิ้น ไปตามเรื่อง ตามราว แต่การไม่ได้คำนึงถึง อารมณ์-ความรู้สึก ของผู้อื่นเอาเลยแม้แต่นิด พร้อมที่จะแปรสภาพ ปาก ให้เป็น รูทวาร ได้ทุกเมื่อ โอกาสที่จะต้องเจอกับ ปฏิกิริยา สวนกลับ ในแบบหนักหน่วง รุนแรง ชนิดตัวเองแทบไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะหนักหนา สาหัส ถึงเพียงนี้ มันจึงแทบไม่ต่างอะไรไปจาก กฎแห่งกรรม ของคุณน้า ท.เลียงพิบูลย์ นั่นเอง คือออกจะเป็นอะไรที่น่าสยดสยอง พองขนเอามากๆ เมื่อลองนึกภาพ วาดภาพ ว่าชะตากรรมของคนรุ่นใหม่รายนี้ จะเป็นไปเช่นไรต่อไปในสังคมไทย...

                                   --------------------------------------------------

                คือขนาดผู้ที่ได้ชื่อว่า ปากไว พอๆ กับหัวไว...อย่างอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของไทย ที่ชอบพูดจาเรื่อยเจื้อยในหลายเรื่อง หลายกรณี ไม่ว่าเรื่อง โจรกระจอก หรือเรื่องอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ยังรู้จักคุมปาก คุมลิ้น ไม่ลามเลีย ลามปาม ไปถึงเรื่องทำนองนี้ แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยความเป็นคนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ เป็นเศรษฐีใหม่ เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ฯลฯ ใดๆ ก็ตามที การไม่รู้จักบันยะบันยัง ในคำพูด คำจา มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นการได้-การเสียในทางการเมืองไปด้วยกันทั้งสิ้น โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบเย็น หรืออยู่-เย็น-เป็นสุข นับจากนี้ไปจนอนาคตเบื้องหน้า ย่อมเป็นอะไรที่ยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย นอกเสียจากต้อง บ้า...ก็...บ้าวะ หรือ บ้าให้สุดซอย อย่างไม่มีวันจบ วันสิ้น นั่นแล...

                               -----------------------------------------------------

                และแม้ว่าการเดินไปในแนวนี้...อาจส่งผลให้ การเมือง ร้อนฉ่า ร้อนแรง ไปกว่าปกติธรรมดาอยู่บ้าง แต่ก็น่าสรุปได้ไม่ยากว่าสุดท้ายแล้วใครจะ เราชนะแล้วแม่จ๋า หรือใครจะ เราฉิบหายแล้วแม่จ๋า ไปก่อนกำหนดการ เพราะไม่ว่าใครก็ตาม...ถ้าลองไม่คำนึงถึง อารมณ์-ความรู้สึก ของผู้อื่นเอาเลยแม้แต่นิด เอาแต่ยึดมั่น ถือมั่น ในความคิด ความอ่าน ของ ตัวกูเอง เป็นสำคัญ ยังไงๆ...ย่อมต้องมีแต่ แพ้...กับ...แพ้ นั่นแหละสหาย!!! ไม่ว่าจะเก่งแสนเก่ง กล้าแสนกล้า กันในระดับไหนก็ตาม เพราะเพียงแค่ ทฤษฎีแนวร่วม ขั้นพื้นฐาน ยังไม่ได้แสดงออกถึงความเข้าถึง-เข้าใจเอาเลยแม้แต่น้อย อันนี้...ย่อมมีแต่ ตาย...กับ...ตาย ลูกเดียวเท่านั้นเอง กุศลาธรรมา-อกุศลาธรรมา เอาไว้ก่อนล่วงหน้าได้เลย...

                                 ------------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Sanskrit proverb (อีกครั้ง...และอีกครั้ง)...“Four things come not back : The spoken word; the sped arrow; time past; the neglected opportunity. - สี่สิ่งนี้...ไปแล้วไม่กลับ คำพูดที่ออกจากปาก ลูกศรที่ยิงออกไปแล้ว เวลาที่ผ่านไป และโอกาสที่ล่วงเลย...”

                                  -------------------------------------------------------


วันนี้ จะคุยแบบตีขลุม ก็เกรงไม่รู้เรื่อง เพราะเกิดปรากฏการณ์ "คนละเรื่องเดียวกัน" ของผู้คน ๓ นิ้ว สองคณะ มาชนกัน ที่ศาลอาญา ฉะนั้น อ่าน "เอาความ" กันก่อน อย่าเพิ่ง "อ่านเอาเรื่อง"

สามสัส 'วันพินาศ' มาถึง
เวนคืนที่วัด 'สัจจะ รฟม.'
"รื้อวัดทำสถานีรถไฟฟ้า"
'แอมมี่' คือ 'หนังตัวอย่าง'
'สสร.' หรือจะ 'ขันจอหว่อ'?
'แล้วรัฐบาลจะเอายังไง?'